BenzOwner.NET 421 Forever

Go Back   BenzOwner.NET > หมวดทั่วไป > สนทนาปัญหารถ

Reply
 
Thread Tools Search this Thread Display Modes
Old 17-09-2017, 05:46:41 AM   #1
vopang
 
Join Date: Jan 2008
Posts: 554
Thanks: 2
Thanked 115 Times in 71 Posts
Default สารเติมหม้อน้ำ

รบกวนถาม สมช.300ew124 หม้อน้ำทองแดง ผมเติมน้ำยาของTOYOTA เติมได้ป่าวครับ
vopang is offline   Reply With Quote
Old 17-09-2017, 09:05:30 AM   #2
Coffee Cup
 
Coffee Cup's Avatar
 
Join Date: Mar 2009
Posts: 4,256
Thanks: 3,484
Thanked 9,261 Times in 2,604 Posts
Default

อ้างถึง:
Originally Posted by vopang View Post
รบกวนถาม สมช.300ew124 หม้อน้ำทองแดง ผมเติมน้ำยาของTOYOTA เติมได้ป่าวครับ


ผมไม่ได้ใช้ 124 และไม่ใช่ผู้รู้แต่ประการใด
แต่เพียงอยากออกความเห็นว่า
หน้าที่หลักของน้ำยาเติมหม้อน้ำ ก็คือหล่อลื่นปั้มน้ำ
ป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์ร้อนจัดโดยทำให้จุดเดือดของ
น้ำสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส และอีกหน้าที่หนึ่งคือ
ช่วยให้ป้องกันการเกิดสนิมในระบบน้ำหล่อเย็นเกิดน้อย ที่สุด
หรือไม่เกิดเลย สารเคมีที่เอามาทำน้ำยานี้ ส่วนใหญ่
ใช้สารเคมีตัวเดียวกันหรือไม่ก็คล้าย ๆ กัน คือสาร
เอทธิลีนไกคอล ( Ethylene Glycol ย่อว่า EG )
ในความเห็นของผมจึงเห็นว่าน่าจะใช้แทนกันได้
กับน้ำยาหม้อน้ำของเบนซ์ เพียงแต่ก่อนเปลี่ยนถ่าย
ควรล้างของเก่าออกให้หมดสนิทที่สุดเพื่อความ
สบายใจ แต่ที่สำคัญเพียงแต่ผสมน้ำให้ได้ตรงกับ
ฉลากข้างกระป๋องแนะนำไว้ และสำคัญเป็นของแท้
ยี่ห้อนั้น เพราะของปลอมมีมากเหลือเกิน ใช้สาร
อะไรก็ไม่รู้ พวกหลอกขายเอาเงินเข้ากระเป๋ามัน
มีเยอะ ต้องซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ถ้าได้จากศูนย์
รถยนต์ยี่ห้อนั้น ๆ ก็เชื่อได้ว่าเป็นของแท้
Coffee Cup is online now   Reply With Quote
Old 17-09-2017, 09:10:09 AM   #3
Coffee Cup
 
Coffee Cup's Avatar
 
Join Date: Mar 2009
Posts: 4,256
Thanks: 3,484
Thanked 9,261 Times in 2,604 Posts
Default

น้ำยาหล่อเย็นเครื่องยนต์ (Anitifreeze)

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทัศน์ ตั้งนิตยวงศ์


ความหมายของคำว่า “Antifreeze”
“Antifreeze” ที่พิมพ์อยู่บนฉลากขวด หรือกระป๋อง ของน้ำยาเติมหม้อน้ำ ก็คือ ความสามารถของน้ำยาเติมหม้อน้ำที่จะป้องกันไม่ให้น้ำ ในระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์แข็งตัว และเดือดเร็ว เมื่อใช้ในสัดส่วนผสมที่ปกติ ( คือ สารป้องกันน้ำแข็งตัว 50% ผสมกับน้ำ 50%) จะทำให้น้ำมีจุดเยือกแข็งต่ำลง คือประมาณ -34 oF และอุณหภูมิจุดเดือดสูงเพิ่มขึ้นถึง 276 0F ห้ามใช้น้ำยาป้องกันน้ำแข็งตัวเพียงอย่างเดียวในการเ ติมลงในหม้อน้ำ โดยปกติให้ผสมกับน้ำสะอาดอย่างน้อยที่สุด 50% ทั่วไปแล้ว น้ำยาป้องกันการแข็งตัวจะมีส่วนประกอบของสาร เอทธิลีนไกคอล ( Ethylene Glycol ย่อว่า EG ) 95% ความแตกต่างของน้ำยาเติมหม้อน้ำของแต่ละยี่ห้อ ก็คือ ชนิด และปริมาณของสารป้องกันการกัดกร่อน สารเอทธิลีนไกคอล ไม่มีการสูญหาย แต่สารป้องกันการกัดกร่อนนั้นสูญหายหรือเสื่อมสภาพได ้ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องเปลี่ยนน้ำยาเติมหม ้อน้ำทุก 2 ปี (ยกเว้น น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด Long Life Antifreeze ซึ่งมีสารเพิ่มพิเศษ ที่ยอมให้ใช้งานได้นานถึง 5 ปี หรือ 150,000 ไมล์ ) แต่หากว่าคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมแล้ว เราจะใช้น้ำยาเติมหม้อน้ำที่ใช้สาร โพรพีลีน ไกคอล ( Propylene Glycol ย่อว่า PG) ซึ่งมีราคาแพงกว่า น้ำยาเติมหม้อน้ำ PG เป็นน้ำยาเติมหม้อน้ำที่มีความเป็นพิษน้อยมากกว่าแบบ EG





หน้าที่ของน้ำยาเติมหม้อน้ำ หรือน้ำยาหล่อเย็นเครื่องยนต์
น้ำยาหล่อเย็นในระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ จะต้องทำหน้าที่ 3 ประการ คือ
1. เป็นตัวนำความร้อนไปยังหม้อน้ำ
2. ป้องกันน้ำในระบบระบายความร้อนแข็งตัว และเดือด
3. ป้องกันการเกิดสนิม (กัดกร่อน)
หน้าที่ของน้ำยาเติมหม้อน้ำทั่วๆไป ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตามจะทำหน้าที่หลักอยู่ 2 ประการ คือ ช่วยนำความร้อนไปยังหม้อน้ำ และป้องกันน้ำในระบบระบายความร้อนแข็งตัว และเดือด แต่หน้าที่การป้องกันการเกิดสนิม และการกัดกร่อน จะเป็นหน้าที่ของสารเคมีที่มีอยู่ในน้ำยาเติมหม้อน้ำ
ต่อไปนี้จะอธิบายการทำหน้าของน้ำยาเติมหม้อน้ำ แต่ละหัวข้อดังนี้
หัวข้อ “เป็นตัวนำความร้อนไปยังหม้อน้ำ” รถยนต์ต้องการน้ำยาเติมหม้อน้ำเพื่อเป็นตัวส่งถ่ายคว ามร้อน ขณะที่เครื่องยนต์สันดาปภายในทำงาน ย่อมจะเกิดความร้อน ความร้อนนี้จำเป็นที่จะต้องถูกนำออกจากเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ในสมัยแรกๆออกแบบให้ใช้น้ำเป็นตัวนำความร ้อนออกไป การใช้น้ำเป็นตัวนำความร้อนออกไปทำงานได้ดีจนกระทั่ง ถึงหน้าหนาว เมื่อน้ำกลับกลายเป็นน้ำแข็งและทำให้เครื่องยนต์เสีย หาย โดยปกติเราจะเติม เมธานอลผสมกับน้ำในหม้อน้ำ เพื่อป้องกันการที่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ปัญหาเรื่องนี้ยังมีอีกว่า เมื่อถึงหน้าร้อน เมธานอลจะเดือดเร็ว เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ เราจึงนำไกคอล (Glycol) เติมลงไปในน้ำ จึงเกิดเป็นน้ำยาเติมหม้อน้ำขึ้นมา
ปริมาณความร้อนที่จะถ่ายเทให้กับของเหลวได้มากน้อยเพ ียงใดนั้น ขึ้นอยู่ชนิดของของเหลว ดังอธิบายได้ ดังนี้
น้ำเป็นตัวนำความร้อนได้อย่างดีเลิศ ไกคอลเป็นตัวนำความร้อนได้ไม่ดีเท่ากับน้ำ ขณะที่ความเข้มข้นของไกคอลเพิ่มขึ้น ความสามารถในการส่งถ่ายความร้อนของส่วนผสม(น้ำยา) จะลดลง สิ่งนี้ไม่ใช้ปัญหา การออกแบบเครื่องยนต์ กับระบบหล่อเย็น เพื่อให้สามารถส่งถ่ายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องยนต์สมัยใหม่ออกแบบมาให้ใช้ไกคอล ผสมกับน้ำ ในสัดส่วน 40% - 60% การใช้น้ำยาหล่อเย็นเกินสัดส่วนดังกล่าว จะเป็นเหตุให้เครื่องยนต์ทำงานที่อุณหภูมิไม่เหมาะสม ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ลดลง และอาจเกิดปัญหาอื่นๆตามมาได้
หน้าที่ที่ 2 ของน้ำยาเติมหม้อน้ำ ก็คือ “ป้องกันน้ำแข็งตัว และเดือด” วิธีที่จะป้องกันน้ำแข็งตัวได้อย่างมีประสิทธิสูงสุด มีความแตกต่างระหว่างเอทธีลีน ไกคอล (EG) กับ โพรพีลีน ไกคอล (PG) สำหรับเอทธีลีน ไกคอล ประสิทธิภาพการป้องกันสูงสุดที่ส่วนผสม 67% กับน้ำ สารละลายของเอทธีลีน ไกคอล ที่ความเข้มข้นขนาดนี้ จะแข็งตัวที่อุณหภูมิ -840F (จุดเยือกแข็งของเอทธีลิน ไกคอลบริสุทธิ์ อยู่ที่ 80F) โพรพีลีน ไกคอล จะไม่แข็งตัว รู้จักกันว่า เป็นสารที่มีความเย็นยิ่งยวด (Suppercool) ดังนั้น ในกรณีของ โพรพีลีน ไกคอลบริสุทธิ์ จึงไม่มีจุดเยือกแข็ง จากเหตุผลในเรื่องการส่งถ่ายความร้อน และสารยับยั้ง ข้างต้น น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด โพรพีลีน ไกคอล (PG) ควรมีสัดส่วนผสมอยู่ระหว่าง 40% - 70% กับน้ำ การเพิ่มสารไกคอลทั้ง 2 ชนิด จะช่วยป้องกันน้ำในระบบหล่อเย็นไม่ให้เดือดเร็วขึ้น (เพิ่มจุดเดือดของน้ำยาเติมหม้อน้ำ)
จากกรณีศึกษา เรื่องการกัดกร่อนของอลูมิเนียมที่ใช้เป็นชิ้นส่วนขอ งเครื่องยนต์ เช่น ฝาสูบ พบว่า ส่วนผสมของน้ำ 50% เป็นอัตราส่วนที่ดีที่สุด
หน้าที่ที่3 ของน้ำยาเติมหม้อน้ำ ก็คือ “ป้องกันการเกิดสนิม” ในระบบหล่อเย็นของเครื่องยนต์จากการเกิดสนิม หรือกัดกร่อน น้ำยาเติมหม้อน้ำสามารถทำหน้าที่นี้ได้ โดยการเติมสารยับยั้ง ชนิดของสารยับยั้งเปลี่ยนแปลงตามยี่ห้อของน้ำยาเติมห ม้อน้ำ สารยับยั้งมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น เป็นชนิดเคมีอินทรีย์ และอนินทรีย์เคมี สิ่งที่สารยับยั้งทุกชนิดมีคุณสมบัติเหมือนกัน ก็คือ ต้องสามารถทำหน้าที่ในสารละลายน้ำได้ การเติมน้ำ “กระตุ้น” สารยับยั้ง เพื่อให้ป้องกันโลหะ ก็เป็นเหตุผลที่สำคัญที่ต้องใช้น้ำยาผสมกับน้ำในระบบ หล่อเย็น

Last edited by Coffee Cup; 17-09-2017 at 09:12:23 AM.
Coffee Cup is online now   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 17-09-2017, 09:10:50 AM   #4
Coffee Cup
 
Coffee Cup's Avatar
 
Join Date: Mar 2009
Posts: 4,256
Thanks: 3,484
Thanked 9,261 Times in 2,604 Posts
Default

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า น้ำยาเติมหม้อน้ำเป็นสิ่งสำคัญในรถยนต์ทุกคัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ยี่ห้อใด การดูแลระบบหล่อเย็น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิตรถยนต์เป็นสำคัญ ไม่เลือกว่าจะเป็นน้ำยาเติมหม้อน้ำชนิดใด ส่วนผสมสารเพิ่มคุณภาพกับน้ำเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า การป้องกัน ความร้อน การแข็งตัวของน้ำ และการเกิดสนิม ป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สิ่งที่จะแนะนำในการเลือกใช้สารป้องกันการแข็งตัวของ น้ำ และป้องกันสนิมเบื้องต้น ก็คือ เลือกใช้ตามที่บริษัทรถยนต์แนะนำ หรือใส่มาตั้งแต่แรก






ชนิดของสารยับยั้งการกัดกร่อน หรือเกิดสนิม (Corrosion Inhibitors)
ในปัจจุบัน สารยับยั้งการกัดกร่อน หรือเกิดสนิม ที่มีอยู่ในน้ำยาเติมหม้อน้ำทั่วไป จะมีอยู่ 3 ชนิด
1. ชนิดเติมสารเพิ่มคุณภาพอนินทรีย์ (Inorganic Additive Technology) เรียก IAT
2. ชนิดเติมสารเพิ่มคุณภาพอินทรีย์ (Organic Additive Technology) เรียก OAT
3. ชนิดเติมสารเพิ่มคุณภาพไฮบริดอินทรีย์ (Hybrid Organic Additive Technology) เรียก HOAT
น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด IAT เป็นชนิดที่มีใช้อยู่ทั่วๆไป ประกอบด้วยสารซิลิก้า เพื่อเป็นเกาะป้องกันชิ้นส่วนต่างๆในระบบระบายความร้ อน รวมไปถึงท่อยาง น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด OAT เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใหม่กว่า ทำหน้าที่ต่างแตกกันมาก คือ ทันทีเมื่อมีความชื้น หรือแม้กระทั่งความชื้นในอากาศเพียงเล็กน้อย อลูมิเนียมและโลหะเหล็ก จะเกิดแผ่นสนิมที่ผิวหน้า น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด OAT จะเผาชั้นผิวโลหะอ๊อกไชค์ให้เป็นผิวเคลือบบางๆ เพื่อป้องกันการกัดกร่อน ทั้งชนิด และปริมาณของสารยับยั้งในน้ำยาเติมหม้อน้ำจะต้องมีเพ ียงพอที่จะทำให้เกิดผิวบางๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องป้องกัน
แผ่นซิลิก้าจะหลุดร่วงจากผิวชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้อ ย่างรวดเร็ว เพราะว่าซิลิก้าในสารละลายของน้ำยาเติมหม้อน้ำสามารถ หลุดร่วงออกมาอย่างน้อยที่สุด 20% เมื่อใช้รถยนต์ไปแล้วอย่างน้อย 10,000 ไมล์ ปัญหาอื่นๆของซิลิก้า ก็คือ ซิลิก้าสามารถแยกตัวจากสารละลายและอยู่ในรูปของสิ่งต กค้างเล็กๆ หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่าง เพลาและซีลปั๊มน้ำ ก็จะเกิดการขัดสีเป็นเหตุให้เกิดการรั่ว ในช่วงหน้าร้อน (ในกรณีที่ไม่ต้องการใช้เครื่องให้ความร้อน) ระบบระบายความร้อนจะปิดการไหลของน้ำในหม้อน้ำไม่ให้เ ข้าสู่แกนเครื่องให้ความร้อน(Heater) ทำให้ ซิลิก้าเปลี่ยนเป็นยางเหนียว ซึ่งอาจไปอุดตันท่อทางเดินของน้ำในระบบระบายความร้อน ของเครื่องยนต์ได้
ดังนั้น จึงมีคำถามว่า ทำไมเรายังมีการใช้สารซิลิก้าผสมในน้ำยาเติมหม้อน้ำ ? เหตุผลก็คือ สารซิลิก้า เหมาะที่จะใช้กับ เรือนสูบที่ทำจากเหล็ก และฝาสูบที่ทำจากอลูมิเนียม สิ่งนี้ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ยังคงใช้น้ำยาเติมหม้อน้ำท ี่มีสารซิลิก้าเป็นตัวยับยั้งการกัดกร่อน
น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิดเติมสารเพิ่มคุณภาพอินทรีย์ (Organic Acid Technology ย่อว่า OAT) มีความแตกต่างจากน้ำยาระบายความร้อนที่ใช้ทั่วไปอย่า งไร?
น้ำยาเติมหม้อน้ำ เพื่อป้องกันน้ำแข็งตัวที่ใช้ทั่วไป (Conventional Antifreeze) มีสูตรของกรด อนินทรีย์ เช่น ฟอสเฟส และซิลิก้า ที่ช่วยยับยั้งการเกิดสนิม และต้านการกัดกร่อน อย่างไรก็ เมื่อใช้ไปนานๆ สารอนินทรีย์ก็จะเสื่อมสภาพ หรือหมดไป ทำให้ไม่สามารถป้องกันระบบระบายความร้อนได้ดี นี่คือเหตุผลที่เราแนะนำว่า หากใช้น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิดทั่วไป จะต้องเปลี่ยนทุกๆ 2 ปี หรือ 24,000 ไมล์
ในทางตรงข้าม น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด OAT มีสูตรทางเคมีจาก กรดอินทรีย์ที่เป็นกลาง (Neutralized Organic Acids) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพยับยั้งการกัดกร่อน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบระบายความร้อนของ เครื่องยนต์สูงขึ้น สารอินทรีย์ที่เป็นตัวยับยั้งการเกิดสนิม เกิดการเสื่อมสภาพช้ากว่าสารยับยั้งการกัดกร่อนที่มี ส่านประกอบของสารอนินทรีย์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมน้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด OAT จึงใช้ได้นานถึง 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 ไมล์ นานเท่าอายุการใช้งานของรถยนต์เลย
น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด OAT ใช้เวลาในการพัฒนานานถึง 20 ปี เพื่อให้สามารถป้องกันการกัดกร่อนโดยปราศจากการใช้สา รซิลิก้าใดๆเลย
ผลิตภัณฑ์ต่อมาที่ยังมีใช้อยู่ทุกวันนี้ คือ น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิดเติมสารเพิ่มคุณภาพไฮบริดอินทรี ย์ (Hybrid Organic Additive Technology) เรียก HOAT ซึ่งมีสารยับยั้งการกัดกร่อน ทั้งซิลิก้าและกรดอินทรีย์ ปัจจุบันเติมอยู่ในรถยนต์เบ็นซินของฟอร์ด(Ford ) และไครเล่อร์(Chrysler) แม้ว่าน้ำเติมหม้อน้ำชนิด IAT ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะลดความเข้มข้นของซิลิก้าลงเหลือเพียง 250 ส่วนต่อล้าน(ppm.) ก็ยังคงให้การป้องกันได้ดีเลิศ เมื่อใช้ตามคำแนะนำ
คำว่า “ใช้ตามคำแนะนำ” ปัจจุบันคำนี้มีความสำคัญมาก เพราะว่า เราไม่มีทางรู้เลยว่า เทคโนโลยีที่ทำการผลิตน้ำยาเติมหม้อน้ำนั้นเหมาะสมกั บรถยนต์ของบริษัทใด ดังนั้นผู้ใช้รถยนต์จึงควรศึกษาดูในคู่มือการใช้รถยน ต์ของผู้ผลิตนั้นๆเป็นสำคัญ
ตัวอย่างเช่น คำแนะนำ การใช้น้ำยาเติมหม้อน้ำของรถยนต์ โตโยต้าคัมรี่ (TOYOTA CAMRY) ให้ใช้ “TOYOTA SUPER LONG LIFE COOLANT” มีสีแดง หรือ น้ำยาหล่อเย็นที่มีส่วนผสมของเอทธิลีนไกคอล ซึ่งมีคุณภาพใกล้คียงกัน ใช้ได้กับชิ้นส่วนที่ไม่ใช่โลหะ แต่ต้องปราศจาก ซิลิก้า สารประกอบไนโตรเจน กรดไนตรัส และกรดโบริค ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผสม เพื่อยืดอายุการใช้งาน อัตราส่วนผสมน้ำยา หล่อเย็นต่อน้ำสะอาด 50 : 50 อุณหภูมิ -35oC (-31oF)
Coffee Cup is online now   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 17-09-2017, 09:11:49 AM   #5
Coffee Cup
 
Coffee Cup's Avatar
 
Join Date: Mar 2009
Posts: 4,256
Thanks: 3,484
Thanked 9,261 Times in 2,604 Posts
Default

ข้อดี : 1. ไม่ทำให้หม้อน้ำอุดตัน เนื่องจากเกิดซิลิโคน
2. ไม่กัดกร่อนชิ้นส่วนที่เป็นอลูมิเนียม
3. ช่วยป้องกันซีลของปั๊มน้ำ
อย่างไรก็ตาม ความคิดต่อไปนี้ถือว่าเป็นความคิดที่ไม่ดี(ไม่ฉลาด) คือ การเลือกน้ำยาเติมหม้อน้ำ โดยยึดสีของน้ำยาเป็นเกณฑ์ เพราะว่า พื้นฐานของน้ำยาเติมหม้อน้ำทุกยี่ห้อจะไม่มีสี บริษัทผู้ผลิตต่างๆจะทำการผสมสีลงไป ซึ่งสามารถเติมสีอะไรลงไปก็ได้ตามต้องการ ในความเป็นจริง สีแดง(ใช้งานหนัก) และสีส้ม(ใช้กับรถยนต์) ซึ่งไม่ใช่น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด IAT เริ่มขายได้ดี ทำให้บางบริษัทผู้ผลิตน้ำยาเติมหม้อน้ำเริ่มเติมสีเห มือนกันในสารยับยั้งการกัดกร่อนแบบที่ใช้อยู่ทั่วไป พร้อมทั้งขึ้นราคา นอกจากนี้ยังมีน้ำยาเติมหม้อน้ำสีเขียวที่มาจากประเท ศต่างๆ ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นชนิด OAT หรือ HOAT มากกว่าชนิด IAT
น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด IAT เหมาะที่จะใช้กับเครื่องดีเซลที่ใช้งานหนักมีสี น้ำเงิน เขียว สีม่วง และถ้าเป็นชนิดไฮบริดจะเป็นสีอะไรก็ได้ ผู้ผลิตน้ำยาเติมหม้อน้ำบางราย เติมสีของน้ำยาเป็นสีเหลือง โดยไม่นึกถึงเรื่องเทคโนโลยีในการผสม เหมือนกับว่าสามารถใช้ผสมกับยี่ห้ออะไรก็ได้
ดังนั้น เกณฑ์การเลือกใช้น้ำยาเติมหม้อน้ำ ก็คือ ถ้ารถยนต์ที่มาจากโรงงานใช้น้ำยาเติมหม้อน้ำยี่ใด ก็ให้ใช้ยี่ห้อนั้น




สีของน้ำยาเติมหม้อน้ำ แดงหรือเขียว (Antifreeze : Red or Green) ดีกว่า ?

น้ำยาเติมหม้อน้ำยี่ห้อ Dexcool® จะมีสีแดง ส่วนน้ำยาเติมหม้อน้ำแบบธรรมดา จะมีสีเขียว ทั้ง เอทธิลีนไกคอล (Ethylene Glycol = EG) และ โพรพีลีน ไกคอล (Propylene Glycol ถือว่าเป็นสารพื้นฐานของน้ำยาเติมหม้อน้ำ เพื่อป้องกันการแข็งตัวของน้ำ จากนั้นก็จะเพิ่มสารเพิ่มคุณภาพและสารยับยั้งการกัดก ร่อน ข้อแตกต่างที่สำคัญของน้ำยาเติมหม้อน้ำ ก็คือ ความเป็นพิษของ เอทธิลีนไกคอล กับโพรพีลีน ไกคอล เพราะว่า เหตุผลส่วนใหญ่ที่แนะนำให้ใช้น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด PG แทนชนิด EG ก็คือ เรื่องการเป็นพิษ สิ่งแรกที่ควรคิดเกี่ยวความเป็นพิษ ก็คือ ความแตกต่างของพิษชนิดฉับพลัน (Acute Toxicity) กับ พิษชนิดรื้อรัง (Chronic Toxicity) พิษชนิดฉับพลัน หมายถึง เมื่อได้รับพิษในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ก่อให้เกิดอาการได้ ถ้าคุณได้รับพิษชนิดฉับพลัน ทั่วไปแล้วจะแสดงอาการให้ปรากฏเห็น ส่วนพิษชนิดรื้อรัง จะไม่แสดงอาการในทันที พิษจะถูกสะสม และอาจแสดงเป็นอาการขั้นรุนแรงเลย
น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด PG มีความแตกต่างกับ ชนิด EG ในด้านความเป็นพิษชนิดรื้อรังและชนิดฉับพลัน ในน้ำยาเติมหม้อน้ำป้องกันน้ำแข็งตัว เราคำนึงถึงการสัมผัสโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่าเราให้ความสนใจในเรื่องพิษชนิดฉับพลัน พิษชนิดฉับพลันที่เกิดจากน้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด PG จะเกิดผลต่อมนุษย์น้อยกว่า ชนิด EG น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด PG จะไม่แสดงอาการพิษ เมื่อได้รับพิษในระดับต่ำเช่นเดียวกับพิษของแอลกอฮอล ์ โรงงานส่วนใหญ่จะผลิตน้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด EG
สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาอีก ก็คือน้ำยาเติมหม้อทุกชนิด ในระหว่างที่อยู่ในระบบระบายความร้อน จะเป็นตัวเก็บสะสมพวกเศษโลหะหนัก เมื่อเศษโลหะ โดยเฉพาะพวกตะกั่วในน้ำยาเติมหม้อน้ำที่ใช้งานแล้ว เหล่านี้ถือว่าเป็นวัตถุอันตราย เพราะว่า เศษโลหะเหล่านี้ ผู้ใช้หรือคนส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่าพิษที่เกิดจากกา รใช้น้ำยาเติมหม้อน้ำก็เหมือนกับการใช้ไกลคูลที่ไม่ร ะมัดระวัง เป็นเหตุให้เรามองถึงพิษชนิดรื้อรัง น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด PG ไม่ได้เป็นพิษชนิดรื้อรัง น้ำยาเติมหม้อน้ำยาชนิด EG และพวกสารโลหะหนัก ถือว่าเป็นพิษชนิดรื้อรัง ในอีกความหมายหนึ่งสารโลหะหนักไม่ใช่พิษชนิดรุนแรงหร ือฉับพลัน ที่พบจากการใช้น้ำยาเติมหม้อน้ำ ด้วยเหตุผลนี้ น้ำยาเติมหม้อน้ำชนิด PG จึงให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตมนุษย์และสัตว์เลี้ยงมากกว ่า
สูตรน้ำยาเติมหม้อน้ำที่ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและป ระเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะเพิ่มสารฟอสเฟทซึ่งเป็นตัวยับยั้งการกัดกร ่อน อย่างไรก็ตามบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรป ต้านการใช้สารฟอสเฟทในน้ำยาเติมหม้อน้ำ เหตุการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้จะช่วยในการตัดสินใจเลือก ใช้หรือไม่ใช้สารฟอสเฟทในน้ำยาเติมหม้อน้ำ
ในตลาดรถยนต์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้สูตรสารฟอสเฟทเป็นตัวช่วยยับยั้งเติมในน้ำยาเติมห ม้อน้ำเป็นส่วนใหญ่ เพื่อทำหน้าที่ลดความเสียหายที่จะเกิดต่อระบบระบายคว ามร้อนของรถยนต์ ประโยชน์ของการใช้สารฟอสเฟท มี
1. ป้องกันชิ้นส่วนที่ทำจากอลูมิเนียม โดยลดการกัดกร่อนเนื่องจากเกิดฟองอากาศ ในช่วงความเร็วสูง
2. ป้องกันการกัดกร่อน ที่จะเกิดจากโลหะเหล็ก
3. ทำหน้าที่เป็นตัวเก็บส่วนผสมของน้ำยาเติมหม้อน้ำที่เ ป็นด่าง ซึ่งจะเป็นการช่วยป้องกันการเกิดกรดที่จะไปทำลายชิ้น ส่วนเครื่องยนต์ที่ทำมาจากโลหะ
ส่วนในตลาดรถยนต์ยุโรป ผู้ผลิตรถยนต์รู้สึกว่า ประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น มีอยู่ในตัวสารยับยั้งอยู่แล้ว ข้อพิจารณาหลักสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีสารฟอสเฟทผสมอยู่ ก็คือ ความสามารถที่ของแข็งสามารถแยกตัวเมื่อผสมกับน้ำกระด ้าง ของแข็งสามารถสะสมเกาะที่ผนังของระบบระบายความร้อนขอ งเครื่องยนต์ ซึ่งเรียกว่า คราบสนิม ข้อพิจารณานี้เกิดจากความจริงที่ว่า น้ำในประเทศยุโรป มีความกระด้างมากกว่าน้ำในประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะว่า น้ำที่มีฟอสเฟท (น้ำอ่อน) เกิดจากเกลือของแคลเซี่ยม หรือแมกนีเซี่ยม ที่สามารถแยกตัวออกจากสารละลาย ซึ่งมีความสามารถระบายความร้อนให้กับเรือนสูบเครื่อง ยนต์ ส่วนใหญ่สูตรความเข้มข้นของฟอสเฟทในน้ำยาเติมหม้อน้ำ ที่ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น จะไม่ทำให้เกิดของแข็ง นอกจากนี้ สูตรน้ำยาเติมหม้อน้ำสมัยใหม่ ออกแบบมาเพื่อลดการเกิดคราบสนิมให้เกิดน้อยที่สุด ปริมาณของของแข็งที่เกิดขึ้นน้อยนี้จะไม่ก่อให้เกิดป ัญหาแก่ระบบระบายความร้อนและซีลของปั๊มน้ำ


น้ำยาหล่อเย็นเครื่องยนต์ (Anitifreeze)

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุทัศน์ ตั้งนิตยวงศ์

Last edited by Coffee Cup; 17-09-2017 at 09:14:01 AM.
Coffee Cup is online now   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 17-09-2017, 01:03:40 PM   #6
ืnusorn
 
ืnusorn's Avatar
 
Join Date: Jan 2014
Location: Ladproa, BKK
Posts: 5,038
Thanks: 3,205
Thanked 1,433 Times in 1,070 Posts
Default

ม่ะรู้ผมเจอโตต้าปลอมไหม?
คัน190อี..เติมทิ้งไว้
สีจางหาย!!

คันปลาวาฬใช้LPG
อ่านพบGURUบอก
ผ้าหม้อต้มไม่ถูกกับโตต้า

บวกกับได้1แถม1
ลองตราดาว..จากปั้ม
แท้แน่นอน?

สีไม่โดดจากคูลแลนต์ค่ายยุโรป..ให้ขัดตา
แถมเป็นpremixด้วย
ไม่ต้องกว้านน้ำกลั่นมาผสมเอง
ืnusorn is offline   Reply With Quote
Old 18-09-2017, 09:01:21 AM   #7
vopang
 
Join Date: Jan 2008
Posts: 554
Thanks: 2
Thanked 115 Times in 71 Posts
Default

wได้ความรู้เยอะเลย ขอบคุณทุกคำแนะนำครับ
vopang is offline   Reply With Quote
Old 18-09-2017, 09:11:02 AM   #8
vopang
 
Join Date: Jan 2008
Posts: 554
Thanks: 2
Thanked 115 Times in 71 Posts
Default

ผมเติมแค่ครึ่งลิตร ไม่ได้เติม 50%ของน้ำ อันตรายป่าวครับ
vopang is offline   Reply With Quote
Old 20-09-2017, 08:05:32 PM   #9
surach
 
surach's Avatar
 
Join Date: Jan 2006
Location: คลองสี่ ลำลูกกา
Posts: 2,681
Thanks: 1,284
Thanked 1,262 Times in 564 Posts
Default

ผมก็ใช้โตต้า แกลลอนนึง แล้วเติมน้ำดื่มตามจนเต็ม

เรื่องสีจางอาจเพราะน้ำที่ผสมเป็นด่างมากไป ลองใช้น้ำดื่มดูครับ

ถ้าได้น้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดตังจะดีกว่าเพราะเคยทดสอบ แล้วมีประจุไฟฟ้าน้อยมาก แสดงว่าผุกร่อนยาก ครับ
surach is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 21-09-2017, 06:58:50 AM   #10
ืnusorn
 
ืnusorn's Avatar
 
Join Date: Jan 2014
Location: Ladproa, BKK
Posts: 5,038
Thanks: 3,205
Thanked 1,433 Times in 1,070 Posts
Default

อ้างถึง:
Originally Posted by surach View Post
ถ้าได้น้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดตังจะดีกว่าเพราะเคยทดสอบ แล้วมีประจุไฟฟ้าน้อยมาก แสดงว่าผุกร่อนยาก ครับ
เยี่ยมเลยครับจารย์สุรัช

ไว้จะเอาแกลลอน6ลิตรไปซื้อตู้
หวังว่าGolden Placeใกล้SUSCO
แยกเลียบด่วนฯยังมีนะ
ที่อื่นๆไม่รู้หายไปไหนหมด555

ผมมีปากกาวัด
(ไว้วัดค่าน้ำกรอง..ไว้ต้มดื่ม)
ควรอ่านค่าอะไร?
ไม่เกินเท่าไรครับ?
ืnusorn is offline   Reply With Quote
Old 21-09-2017, 08:32:24 AM   #11
BChoon1157
 
Join Date: Dec 2014
Posts: 317
Thanks: 117
Thanked 110 Times in 82 Posts
Default

รถเก่ามักจะมีอันต้องถอดโน่นถอดนี่ให้น้ำหล่อเย็นออก อยู่เรื่อย (ซึ่งผมจะถือโอกาสเปลี่ยนซะเลย)
ผมเลยใช้แค่น้ำยา 2 ลิตร + น้ำกรอง ครับ (ผมใช้วาโวลีนน้ำยาสีเขียว)

แต่ไม่ว่ายี่ห้อดีแค่ไหน ในประเทศนี้ ต้องระวัง ของปลอม ครับบบบ!
BChoon1157 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 21-09-2017, 09:27:00 AM   #12
ืnusorn
 
ืnusorn's Avatar
 
Join Date: Jan 2014
Location: Ladproa, BKK
Posts: 5,038
Thanks: 3,205
Thanked 1,433 Times in 1,070 Posts
Default

อ้างถึง:
Originally Posted by BChoon1157 View Post
รถเก่ามักจะมีอันต้องถอดโน่นถอดนี่ให้น้ำหล่อเย็นออก อยู่เรื่อย (ซึ่งผมจะถือโอกาสเปลี่ยนซะเลย)
ผมเลยใช้แค่น้ำยา 2 ลิตร + น้ำกรอง ครับ (ผมใช้วาโวลีนน้ำยาสีเขียว)

แต่ไม่ว่ายี่ห้อดีแค่ไหน ในประเทศนี้ ต้องระวัง ของปลอม ครับบบบ!
ตรงใจผมเลยท่านนี้
ต้องวางแผนทำพร้อมกันหลายๆอย่าง
ไม่งั้นเปลืองCoolantแย่เลย

วันก่อนได้สวิตสีเทาจากเพื่อนสมาชิก
(แลกกับECTของใหม่ ไม่เทียบมูลค่านะ เทียบน้ำใจ)

ใช้ลูกบล็อกเบอร์19เอาน้อตอุดออก
แต่ใช้สวมสวิตสีเทาใส่ไม่ได้
พอใช้ประแจปากตายก็ขันไม่ได้มุม
ไปแกว่งถูกท่องอวาวล์ลิโพหักไปขานึง555
(กำลังหาของถอด ท่านใดมีบ้าง)

สุดท้ายต้องเสียเวลาอยู่ดี
ถอดเสื้อวาวล์น้ำออก
ท่องอแวคคัมหัววาวล์ลิโพ
ส่วนใหญ่ดึงไม่ออก555

อย่าลืมใส่washerอลูมิเนียมด้วย
ไม่งั่นน้ำซึม..ได้ถอดอีกรอบ
ผมถึงเห็นพัฒนาการจากM102 ถึง M104
ดีไซน์ลดความยุ่งยากลงไปเยอะเลย

ปล.Coolantวาโวฯผสมน้ำแล้ว
ยังลื่นๆไหม กำลังอยากลอง

Last edited by ืnusorn; 21-09-2017 at 09:36:39 AM.
ืnusorn is offline   Reply With Quote
Old 21-09-2017, 10:37:01 AM   #13
ืnusorn
 
ืnusorn's Avatar
 
Join Date: Jan 2014
Location: Ladproa, BKK
Posts: 5,038
Thanks: 3,205
Thanked 1,433 Times in 1,070 Posts
Default

อ้างถึง:
Originally Posted by ืnusorn View Post
ผมมีปากกาวัด
(ไว้วัดค่าน้ำกรอง..ไว้ต้มดื่ม)
ควรอ่านค่าอะไร?
ไม่เกินเท่าไรครับ?
การหมั่นอ่านกระทูั
ได้ประโยชน์ในด้านกิจวัตรด้วย
ไม่ได้วัดนานแล้ว

=http://www.mx7.com/view2/A80ULO9ddJys47Pu][/url]
ค่าNaCl เกินหรือยัง?
ไม่ได้เปลี่ยนกรองฯนานแล้ว
ืnusorn is offline   Reply With Quote
Old 21-09-2017, 06:33:11 PM   #14
surach
 
surach's Avatar
 
Join Date: Jan 2006
Location: คลองสี่ ลำลูกกา
Posts: 2,681
Thanks: 1,284
Thanked 1,262 Times in 564 Posts
Default

อ้างถึง:
Originally Posted by ืnusorn View Post
เยี่ยมเลยครับจารย์สุรัช

ไว้จะเอาแกลลอน6ลิตรไปซื้อตู้
หวังว่าGolden Placeใกล้SUSCO
แยกเลียบด่วนฯยังมีนะ
ที่อื่นๆไม่รู้หายไปไหนหมด555

ผมมีปากกาวัด
(ไว้วัดค่าน้ำกรอง..ไว้ต้มดื่ม)
ควรอ่านค่าอะไร?
ไม่เกินเท่าไรครับ?
ที่ผมค้นพบเพราะจะทำน้ำ deionized เอาไปทำตัวต้านทานไฟฟ้าแรงดันสูงครับ สั่งทำเครื่อง deion แสนกว่าบาท แต่มาพบที่หลังว่าน้ำดื่มตู้กดน้ำก็มีประจุเท่ากัน:c onfused:
ผมวัดแต่ ion ในน้ำครับ
surach is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Reply

Thread Tools Search this Thread
Search this Thread:

Advanced Search
Display Modes

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +7. The time now is 05:24:31 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.7
Copyright ©2000 - 2020, vBulletin Solutions, Inc.