BenzOwner.NET 421 Forever

Go Back   BenzOwner.NET > หมวดทั่วไป > บาร์เบียร์

Reply
 
Thread Tools Search this Thread Display Modes
Old 20-01-2017, 10:14:30 PM   #1
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default คุยสารพัดเรื่องกับ Mr.Lo

ก่อนอื่นขอชี้แจงว่าโพสนี้ไม่มีการ-ซื้อขาย หรือผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆแอบแฝง จุดประสงค์เพื่อแชร์แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่าง
ซึ่งอยากรวบรวมไว้เพื่อง่ายแก่การค้นหาต่อไปเท่านั้น ครับ
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 19-07-2017, 09:10:02 PM   #2
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default

ขุดกระทู้ขึ้นมาอีกครั้ง จะค่อยๆรวบรวมเรื่องที่เป็นประโยชน์กับสมาชิก
จากประสบการณ์กับ W124 E220 มาเล่าสู่กันฟัง
ตามที่คุณ BIN389 ได้สอบถามทาง PM เมื่อหลายวันก่อน
ผมไม่สามารถตอบกลับได้ เนื่องจากมีข้อความว่าผู้รับไม่เปิดใช้งาน
ขอตอบตรงนี้ละกัน สวิทซ์ปรับเบาะของ W124 มีอยู่สองแบบ
คือแบบมีเมมโมรี่ กับไม่มีเมมโมรี่ เลือกซื้อให้ตรงกับรถ
สอบถามพ่อค้าในเว๊ปเลยครับ ไม่น่าจะหายากครับ

Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 19-07-2017, 10:38:01 PM   #3
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default วิธีเปลี่ยนสวิทซ์ปรับเบาะ W124

วิธีเปลี่ยนผมอัพรูปให้ใหม่ในห้องสมุดแล้วนะครับ

http://www.benzowner.net/forum/showt...200#post887200

Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 22-07-2017, 11:22:18 AM   #4
Saksit1971
 
Saksit1971's Avatar
 
Join Date: Jun 2014
Location: Phuket
Posts: 136
Thanks: 175
Thanked 96 Times in 46 Posts
Default

สวัสดีครับพี่ Mr.Lo
ผมยังตามอ่านกระทู้พี่อยู่นะครับ
Saksit1971 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 24-07-2017, 05:54:43 PM   #5
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default

อ้างถึง:
Originally Posted by Saksit1971 View Post
สวัสดีครับพี่ Mr.Lo
ผมยังตามอ่านกระทู้พี่อยู่นะครับ
ขอบคุณครับ ที่ยังตามอยู่ รูปในกระทู้เก่าที่ฝากไว้หายไปเยอะเลย
คงต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะรวบรวมกลับมา ทำเป็นเรื่องราวใหม่
จะค่อยๆทำไปละกันนะครับ


Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 25-07-2017, 10:52:36 PM   #6
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default ปั้มเติมลมยางพกพา

เมื่อหลายวันก่อน ตอนเช้าจะออกรถ ปรากฏว่ายางหน้าซ้ายแบนติดพื้นเลยครับ
เหตุการณ์แบบนี้เกิดกับผมเป็นครั้งที่สองในชีวิต แต่ผมมีปั้มลมแบบพกพาใช้ไฟ 12 V.
จัดการเติมลมแล้วไปร้านปะยาง ถ้าผมไม่มีปั้มลมช่วยคงมีทางเลือก 2 ทาง
คือเอายางอะไหล่มาเปลี่ยน หรือตามช่างมาที่บ้าน
จึงอยากแนะนำทุกท่านให้หามาติดรถ เพราะเหมาะใช้เติมลมตอนเช้าขณะยางเย็น
ใช้ยามฉุกเฉินเมื่อยางแบน หรือใกล้จะแบน ก่อนไปร้านปะยาง มันสบายกว่ากันเยอะเลยครับ

แม้ว่าปั้มลมพกพาจะมีเกจ์วัดลมมาพร้อม แต่แนะนำว่าควรมีที่วัดลมยางขนาดพกพาสะดวกสักตัว
ไว้ตรวจสอบความเที่ยงตรง ถ้าไม่ตรงกันแสดงว่าตัวใดตัวหนึ่งคลาดเคลื่อน และไว้เช็คลมยางประจำอาทิตย์
หรือประจำเดือน (ส่วนใหญ่ผมเดินดูรอบๆรถถ้าสงสัยค่อยวัดลมยาง)

ปั้มเติมลมยางพกพา





เกจ์วัดลมยาง




Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 05:17:47 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 29-07-2017, 02:31:52 PM   #7
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default สายพ่วงแบตเตอรี่ และวิธีการพ่วง

หลายๆท่านอาจเคยสตาร์ทเครื่องฯ ขณะแบตเตอรี่ไฟหมดหรือใกล้หมด
ทำให้สตาร์ทเครื่องฯไม่ได้ หากเรามีสายพ่วงแบตเตอรี่ติดรถไว้
อาจขอพ่วงแบตเตอรี่จากรถคันอื่น เพื่อให้สตาร์ทเครื่องฯติดก่อนไปร้านแบตฯ
เช็คสภาพแบตเตอรี่ และไดชาร์จ ทำการแก้ไขต่อไป

วิธีพ่วงสายแบตเตอรี่

BORKED

เพิ่มเติมจากในคลิป หลังจากพ่วงสายเรียบร้อยแล้ว
อย่ารีบสตาร์ทรถคันที่แบตฯไฟอ่อน หริอไฟหมดทันที
ถ้ามีอุปกรณ์ที่กินไฟเปิดทิ้งไว้ ให้ปิดก่อนสตาร์ท
สตาร์ทรถคันที่แบตฯดีก่อน เร่งเครื่องฯเล็กน้อย ประมาณ 2000 รอบ/นาที
แล้วค่อยสตาร์ทคันที่แบตฯไฟหมด เมื่อติดแล้วอย่าดับเครื่องยนต์

การสตาร์ทต่อเนื่องห้ามเกิน 30 วินาที ถ้ารถสตาร์ทไม่ติดต้องพักสัก 10 วินาที
แล้วค่อยสตาร์ทใหม่ มิฉะนั้นมอเตอร์สตาร์ทอาจไหม้ได้
ถ้าขณะสตาร์ทคันที่แบตฯหมด กำลังไฟไม่พอ (เครื่องยนต์หมุนช้ากว่าปกติ)
ให้หยุดการสตาร์ท ให้รถคันที่แบตฯดีเร่งเครื่องฯเล็กน้อยเพื่อช่วยชาร์ จไฟ
เข้ารถคันที่แบตฯไฟหมดสัก 10 – 15 นาที เพื่อเพิ่มพลังไฟในแบตฯลูกที่หมด
ก่อนเริ่มสตาร์ทเครื่องฯใหม่ เมื่อเครื่องฯติดแล้วถอดสายพ่วงตามขั้นตอนในคลิป
วิธีข้างต้นรถเก๋งที่มีแบตฯเล็กกว่า สามารถพ่วงช่วยรถกระบะที่มีแบตฯใหญ่กว่า
ให้สตาร์ทติดได้ ถ้าสายพ่วงไม่เล็กเกินไป (ทำให้จ่ายกระแสไฟไม่พอ)


สายพ่วงแบตเตอรี่ที่ไม่ควรซื้อมาติดรถ

BORKED



ตัวอย่างสายพ่วงแบตเตอรี่ สั่งร้านซ่อมไดชาร์จ-ไดสตาร์ททำให้
ความยาวต่อเส้น 2.5 เมตร ใช้สายไฟตู้เชื่อมขนาด 50 ตาราง ม.ม.
ไม่ควรใช้สั้นกว่านี้









Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 05:21:08 PM. Reason: แก้ไขคลิป
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 05-08-2017, 04:15:00 PM   #8
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default ควรเปลี่ยนท่อยางน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อไหร่ ? แบบไหนดี ?

ท่อน้ำมันในห้องเครื่องยนต์ มีอยู่สองเส้นซึ่งควรหมั่นตรวจสอบการรั่วซึม
ปกติเส้นที่จะรั่วซึมก่อนคือเส้นที่มีแรงดันส่งมาจาก ปั้มติ๊ก

การรั่วซึมเล็กน้อยบริเวณท่อยาง แจ้งให้เราทราบว่าควรเปลี่ยนท่อยางแล้ว





ในรูปข้างบนเป็นท่อน้ำมันในรถ W124 E220 ปกติท่อน้ำมันจากโรงงาน
จะเป็นข้อต่อขันเกลียวทั้งสองด้านมาพร้อมกับท่อยาง เมื่อท่อเดิมแตกจึงใช้
คัตเตอร์ตัดออกจากข้อต่อเดิมทั้งสองด้าน
หาท่อยางรูในขนาด 5/16” (7.9 มม.) ตัดความยาว 42 ซ.ม. สำหรับท่อแรงดันที่แตก
ส่วนท่อส่งกลับถังตัดความยาว 45 ซม. สวมท่อเข้าข้อต่อเดิมพร้อมแคล้ม
รัดท่อฝั่งละอัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนไม่ยุ่งยากอะไร
เครื่องมือที่ใช้มีคัตเตอร์สำหรับใช้กรีดท่อยางเดิมอ อกจากข้อต่อ กรรไกรสำหรับ
ตัดท่อ หรือจะใช้คัตเตอร์ก็ได้ ไขควงสำหรับขันแคล้มรัดท่อ
ก่อนใส่ท่อยางใหม่เข้ากับข้อต่อเดิม แนะนำให้ใช้น้ำยามีส่วนผสมซิลิโคน
เช่นน้ำยาเคลือบเบาะ ทาภายในรูท่อยางสักเล็กน้อย เพื่อช่วยใส่ท่อยางง่ายขึ้น

สิ่งที่สำคัญมากคือ ท่อยางที่จะนำมาเปลี่ยนจะต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำ SAE 30R9
ผมเคยใช้ท่อยางมาตรฐาน R6 และ R7 อายุใช้งานไม่ถึงปีต้องเปลี่ยนเพราะ
รั่วซึม หลังสุดคือแตกแบบกลิ่นเบนซินเข้ามาในรถ

ท่อยางที่นำมาเปลี่ยนหลังสุด ใช้งานจะครบปีในเดือนหน้า









เปรียบเทียบหน้าตัดท่อยางมาตรฐาน R7 ฝั่งซ้ายมือ และมาตรฐาน R9 ฝั่งขวามือ






แนะนำมาตรฐานท่อฯที่ควรใช้คือ SAE 30R9 และ SAE J30R14T2 หรือ T3








อ้างอิงข้อมูล : Gates Fuel Systems


Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 07:10:45 PM. Reason: อัพรูปภาพใหม่
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 08-08-2017, 08:28:20 AM   #9
Niroj3536
 
Join Date: Oct 2012
Location: Hometown : Sukhothai Family Home : Korat
Posts: 1,142
Thanks: 4,369
Thanked 763 Times in 420 Posts
Default

สายพ่วงแบตและปั๊มลมมีประโยชน์ ใช้ช่วยตัวเองยามฉุกเฉิน รวมทั้งในบางโอกาสเหมาะสมสามารถช่วยเพื่อนร่วมทางได้ ด้วยครับ สำหรับการใช้เติมลมในรถที่ยางแบบแต๊ดแต๋นั้นบางครั้ง ปั๊มลมเข้าไปแล้วมีลมรั่วออกที่ชอบยางขณะปั๊ม ทั้งเพราะหากลมยางในล้อไม่เหลืออยู่เลยขอบยางอาจเผยอ ออกจากขอบล้อ การเติมลมจากปั๊มถังหรือท่อเติมลมในปั๊มหรือร้านยางไ ม่มีปัญหานี้เพราะแรงอัดลมสูงลมเข้าล้อเร็วจึงดันขอบ ล้อได้สนิทลมจึงไม่รั่วที่ขอบ แต่ปั๊มลมท้ายรถเราใช้ไฟ 12 V. มอร์เตอร์เล็กลมมีแรงอัดน้อย ทางแก้ต้องขึ้นแม่แรงให้ล้อที่แบนลอยพ้นพื้นจะช่วยให ้ขอบยางไม่ถูกกด (อาจต้องช่วยเคาะๆๆ ดันขอบให้เขาที่ด้วย) กรณีที่ตรวจพบตะปูที่เป็นสาเหตุให้ยางแบนนั้นอย่ารีบ ดึงออกครับ รอให้ช่างร้านปะยางเป็นคนดึงออกเอง การดึงออกก่อนตอนนั้นจะทำให้ยางรั่วเร็วขึ้นอาจวิ่งไ ปไม่ถึงปั๊มน้ำมันที่มีร้านบริการปะยาง
Niroj3536 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 09-08-2017, 07:35:15 PM   #10
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default

ขอบคุณ คุณNiroj3536 ที่ช่วยเสริมครับ
ทำให้ผมนึกออกอีกเรื่อง คือปั้มลมพกพา 12 V.
ซิ้อแบบปั้มคู่จะสูบลมได้เร็ว มียี่ห้อหน่อยจะไม่เสียง่าย
ถ้าคนขายเขาขายหลายยี้ห้อ บอกคนขายว่าจะไปใช้กับรถตู้
ขับในกรุงเทพ ไม่ต้องพกยางอะไหล่ มีปั้มลมตัวเดียวพอ



Last edited by Mr.Lo; 09-08-2017 at 10:08:53 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 13-08-2017, 07:21:43 PM   #11
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default รถ W124 ใช้แก๊ส LPG ท่อเบนซินแตก ระหว่างเดินทางทำไงดี ?

หลายท่านอาจเคยเจอปัญหา ได้กลิ่นเบนซินโชยเข้ามาในรถ
เปิดฝากระโปรงรถเห็นน้ำมันหยดติ๋งๆ บริเวณท่อยางเบนซิน
หรือรั่วที่ท่อยางเบนซินใต้ท้องรถ ไม่กล้าขับต่อ

ถ้ารถคุณมีสวิทซ์เฉพาะสำหรับตัดการทำงานของปั้มติ๊ก
กรณีนี้ง่ายที่สุดแค่ตัดการทำงานปั้มติ๊ก สตาร์ทเครื่องฯด้วยแก๊ส
ขับใช้งานไปก่อน ค่อยดำเนินการซ่อมเมื่อสะดวก

แต่ถ้ารถคุณไม่มีสวิทซ์ตัดการทำงานปั้มติ๊ก เป็นรุ่น W124
ไม่อยากเสี่ยงขับต่อ อยู่ระหว่างเดินทางต่างจังหวัด เรียกช่างก็ไม่มา
อยากขับรถทำธุระให้เสร็จ แล้วค่อยไปอู่ที่คุณไว้ใจ
หากคุณมีทักษะงานช่างบ้าง มีเครื่องมือพื้นฐานประจำรถ
ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้เลยครับ สำหรับแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า

1.ถอดขั้วแบตเตอรี่ และตัวยึด ยกแบตเตอรี่ออกมาวางนอกรถ

2.แกะแผ่นพลาสติกที่อยู่ด้านหลังแบตฯออก จะเห็นกล่อง ECU ตรงกลาง
รีเลย์ปั้มติ๊ก(สีเขียว) จะอยู่ทางซ้ายมือด้านหลังรีเลย์แอร์
หากมือคุณไม่ใหญ่มากอาจล้วงเข้าไปถอดออกมา โดยดึงขึ้นมาตรงๆ

ถ้าจำเป็นต้องถอดอุปกรณ์อื่นออกดูตามภาพข้างล่างครับ


ใช้ไขควงถอดสกรูล๊อคขั้วเสียบกล่อง ECU ออก






ถอดรีเลย์แอร์ออก โดยดึงขึ้นมาตรงๆ




ถอดรีเลย์ปั้มติ๊กสีเขียวออก โดยดึงขึ้นมาตรงๆ





เมื่อคุณถอดรีเลย์ปั้มติ๊กออกแล้ว ปั้มติ๊กจะหยุดทำงานเมื่อสตาร์ทติดด้วยแก๊ส
สามารถใช้งานจนกว่าคุณจะสะดวกไปอู่ หรือจะเปลี่ยนท่อยางเบนซินด้วยตัวเอง

หลายท่านเข้าใจผิดว่าเมื่อถอดขั้วแบตออก หรือขั้วเสียบกล่อง ECU ออก
จะทำให้โปรแกรมจูนแก๊สเพี้ยนไป จริงๆแล้ว ECU เครื่องจะกลับไปที่ค่าเริ่มต้น
ส่วนระบบแก๊สหัวฉีดจะมีกล่อง ECU เฉพาะ ค่าต่างๆที่จูนแก๊สเดิมนั้นจะไม่เปลี่ยน

ดังนั้นหลายๆท่านที่มีปัญหาใช้แก๊สไปพักหนึ่ง มีปัญหาสตาร์ทด้วยน้ำมันยากขึ้น
ลองถอดขั้วแบตออกสักพักใหญ่ๆ ให้ ECU กลับไปค่าเริ่มต้น ทดลองใช้งานด้วย
น้ำมันอย่างเดียวสักอาทิตย์หนึ่ง หากอาการสตาร์ทด้วยน้ำมันเป็นปกติแล้ว
ไปหาอู่จูนแก๊สใหม่ เพราะอาการที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากการจูนแก๊สไม่สมบูรณ ์
ทำให้ ECU เครื่องมันจะค่อยๆเพี้ยน จนเกิดอาการสตาร์ทด้วยน้ำมันยากขึ้น


Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 07:47:20 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 18-08-2017, 05:26:55 PM   #12
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default อาการคลัทคอมแอร์ฯตัดแล้วไม่ต่อ อาจเกิดจากรีเลย์แอร์เสีย

ขณะขับรถแอร์เกิดไม่เย็น เมื่อดับเครื่องสตาร์ทใหม่แอร์กลับมาเย็นปกติ
อาจเกิดจากหน้าคลัทคอมแอร์ เกิดการสลิป หรือทำงานผิดปกติ
ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก

-ฟิวส์หลวม หรือขาด
-สายพานหย่อน อาจเนื่องจากรอกดันสายพานชำรุด
-สายพานลื่น อาจเกิดจากเปียกน้ำ หรือน้ำมัน
-น้ำมันพาวเวอร์หยดใส่หน้าคลัทคอมฯ
-รีเลย์แอร์เสีย หรือขั้วเสียบรีเลย์แอร์หลวม
-ขั้วไฟท้ายท้ายคอมฯหลวม
-หน้าคลัทสึกหรอ ระยะห่างหน้าคลัทมากเกินไป
-เซ็นเซอร์ท้ายคอมฯเสีย
-ซีลหน้าคอมฯคอมรั่ว

อาการแอร์ไม่เย็น เมื่อดับเครื่องฯ สตาร์ทใหม่แอร์กลับมาเย็นปกติเป็นบ่อยๆ
ลองตรวจความตึงสายพาน มีคราบน้ำมันพาวเวอร์รั่วใส่หน้าคลัทคอมฯไหม
ที่เป็นกันบ่อยคือรีเลย์แอร์เสีย หรือขั้วต่อรีเลย์หลวม
การซ่อมเหมาะกับผู้มีทักษะทางช่าง ชอบแก้ไขด้วยตัวเอง
สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป สังเกตอาการก่อนไปพบช่างแอร์เบ้นซ์ดีที่สุด

การดัดแปลงรีเลย์ แทนรีเลย์แอร์เดิม ไม่แนะนำเพราะว่า
-จะมีอาการเครื่องจะสตุด ขณะคอมฯตัดต่อ เพราะไม่มีชดเชยรอบเครื่อง
-ขณะเหยียบคันเร่ง เพื่อเร่งเครื่องทันทีทันใด (Kick Down) จะไม่ตัดการทำ
งานของคอมฯ แต่รีเลย์แอร์เดิมจะตัดการทำงานคอมฯ เพื่อให้รถมีแรงเพิ่มขึ้น
-เมื่อคลัทหน้าคอมฯเกิดอาการลื่น หรือคอมฯน๊อคหมุนไม่ไป จะไม่ตัดการทำงานคอมฯ


บรรยายมาเยอะแค่อยากจะบอกว่า W124 E220 รีเลย์แอร์ พาร์ทนัมเบอร์อะไร





หมายเหตุ: ข้อมูลรวบรวมจากสมาชิกเก่า ที่เคยโพสไว้ในบอร์ด


Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 07:50:26 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 22-08-2017, 06:50:00 PM   #13
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default Overload Relay สำคัญอย่างไร

Overload Relay ทำหน้าที่จ่ายไฟให้กับ ECU, Idle Speed Control, ABS, รีเลย์ปั้มติ๊ก

เมื่อ Overload Relay เสีย ทำให้อุปกรณ์ข้างต้นไม่ทำงาน หรือทำงานผิดปกติ
อาการที่พบบ่อยคือขับรถอยู่ดีๆเครื่องยนต์ดับไปเฉยๆ เมื่อสตาร์ทใหม่ก็ติด
มีอาการเป็นระยะ ท่านที่เจออาการดังกล่าวควรพบช่างเพื่อแก้ไขโดยด่วน
เพราะหากเป็น Overload Relay เสียจริง รถไปเสียในต่างจังหวัดจะหาอะไหล่
มาทดลองเปลี่ยน หรือเปลี่ยนจริงคงลำบาก


ตำแหน่ง Overload Relay อยู่ขวามือกล่องอีซียู





Part No. Overload Relay สำหรับ W124 E220






Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 07:55:21 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 30-08-2017, 09:54:13 PM   #14
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default ยืดอายุเกียร์อัตโนมัติด้วย Oil Cooler

ในระบบเกียร์อัตโนมัติของ W124 น้ำมันเกียร์ออโต้ ถ้าไม่ใช้ของเบ้นซ์
ก็ใช้ยี่ห้ออื่นที่ได้มาตรฐาน Dexron ΙІ หรือ Dexron ІІІ
บางท่านหันไปใช้พวก Fully Synthetic ที่ผ่านการรับรองจากเบ้นซ์

ไม่ว่าท่านจะใช้ยี่ห้ออะไร ที่ได้ตามมาตรฐานข้างต้น ถือว่าดีหมด
แต่เคยสังเกตบ้างไหมว่าน้ำมันเกียร์ที่ถ่ายออกมา ทั้งสี และกลิ่น
ต่างจากของเดิมมากไหม หากเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นแบบเหม็นไหม้
แสดงว่าน้ำมันเกียร์ใกล้หมดสภาพ หรือหมดสภาพแล้ว


สีและกลิ่นน้ำมันเกียร์ที่ถ่ายออกมา บ่งชี้สภาพน้ำมันเกียร์





สาเหตุสำคัญที่ทำให้อายุเกียร์อัตโนมัติสั้นลง เนื่องจากน้ำมันเกียร์ร้อนจัด
อุณหภูมิน้ำมันเกียร์สูงเกินขีดจำกัด ทำให้คุณสมบัติน้ำมันเกียร์เปลี่ยนแปลง
เกิดการสึกหรอภายในเกียร์สูง

ปกติอุณหภูมิน้ำมันเกียร์ที่วิศวกรออกแบบไว้
จะอยู่ในช่วง 80 C ถึง 105 C แต่สภาพการใช้งานจริงบางครั้งอุณหภูมิน้ำมันเกียร์
อาจสูงกว่า เนื่องจากสภาพการจราจรที่ติดขัด, สภาวะอากาศร้อนจัด, สภาพทาง
ขึ้นลงเขา หรือระบบระบายความร้อนบกพร่อง

ฝรั่งวิจัยเรื่องอุณหภูมิน้ำมันเกียร์ สัมพันธ์กับอายุน้ำมันเกียร์ได้อย่างน่าสนใจ
ทุกๆ 10 C ที่เพิ่มขึ้นของน้ำมันเกียร์ อายุน้ำมันเกียร์จะลดลงครึ่งหนึ่ง
ที่อุณหภูมิ 80 C สามารถยืดระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายถึง 160,000 ก.ม.

ที่อุณหภูมิ 90 C ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายจะเหลือ 80,000 ก.ม.
ที่อุณหภูมิ 100 C ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายจะเหลือ 40,000 ก.ม.
ที่อุณหภูมิ 110 C ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายจะเหลือ 20,000 ก.ม.
ที่อุณหภูมิ 115 C Additive ในน้ำมันเริ่มเสื่อมสภาพ


ภาพแสดงความสัมพันธ์อุณหภูมิและอายุน้ำมันเกียร์





W124 ขณะใช้งานสังเกต เกจ์อุณหภูมิน้ำจะอยู่ระหว่าง 85 C – 100 C
ขึ้นอยู่กับสภาพการขับ และสภาพอากาศ สิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่าเครื่องร้อนเกิน
ไปหรือเปล่า สังเกตได้จากเข็มความร้อนอยู่ใกล้ 100 เกือบตลอดเวลาหรือเปล่า
ความถี่การทำงานของพัดลมไฟฟ้าในสเต๊ปสอง เพราะจะทำงานเมื่อน้ำร้อน
ประมาณ 105 C หากทำงานถี่ผิดปกติ แสดงว่าระบบระบายความร้อนมีปัญหาแล้ว
ควรรีบดำเนินการแก้ไขระบบหล่อเย็น เพราะน้ำมันเกียร์ก็หมุนเวียนมาระบาย
ความร้อนที่หม้อน้ำก่อนกลับไปที่เกียร์ หากน้ำมันเกียร์ระบายความร้อนได้ไม่ดี
จะทำให้น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น และการสึกหรอในเกียร์สูงด้วย


เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนน้ำมันเกียร์ด้วย Oil Cooler






ติดตั้ง Fin and Tube Oil Cooler ในตำแหน่งหน้าคอยล์ร้อน





Oil Cooler ที่ใช้กันทั่วไปมีอยู่ 3 แบบ เรียงจากประสิทธิภาพต่ำสุด ราคาถูกสุด
ไปหาประสิทธิภาพสูงสุด ราคาแพงที่สุด คือ

1. Fin and Tube ลักษณะเป็นท่อกลมขดไปมามีครีบระบายความร้อนอยู่รอบๆ
ส่วนใหญ่ทำด้วยอลูมิเนียม บางผู้ผลิตจะพ่นเคลือบสีดำผิวด้านนอกเพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพระบายความร้อน Cooler แบบนี้เมื่อเทียบกับแบบอื่นๆ ในขนาด
กว้าง x ยาว เท่ากันจะมีพื้นผิวระบายความร้อนน้อยที่สุด ประสิทธิภาพต่ำที่สุด
แต่ราคาไม่แพง





2. Plate and Fin Cooler ลักษณะเป็นท่อแบน พื้นที่ผิวระบายความร้อน
มากกว่าแบบ Fin and Tube ในขนาดที่เท่ากัน





3. Stacked Plate Cooler ลักษณะเป็นท่อแบนเรียงชิดกันมีครีบระบายความ
ร้อนอยู่รอบนอก บางแบบภายในท่อยังมีแผ่นกั้นซ้อนอยู่ภายในท่อเพื่อเพ ิ่มพื้นผิว
ระบายความร้อน เป็นแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบ
กับแบบอื่นๆ
















ขนาด Oli Cooler พิจารณาเลือกจาก GVW (Gross Vehicle Weight)
ซึ่งผู้ผลิตจะบอกไว้สำหรับแต่ละรุ่น แต่สำหรับวิธีแบบบ้านๆ ให้กำหนดพื้นที่
ติดตั้งก่อน ซึ่งควรเป็นบริเวณขณะรถวิ่งมีลมปะทะสะดวก
เลือกแบบ Oil Cooler และขนาดใหญ่สุดเหมาะกับพื้นที่ได้เลยตามกำลังทรัพย์

อ้างอิง:
http://transmissionrepairguy.com/transmission-cooler/
http://www.onallcylinders.com/2017/0...-cooler-guide/
http://www.haydenauto.com/featured%2...s/content.aspx

Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 08:52:16 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 31-08-2017, 02:54:17 PM   #15
chonchungya
 
Join Date: Jun 2016
Location: BANGNA
Posts: 46
Thanks: 0
Thanked 6 Times in 4 Posts
Default

ขอบคุณมากครับ สำหรับความรู้เรื่อง oil gear cooler เสียดายที่ผมทำไปก่อนรู้สึกจะเป็นแบบที่สองคล้ายหม้อ น้ำมอเตอร์ไซด์ครับ
chonchungya is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 01-09-2017, 07:39:27 PM   #16
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default

อ้างถึง:
Originally Posted by chonchungya View Post
ขอบคุณมากครับ สำหรับความรู้เรื่อง oil gear cooler เสียดายที่ผมทำไปก่อนรู้สึกจะเป็นแบบที่สองคล้ายหม้อ น้ำมอเตอร์ไซด์ครับ
ดีแล้วครับ เมื่อถึงกำหนดเปลี่ยนถ่าย สภาพน้ำมันเกียร์ที่ถ่ายออกมา
เปรียบเทียบก่อนและหลังติดตั้ง oil cooler ต่างกันเห็นชัดเจนไหม
หากมีโอกาสมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ


Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 08-09-2017, 09:29:56 PM   #17
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default ระดับน้ำหม้อพักน้ำ W124 ควรอยู่ระดับไหน

หากเราสังเกตหม้อพักน้ำ (Coolant Expansion Tank) จะมีฝาปิดหม้อน้ำอยู่ที่
ด้านบนของหม้อพักน้ำ แทนที่จะอยู่ที่หม้อน้ำรถ (Radiator)
การออกแบบลักษณะนี้ เสมือนหนึ่งหม้อพักน้ำเป็นส่วนหนึ่งของหม้อน้ำรถยนต์

ระบบหล่อเย็นใน W124 รูปยืมจากเน็ต ไม่มีวงจรฮีทเตอร์





ระบบหล่อเย็นทั่วไป ฝาปิดแรงดันสปริงอยู่ที่หม้อน้ำ หม้อพักน้ำล้นอยู่ด้านข้าง






เมื่อน้ำในระบบหล่อเย็นร้อนขึ้น ความร้อนทำให้น้ำขยายตัว เกิดแรงดันภายใน
ระบบฯ อุณหภูมิน้ำยิ่งสูง การขยายตัว และแรงดันจะสูงตามไปด้วย

ฝาปิดหม้อน้ำจะไม่ให้น้ำไหลผ่าน หากแรงดันไม่สูงพอที่จะเอาชนะแรงดันสปริง










หากแรงดันสูงถึงระดับที่เอาชนะแรงดันสปริงฝาปิดหม้อน ้ำ น้ำจะล้นออกทาง
รูระบายที่บริเวณใกล้ฝาปิดหม้อพักน้ำ






ปกติจะมีท่อยางต่อจากรูระบายไปยังหม้อพักน้ำล้น (Over Flow Tank)







เมื่อน้ำในระบบเย็นลง จะเกิดแรงดูดน้ำจาก Overflow Tank ไหลกลับหม้อพัก











จุดประสงค์ของ Coolant Expansion Tank ทำจากพลาสติกใสเพื่อง่ายต่อการ
มองเห็นระดับของน้ำหล่อเย็น โดยไม่ต้องเปิดฝาหม้อน้ำ และมี sensor แจ้งให้
ผู้ขับเห็นไฟแจ้งเตือนบนหน้าปัด กรณีน้ำในหม้อพักน้ำแห้ง











ดังนั้นน้ำในหม้อพักน้ำ (Coolant Expansion Tank) ไม่ควรที่จะหายจากระบบ
เพราะเป็นระบบปิด น้ำจะหายต่อเมื่อเกิดการรั่วซึมในระบบหล่อเย็น ฝาปิดหม้อน้ำ
หมดสภาพ ท่อน้ำล้นขาด หรือหม้อพักน้ำล้น (Overflow Tank) รั่ว
น้ำอาจระเหยเล็กน้อยจาก หม้อพักน้ำล้น (Overflow Tank) บ้างเท่านั้น

Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 09:37:28 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 08-09-2017, 09:40:21 PM   #18
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default ระดับน้ำหม้อพักน้ำ W124 ควรอยู่ระดับไหน Part 2

หม้อพักน้ำล้น (Over Flow Tank) ของรถ W124 จะอยู่บริเวณซุ้มล้อหน้าขวา
ต้องเอาบังโคลนออกถึงจะมองเห็น แต่ส่วนใหญ่เราจะไม่เข้าไปดูแลในส่วนนี้
เพราะมันมองไม่เห็น และหากตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยเช็คสภาพหรือเปลี่ยน
ท่อยางเลย ท่อยางมันคงขาดหมดสภาพไปแล้ว ดังนั้นคาดว่ารถมากกว่า 90 %
หม้อพักน้ำล้นคงใช้การไม่ได้ เมื่อน้ำขยายตัวดันชนะแรงสปริงฝาปิดหม้อน้ำ
น้ำจะล้นทิ้งไปเลย เมื่อน้ำเย็นลงปกติ ระดับน้ำหม้อพักจะต่ำลงเพราะมันล้นหายไป


ดังนั้นระบบหล่อเย็นหากไม่มีระบบหม้อน้ำล้น ไม่ควรเติมน้ำในหม้อพักน้ำมากเกินไป
ควรมีพื้นที่ให้น้ำขยายตัว ระดับน้ำในหม้อพักน้ำที่เหมาะสมอยู่ประมาณกึ่งกลาง
ของหม้อพักน้ำ หรือสูงกว่าเล็กน้อย เราตรวจสอบด้วยตัวเองได้โดยสังเกตระดับ
น้ำในหม้อพักขณะเครื่องเย็น เปรียบเทียบกับขณะเครื่องร้อนถึงอุณหภูมิใช้งาน
จะรู้ว่าควรเติมน้ำระดับไหนไม่ให้มันล้นทิ้งไปเปล่าๆ











ตารางแสดงความสัมพันธ์แรงดัน และอุณหภูมิน้ำ







อู่มาตรฐานจะมีอุปกรณ์ตรวจสอบแรงดันฝาปิดหม้อน้ำ และทดสอบจุดรั่วในระบบ
หล่อเย็น โดยสามารถทดสอบได้ขณะเครื่องเย็น







วิธีทดสอบการทำงานของฝาปิดหม้อน้ำ แบบ DIY ว่าทำงานผิดปกติหรือเปล่า
จุดประสงค์เพื่อดูการทำงานของสปริงจะเปิดให้น้ำล้นออ กขณะเครื่องร้อนจัด
ไปยังหม้อน้ำล้น และการทำงานวาวล์สูญญากาศ ขณะที่เครื่องเย็น






อุปกรณ์ที่ใช้คือสายยางใส กับกระป๋องพลาสติกเหลือใช้ ขนาดพอวางในจุดใกล้
หม้อพักน้ำ แล้วไม่ล้มขณะขับรถ ต่อสายยางจากรูน้ำล้นไปยังกระป๋องที่เตรียมไว้
ให้สายยางจุ่มถึงก้นกระป๋อง เติมน้ำสะอาดให้ถ่วงน้ำหนักสักเล็กน้อย











หากเครื่อง Overheat น้ำล้นหายจากการทำงานฝาหม้อน้ำก็ไม่แปลก แต่เมื่อเครื่องเย็น
ก็ควรดูดกลับหม้อพักน้ำ หากไม่ดูดกลับหรือท่อยางหม้อน้ำแฟบ แสดงว่าฝาปิดหม้อน้ำ
ทำงานผิดปกติ อาการสปริงล้าเล็กน้อยของฝาปิดหม้อน้ำ หากน้ำในระบบหล่อเย็น
ไม่ร้อนใกล้ 100 C ตลอดเวลาไม่น่าจะเป็นปัญหา หากรถมีปัญหาความร้อนควรดูเรื่อง
การระบายความร้อนของหม้อน้ำและพัดลมว่าเป็นปัญหาหรือ ไม่


ถ้าแรงดันสปริงฝาปิดหม้อน้ำแข็งเกินไป หากเติมน้ำเต็มหม้อพักน้ำหรือเติมมากเกินไป
เมื่อเครื่อง overheat อาจเป็นสาเหตุให้หม้อพักน้ำร้าว หรือรั่วตามแนวตะเข็บง่ายขึ้น


Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 09:46:01 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 14-09-2017, 09:27:34 PM   #19
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default น้ำยาหม้อน้ำ (Antifreeze & Coolant) ใช้อะไรดี ตอนที่ 1






Antifreeze และ Coolant สำหรับเติมหม้อน้ำรถยนต์ เรียกโดยรวมว่า Coolant
ในเมืองหนาวจะเรียกว่า Antifreeze เนื่องจากน้ำยาหม้อน้ำต้องมีคุณสมบัติป้องกัน
น้ำหล่อเย็นเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็งด้วย เพราะหากน้ำหล่อเย็นกลายเป็นน้ำแข็ง
จะเกิดการขยายตัว สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงกับเครื่องยนต์

Glycol มีคุณสมบัติไม่ให้น้ำหล่อเย็นเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็ ง และยังเพิ่มจุดเดือด
ของน้ำหล่อเย็น ที่นิยมนำมาใช้เป็นน้ำยาหม้อน้ำคือ Ethylene Glycol
ดังนั้นน้ำยาหม้อน้ำมี 2 แบบ คือ Glycol Base กับ Water Base

Glycol Base Coolant แบบเข้มข้น (Concentrate) ประกอบด้วย
Glycol มากกว่า 90 % + Inhibitors 5 – 7 % + น้ำ 3 – 5 %


กราฟแสดง สัดส่วน Glycol ในน้ำหล่อเย็น สัมพันธ์กับจุดเดือด และจุดเยือกแข็ง











จากกราฟข้างต้น น้ำหล่อเย็นมีส่วนผสม Glycol สัมพันธ์กับอุณหภูมิที่แรงดันบรรยากาศ

Glycol 30 %... จุดเยือกแข็ง -17 C... จุดเดือด 104 C
Glycol 50 %... จุดเยือกแข็ง -38 C... จุดเดือด 108 C


Water Base Coolant จะมีอัตราส่วน Deionized Water มากกว่า 90 %
ที่เหลือเป็น Inhibitors ไม่มีส่วนผสมของ Glycol น้ำยาหม้อน้ำประเภทนี้
เหมาะสำหรับใช้กับภูมิประเทศใกล้แนวเส้นศูนย์สูตร (Tropical Zone)

ด้วยน้ำมีคุณสมบัติถ่ายเทความร้อนได้ดีเยี่ยม เหมาะที่จะใช้ระบายความร้อน
ออกจากเครื่องยนต์ แต่หากใช้น้ำเพียงอย่างเดียวจะเกิดสนิม,การกัดกร่อน,
การเกิดตะกรัน,ฟองอากาศ ภายในระบบหล่อเย็น ทำให้อายุปั้มน้ำสั้นลง
ทางเดินน้ำอุดตัน ประสิทธิภาพการระบายความร้อนลดลง

ดังนั้นน้ำยาหม้อน้ำ ทั้ง Glycol Base และ Water Base ต้องมีส่วนผสมของ
Corrosion Inhibitors ที่เหมาะกับวัสดุในระบบหล่อเย็นของผู้ผลิตรถแต่ละค่า ย
การเลือกใช้ Inhibitors หลายๆอย่างมารวมกัน (Inhibitor Packages) เพื่อให้ได้
น้ำยาหม้อน้ำ ที่มีคุณภาพและอายุการใช้งาน ตรงตามความต้องการผู้ผลิตรถยนต์
สามารถแบ่งได้ 4 อย่าง ตามประเภทของ Inhibitor Packages ดังนี้

1. IOAT Engine Coolant

2. OAT Engine Coolant

3. Hybrid Engine Coolant

4. SI-OAT Engine Coolant

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมจะเขียนต่อในตอนที่ 2 ครับ


Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 09:59:26 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 19-09-2017, 09:15:15 PM   #20
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default น้ำยาหม้อน้ำ (Antifreeze & Coolant) ใช้อะไรดี ตอนที่ 2

.





1. IOAT Engine Coolant คือน้ำยาหม้อน้ำดั้งเดิมที่ใช้ Inorganic Additive Technology
ในกลุ่มประกอบด้วย borate, nitrate, nitrite, phosphate, molybdate, silicate เป็นต้น
ผู้ผลิตแต่ละแห่งมีสูตรส่วนผสมที่แตกต่างกันไป เหมาะกับรถยนต์รุ่นเก่า ที่ใช้วัสดุทองแดง, ทองเหลือง,
เหล็กเหนียว, เหล็กหล่อ, อลูมิเนียม และโลหะผสม ให้การปกป้องการกัดกร่อนได้ดี
โดยเฉพาะกับปลอกสูบเครื่องยนต์ อายุการใช้งานจะไม่ยาวนานนัก เพราะการเสื่อมของ Inhibitors
แต่ผู้ผลิตรถยนต์บางแห่ง ได้เพิ่มอุปกรณ์เติมสารยืดอายุน้ำยาหม้อน้ำในหม้อพัก น้ำ
(Supplemental Coolant Additives) หรือ SCA
โดยจะปล่อยสารเติมอย่างช้าๆเพื่อให้คุณภาพน้ำหล่อเย็ น ใกล้เคียงกับตอนใช้น้ำยาหม้อน้ำครั้งแรก
ปัจจุบันน้ำยาประเภทนี้ในตลาด ส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วย OAT หรือ HOAT
ซึ่งได้เปรียบเรื่องความเสถียรของ Inhibitors ทำให้อายุการใช้งานนานขึ้น

2. OAT Engine Coolant คือน้ำยาหม้อน้ำที่ใช้ Organic Additive Technology
ในกลุ่ม carboxylate, 2-ethylhexanoic acid (2-EHA), sebacate, เป็นต้น
ด้วยเหตุที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ต้องการน้ำยาหม้อน้ำมีอายุการใช้งานนานกว่าน้ำยาหม้อ น้ำประเภท IOAT
และประเทศในยุโรปน้ำอุปโภคมีความกระด้างสูง phosphate ที่ผสมอยู่ในน้ำยาหม้อน้ำสูตรดั้งเดิม
เมื่อโดนความร้อนรวมตัวกับ calcium และ magnesium ในน้ำเกิดเป็นตะกรันเกาะตามผนังทางเดินน้ำหล่อเย็น
ดังนั้นจึงคิดค้นน้ำยาหม้อน้ำ ประเภทใหม่เรียกว่า Organic Acid (Additive) Coolant
ไม่มี phosphate และ silicate เป็นส่วนผสม

3. HOAT Engine Coolant คือน้ำยาหม้อน้ำที่ใช้ทั้ง Inorganic และ Organic Additive Technology
หรือเรียกว่า Hybrid Organic Acid (Additive) Coolant โดยปกติการเลือก Inhibitors
แต่ละอย่างมาใช้ร่วมกัน ต้องคำนึงถึงความเข้ากันได้ (Compatibility) ซึ่งไม่ง่ายนัก
น้ำยาหม้อน้ำสำหรับW124 ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้เทียบเท่ากับมาตรฐาน MB-Approval 325.0

Mercedes Benz เลือกใช้น้ำยาหม้อน้ำประเภทนี้เป็นหลัก ในรถบางรุ่นจะมี silica gel pack
อยู่ในหม้อพักน้ำ เพื่อยืดอายุการเปลี่ยนถ่ายน้ำหล่อเย็นได้ถึง 15 ปี หรือ 150,000 ไมล์
แต่ทางผู้ผลิตก็ให้ผู้ใช้ นำรถเข้าตรวจสอบคุณภาพน้ำหล่อเย็น ตามระยะเวลาหรือระยะทางที่กำหนดไว้

4. SI-OAT Engine Coolant คือน้ำยาหม้อน้ำ ที่พัฒนาโดย BASF บริษัทผลิตเคมีชั้นนำของเยอรมัน
ซึ่งผลิตน้ำยาหม้อน้ำให้กับ Volkswagen Group ในปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับ Inhibitors
ประเภท Organic Acid ซึ่งมีข้อดีเรื่องความเสถียร รวมกับข้อดีของ Silicate ซึ่งเป็นประเภท Inorganic Acid
ปกติจัดอยู่ในกลุ่ม Hybrid Coolant อยู่แล้ว แต่ได้พัฒนาเรื่องความเสถียรของ Silicate ให้ดีกว่าเดิม
ปัจจุบันเทียบเท่ากับมาตรฐาน MB-Approval 325.5 & MB-Approval 325.6, Smart: MB-Approval 326.0

แล้วจะใช้น้ำยาหม้อน้ำแบบไหนดี ขอเขียนต่อในตอน 3 นะครับ


Last edited by Mr.Lo; 13-03-2019 at 01:12:34 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 21-09-2017, 11:15:23 PM   #21
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default น้ำยาหม้อน้ำ (Antifreeze & Coolant) ใช้อะไรดี ตอนที่ 3

น้ำยาหม้อน้ำใช้อะไรดี ?

ใช้แบบเดิมที่เคยใช้ดีที่สุดครับ
หากระบบหล่อเย็นเดิมไม่มีปัญหาเรื่องสนิม-ตะกรัน เปลี่ยนถ่ายตามกำหนดเดิม
ไม่ควรเปลี่ยนน้ำยาหม้อน้ำยี่ห้อใหม่ เพราะน้ำยาหม้อน้ำแต่ละผู้ผลิตจะมีสูตรไม่
เหมือนกัน แม้ว่าจะเป็นประเภทเดียวกันก็ตาม หรือฉลากบอกว่าใช้แทนกันได้

ผู้ผลิตเดียวกัน แต่น้ำยาหม้อน้ำคนละรุ่น ก็ไม่ควรนำมาเติม - ผสม
หรือเปลี่ยนถ่ายแทนของเดิม เพราะว่าถึงแม้จะถ่ายน้ำหล่อเย็นออกหมด แต่อาจมี
หลงเหลือในเครื่องยนต์แค่ 10 % ก็สามารถทำให้ประสิทธิภาพน้ำยาหม้อน้ำใหม่
ที่เปลี่ยนเข้าไปใหม่ลดลง

น้ำยาหม้อน้ำแบบ Concentrate ไม่ควรใช้แบบไม่ผสมน้ำ แต่ควรใช้น้ำสะอาด
เติมผสม ดีที่สุดคือใช้น้ำกลั่นผสมตามคำแนะนำผู้ผลิต ส่วนแบบ Premix
โดยมากจะผสมน้ำ 50 % จากโรงงานผู้ผลิต และแนะนำให้เติมใช้งานได้เลย
การลดความเข้มข้นน้ำยาหม้อน้ำ อาจทำให้ประสิทธิภาพ และอายุการใช้งาน
น้ำยาหม้อน้ำสั้นลง

แต่หากเราต้องการลดความเข้มข้นของน้ำยาหม้อน้ำ ควรอย่างยิ่งที่จะใช้น้ำกลั่น
ผสมไม่ควรใช้น้ำทั่วไป เพราะถ้าเป็นน้ำยาหม้อน้ำประเภท OAT แบบ Long Life
Coolant ที่รถญี่ปุ่นนิยมใช้กันจะมี Phosphate ผสมอยู่


ในความเห็นส่วนตัว สำหรับ W124 ที่มีอายุกว่า 20 ปี หากจำต้องเปลี่ยนน้ำยา
หม้อน้ำยี่ห้อใหม่ เช่นรถไปเปลี่ยนปั้มน้ำมา อู่เติมน้ำยาหม้อน้ำยี่ห้อใหม่ให้ หรือ
ด้วยเหตุใดก็ตามที่เติมหรือเปลี่ยนน้ำยาหม้อน้ำยี่ห้ อใหม่ ควรจดรุ่นและยี่ห้อน้ำยา
หม้อน้ำที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ สังเกตเป็นระยะว่าน้ำหล่อเย็นเป็นสนิม สีผิดปกติหรือไม่
ถ้าน้ำยาหม้อน้ำใหม่ไม่มีปัญหาอะไร ควรเปลี่ยนถ่ายก่อนกำหนดที่ผู้ผลิตแนะนำ
และหากรถเปลี่ยนถ่ายน้ำหล่อเย็นทุกปี การใช้ยี่ห้อใหม่ต่อไปเลยไม่น่าจะมีปัญหา

สิ่งที่ควรระวังคือ น้ำยาหม้อน้ำปลอม หากปลอมเฉพาะยี่ห้อ แต่ใช้น้ำยาหม้อน้ำ
จริงยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นน้ำเปล่าใส่สีจะทำให้ระบบหล่อเย็นกัดกร่อน เป็นสนิม


อ้างอิง:

https://en.wikipedia.org/wiki/Antifreeze

http://www.machinerylubrication.com/...t-fundamentals

https://www.google.co.th/url?sa=t&rc...ujyXdzz7Y40GyA

http://www.glysantin.de/en/products.html

http://www.coolantexperts.com/coolan...es_application

http://www.penriteoil.com.au/assets/...5/Coolants.pdf


Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 09:56:37 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 29-09-2017, 03:27:35 PM   #22
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default เมื่อลูกรอกสายพานหมดอายุ

.

ลูกรอกสายพานเครื่อง M111 E220 W124






วันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปทานอาหารเที่ยงนอกบ้าน ขากลับหลังเครื่องยนต์ติดแล้ว
ได้ยินเสียงลูกปืนจึงกดสวิทซ์ตัดการทำงานแอร์คอมเพรส เซอร์ แต่เสียงยังดัง
เหมือนเดิม เปิดฝากระโปรง สังเกตการหมุนของปั้มน้ำกับลูกรอกสายพานก็ดูปกติ
ไดชาร์จเพิ่งเปลี่ยนมาไม่ถึงเดือน จึงขับรถกลับบ้านคอยดูหน้าปัดกับฟังเสียงผิดปกติ
เช้าวันรุ่งขึ้นจึงเปิดฝากระโปรง สังเกตหน้าเครื่องเห็นฝาปิดลูกปืนลูกรอกสายพาน
หายไปแล้ว ลองขยับลูกรอกดูก็ไม่โยกคลอน เมื่อติดเครื่องไม่มีเสียงดังแบบเมื่อวาน









พิจารณาสภาพลูกปืน ฝาปิดด้านหน้าหลุดหาย ลูกปืนแถวแรกเหลือครึ่งเดียว
ส่วนลูกปืนแถวหลังยังอยู่ แต่ไม่มีจารบีหล่อลื่น หากไม่รีบเปลี่ยนลูกปืนคงไหม้
และแตกหลุด ถึงตอนนั้นงานจะเข้าอีกหลายอย่าง จึงไปอู่ใกล้บ้านดำเนินการซ่อม


ขั้นตอนการถอดการถอดเปลี่ยน










เมื่อถอดลูกรอกสายพานออกมาแล้ว พิจารณาสายพานยังดีอยู่ ช๊อคอัพสายพานให้
ช่างแอร์ช่วยเปลี่ยนพร้อมแอร์คอมเพรสเซอร์เมื่อตอนต้ นปี สภาพยังแน่นอยู่
ลูกรอกสายพานที่ถอดออกมาเป็นอะไหล่แท้ ไม่มีประวัติว่าเจ้าของเดิมเคยเปลี่ยน
ตลับลูกปืนเป็นแบบลูกปืนสองชั้น อัดปิดผนึกตลับลูกปืนกับขอบเสื้อลูกรอก


ไปซื้ออะไหล่แถววัดโสม สอบถามร้านประจำมีแต่ของเทียบ ราคาหนึ่งพันมีทอน
คุณภาพไม่รู้จะทนทานแค่ไหน สมาชิกท่านใดเคยใช้บ้าง แชร์ประสบการณ์กันหน่อย










สำหรับการใช้งานลูกรอกสายพาน จะทนทานแค่ไหนคงต้องรอพิสูจน์ดูครับ

Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 10:16:45 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 29-09-2017, 05:32:02 PM   #23
Kris
Moderator
 
Kris's Avatar
 
Join Date: Dec 2005
Location: Cheongju, North Chungcheong
Posts: 12,130
Thanks: 1,506
Thanked 8,981 Times in 3,398 Posts
Default

กล่องเขียวยี่ห้อ INA ผมก็ใช้ตัวนี้ ยังไม่เจอปัญหาอะไร เท่าที่เช็คราคาในเมืองนอก ราคาแพงกว่าของเทียบยี่ห้ออื่นๆ ก็พอจะวางใจได้
__________________
Multi-VALVE DOHC VVC Kompressor Tiptronic ASR SRS ASD ESP ETS BAS SBC 4MATIC คืออะไร ? ... ไม่รู้จัก
Kris is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 29-09-2017, 10:53:10 PM   #24
Coffee Cup
 
Coffee Cup's Avatar
 
Join Date: Mar 2009
Posts: 4,244
Thanks: 3,456
Thanked 9,238 Times in 2,594 Posts
Default

ผมเคยเปลี่ยนเฉพาะลูกปืนน่าจะเกือบ 3 ปีแล้วก็ยังใช้ได้เป็นปกติ
ค่าลูกปืนดูเหมือน ไม่ถึง 300 บาท ค่าแรงไม่มีเพราะทำเอง

ตอนไปซื้ออะไหล่ตัวนี้ที่วรจักร เจอะร้านขายดูมันป๋องแป๋ง
ไม่เข้มแข็งเหมือนของเดิมเลยไม่ซื้อ เปลี่ยนเฉพาะลูกปืน
Coffee Cup is online now   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 30-09-2017, 02:37:21 PM   #25
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default

อ้างถึง:
Originally Posted by Coffee Cup View Post
ผมเคยเปลี่ยนเฉพาะลูกปืนน่าจะเกือบ 3 ปีแล้วก็ยังใช้ได้เป็นปกติ
ค่าลูกปืนดูเหมือน ไม่ถึง 300 บาท ค่าแรงไม่มีเพราะทำเอง

ตอนไปซื้ออะไหล่ตัวนี้ที่วรจักร เจอะร้านขายดูมันป๋องแป๋ง
ไม่เข้มแข็งเหมือนของเดิมเลยไม่ซื้อ เปลี่ยนเฉพาะลูกปืน
ผมได้ความรู้จากพี่ coffee cup เกี่ยวกับเบอร์ตลับลูกปืน
ซื้อตลับลูกปืนเตรียมไว้ กะจะเปลี่ยนพร้อมกับช๊อคอััพสายพาน












แต่ลองหมุนขยับลูกรอกสายพาน ลูกปืนมันยังแน่นดี จึงไม่ได้เปลี่ยน
ที่มันเสียคราวนี้คงเนื่องจากจารบี และลูกปืนคงหมดอายุ
ดีแต่ว่ามันมีเสียงเตือน ลูกปืนเป็นแบบสองแถว แถวแรกเสียหาย
แถวที่สองยังประคองลูกรอกสายพานไว้ ไม่หลุดออกมาทำความเสียหายอุปกรณ์อื่น

ผมเอาตลับลูกปืนใหม่พร้อมกับลูกรอกสายพานเดิม ให้เพื่อนเอาไปโรงกลึงดัดแปลงใส่
clip lock ตลับลูกปืนด้วย กะว่าเที่ยวหน้าเปลี่ยนช๊อคอัพสายพานจะเปลี่ยนใส่พร้ อมกัน

ตลับลูกปืนอะไหล่เทียบ ไม่แน่ใจเป็นแบบลูกปืนแถวเดียวหรือสองแถว
เพราะตลับลูกปืนที่เตรียมไว้ ราคายังแพงกว่าอะไหล่เทียบทั้งชุด
คือลูกกรอกสายพาน พร้อมตลับลูกปืน

Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 10:25:34 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 01-10-2017, 12:24:12 PM   #26
Coffee Cup
 
Coffee Cup's Avatar
 
Join Date: Mar 2009
Posts: 4,244
Thanks: 3,456
Thanked 9,238 Times in 2,594 Posts
Default

ผมเคยไปถามร้านขายตลับลูกปืนวรจักร
พวก SKF FAG Made in Germany
เบอร์ตรง ตลับละเป็นพันบาท
ถ้าทำในโปแลนด์ เม็กซิโก หรือ สเปน
ก็ถูกกว่าหน่อย
ถวกตลับลูกปืนยี่ปุ่น NTN NHK ฯลฯ
ตลับละไม่ถึง 300 บาท
ส่วนของจีน/ไต้หวัน
ไม่รู้มีขายเปล่า
ถ้ามี ผมว่าจะระดับ ร้อยต้นๆ
ถูกกว่าของญี่ปุ่นแน่ๆ
ผมคิดว่าคุณภาพอาจจะต่างกันบ้าง
แต่ไม่มากขนาดต่างกันหลายเท่าตัว
เพราะเท็คโนโลยี่การทำตลับลูกปืนมัน
สูงกว่าโลหะทั่วไปมาก
Coffee Cup is online now   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 06-10-2017, 01:55:48 PM   #27
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default ป้องกันฝาสูบโก่งได้อย่างไร

ป้องกันฝาสูบโก่งได้อย่างไร



ฝาสูบเครื่อง M111







สาเหตุที่ทำให้ฝาสูบโก่ง เนื่องจากเครื่องยนต์ร้อนจัด (Overheat)
หลายท่านอาจมีประสบการณ์ไฟเตือนเครื่องยนต์ร้อนจัด เมื่อเปิดฝากระโปรง
ดูปรากฏว่าน้ำหม้อน้ำแห้ง บางคันเครื่องยนต์ร้อนจัดจนดับไปเองก็มี
การเปิดฝาหม้อน้ำขณะเครื่องยนต์ร้อนจัด น้ำร้อนอาจพุ่งออกมาโดนหน้า
หรือร่างกาย จึงมีคำเตือนห้ามเปิดฝาหม้อน้ำขณะร้อนจัด แต่หลายคนก็ใจ
ร้อนหาผ้าหนาๆคลุมฝาหม้อน้ำบิดจังหวะแรก ถ้าน้ำร้อนพุ่งจะได้มีผ้ากั้นไว้
จึงค่อยบิดจังหวะสองเปิดฝาออก จัดการรีบเติมน้ำทันที น้ำเย็นที่เติมเข้าไป
ทันทีทันใดจะเดือดกลายเป็นไอ เกิดการหดตัวรุนแรงเฉพาะจุด ทำให้ฝาสูบ
เกิดการบิดตัว เมื่อเย็นตัวลงไม่สามารถกลับคืนรูปเดิม เ รียกว่าฝาสูบโก่ง

วิธีป้องกันฝาสูบโก่ง เมื่อเครื่องยนต์ร้อนจัด (Overheat) เพราะหม้อน้ำทะลุ,
ปั้มน้ำรั่ว หรือเหตุอื่นทำให้น้ำหม้อน้ำพร่องหรือแห้ง จงอย่ารีบเติมน้ำหม้อน้ำ
ควรดับเครื่องรอให้เครื่องยนต์เย็นลงก่อน (ประมาณ 20 นาที) หาผ้าหนาๆจับ
ฝาหม้อน้ำบิดออกอย่างระมัดระวัง ถ้ามีไอน้ำออกมาให้รอสักพักจนไม่มีไอ
จากนั้นค่อยๆเติมน้ำทีละน้อย สังเกตดูหากมีไอน้ำสวนกลับออกมาให้หยุดเติม
รอเวลาให้เครื่องยนต์เย็นลงอีกนิด ค่อยเริ่มเติมน้ำใหม่ อาจใช้เวลานานหน่อย
เมื่อเติมน้ำเต็มแล้ว ขับรถระหว่างทาง ให้สังเกตดูมาตรวัดความร้อนตลอด
หากร้อนเกิน 100 C ให้จอดพักก่อน เปิดฝากระโปรงรอเครื่องเย็นลงสักนิด
เช็คระดับน้ำ ถ้าพร่องให้เติมน้ำให้เต็ม จึงค่อยขับต่อไปจนกว่าจะถึงจุดหมาย

น้ำหม้อน้ำแห้งอย่ารีบเติมน้ำ รอเครื่องเย็นลงก่อนจึงค่อยเติม ฝาสูบจะไม่โก่ง
หาสาเหตุน้ำแห้งและเครื่องยนต์ร้อนจัด และรีบดำเนินการแก้ไขครับ

Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 10:37:58 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 08-10-2017, 08:45:10 AM   #28
Niroj3536
 
Join Date: Oct 2012
Location: Hometown : Sukhothai Family Home : Korat
Posts: 1,142
Thanks: 4,369
Thanked 763 Times in 420 Posts
Default

ขออนุญาตร่วมแจมจากที่เคยมีประสบการณ์จริงครับ
...แต่หลายคนก็ใจร้อนหาผ้าหนาๆคลุมฝาหม้อน้ำบิดจังหว ะแรก ถ้าน้ำร้อนพุ่งจะได้มีผ้ากั้นไว้ จึงค่อยบิดจังหวะสองเปิดฝาออก...สำหรับท่านที่ใจร้อน อย่างที่ผมเคยเป็นมาแล้ว แม้จะมีผ้าหนาๆ แต่ผ้าก็คือผ้าครับ ไอน้ำที่ร้อนๆ เขาแทรกผ่านผ้ามาได้ครับ ผมโดนมาแล้วแม้วันนั้นจะไม่ได้ผลกระทบมากนักแต่ร้อนๆ ๆๆ ครับ คราวต่อไปหลังจากนั้นเมื่อยังใจร้อนหรือเพื่อเพิ่มคว ามปลอดภัยอีกชั้นผมจะเรียกร้องหาถุงก็อบแก็บหนาๆ จากในรถผมเองหรือจากรถคันที่มีโอกาสเจอกันกลางทางมาร องทับไว้ก่อนอีกชั้นหนึ่งครับ...ปลอดภัยขึ้นครับ

อีกประเด็นจากประสบการณ์จริงที่เคยพบรถคันที่ความร้อ นขึ้นสูงๆ เมื่อเปิดฝากระโปรงออกมา สิ่งที่เราจะพบได้คือหม้อพักน้ำยังเดือดพลั๊กๆ แม้จะดับเครื่องยนต์แล้ว เคสเช่นนี้มักพบว่าท่อหม้อน้ำตัวบนยังบวมเบ่ง และด้านบนของหม้อน้ำแตะหรือจับดูร้อนๆ จนร้อนมากๆ (พอสัมผัสได้ครับ) อีกส่วนที่ร้อนๆ มากคือฝาครอบวาล์ว/ฝาสูบ/เสื้อสูบ หากเผลอไปสัมผัสเข้า สาเหตุหลักที่ทำให้ฮีทมักเกิดจาก พัดลมไม่ทำงาน หรือวาล์วน้ำตายปิดหรือเปิดบ้างแต่น้อยๆ ครับ หรือเริ่มมีรั่วที่ท่อน้ำหล่อเย็นโดยรอบ ปั๊มน้ำ รังผึ้งหม้อน้ำ จนมีผลให้ระดับน้ำหล่อเย็นลดลงไปมาก
สำหรับผลร้ายอาจไม่เสียหายมากหากรู้ตัวก่อนและไม่ได้ ปล่อยเผลอจนเครื่องยนต์ร้อนจัดๆ และน้ำมันเครื่องทนรับความร้อนสูงไม่ไหวและสูญเสียปร ะสิทธิภาพการหล่อลื่นไปมากจึงมีความฝืดมากๆๅ และต้องดับไปเองครับ ผมเองเชื่อว่าประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องที่ทนความร ้อนได้มากมีผลดีมากต่อความเสียหายด้วย ฉะนั้นการเลือกใช้ชนิดของน้ำมันเครื่องจึงมีความสำคั ญมาก อย่างน้อยๆ ก็ควรเป็นกึ่งสังเคราะห์ ที่ย่อมดีกว่าเกรดธรรมดาของยี่ห้อเดียวกันครับ (รถอีคาร์ที่พี่ผู้หญิงใช้งานและผมแนะนำให้ใช้น้ำมัน เครื่อง ปตท.เซมิฯ พบว่าเครื่องยนต์ร้อนจัดๆ และดับไปเองจากสาเหตุพัดลมไม่ทำงานขณะรถติดไฟแดงนานๆ ที่ผมนึกว่าไม่รอดแต่สุดท้ายแก้ไขปัญหาพัดลมทำงานได้ ดีแล้ว ยังรอดครับ เป็นแบบนี้มา 2 ครั้งรอดทั้งสองครั้งครับ แต่ก็อาจเพราะยังโชคดีก็ได้นะครับ)

อีกแบบหนึ่งที่เคยพบคือแม้จะเพิ่งหยุดรถข้างไหล่ถนนเ พราะเครื่องยนต์ดับไปเองแล้ว หรือต้องหยุดรถเพราะทราบว่ามีความผิดปกติที่สำคัญแล้ ว โดยจะพบว่าที่หม้อพักน้ำไม่มีปฏิกริยาใดๆ จับดูหรือสังเกตดูที่ท่อหม้อน้ำตัวบนไม่บวมเบ่ง หรือแตะที่ด้านบนหม้อน้ำได้และพบว่าเย็นๆ ไม่ร้อนเลย แต่ที่ตัวเครื่องยนต์ได้แก่ฝาครอบวาล์ว ฝาสูบ และเสื้อสูบร้อนจัด แบบหลังนี้มักพบว่าน้ำในระบบหล่อเย็นไม่มีเลยคือรั่ว ออกไปหมดแล้ว สาเหตุที่พบคือท่อหม้อน้ำตัวบนหรือตัวล่างแตก ท่อยางน้ำหล่อเย็นท่อเล็กๆ โดยรอบบางจุดเลื่อมแตก/หลุด รวมทั้งที่ยางขาโต๊ะที่ปิดรูน้ำไว้เสื่อมสภาพบวมและแ ตก/หลุดออก (ส่วนมากพัดลมยังหมุนทำงานเพราะไม่ใช่เป็นสาเหตุหลัก เช่นแบบแรกครับ)

Last edited by Niroj3536; 08-10-2017 at 09:08:01 AM.
Niroj3536 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 09-10-2017, 10:31:41 AM   #29
Niroj3536
 
Join Date: Oct 2012
Location: Hometown : Sukhothai Family Home : Korat
Posts: 1,142
Thanks: 4,369
Thanked 763 Times in 420 Posts
Default

ขออนุญาตต่อข้างบนนิดหนึ่ง คือความเสียหายจากการฮีท และเป็นฮีทแบบที่เกิดจากน้ำระบบหล่อเย็นรั่วๆๆๆ รั่วจนเหลือน้อยๆ จนแห้งและเรายังไม่รู้ตัว หรือพอรับรู้ล่ะว่าเครื่องยนต์ความร้อนขึ้นสูง (อาจมีไฟความร้อนโชวในรถรุ่นเล็กๆ ที่ไม่มีเกจความร้อนเป็นเข็ม หรือเข็มกือบยันเกจแล้ว) แต่คนขับยังลากยาวๆ ไปจนไปต่อไม่ได้เพราะเครื่องยนต์ดับไปนั้นความเสียมั กมากมายเพิ่มขึ้นจากแค่ประเก็นฝาสูบแตก หรือฝาสูบโก่ง บางเคสไปยาวถึงท่อนล่าง ลูกสูบติด กระบอกสูบเป็นรอย ถ้าระดับชาร์ฟละลายคงเป็นแบบน้ำมันเครื่องแห้งมากกว่ า (มีข้อมูลแลกเปลี่ยนในคลับฟอร์ดกล่าวถึงปั๊มน้ำมันเค รื่องของเรนเจอร์ T6 รุ่นที่ยังใช้อยู่นี้ หัวผักบัวสั้นไป หากน้ำมันเครื่องพร่องไปมาก หรือขับขึ้นเขาสูงมีสิทธิน้ำมันเครื่องไม่ถูกดูดเข้า ปั๊มครับ เครื่องพังได้ตรงนี้ก็อันตรายครับ)

มีข้อสังเกตุหนึ่งหากภายหลังปัญหาฮีทผ่านพันไปแล้ว เช่นน้ำหล่อเย็นรั่วไประดับหนึ่ง พัดลมไม่หมุน เมื่อรอเครื่องเย็นเติมน้ำแล้ว ถ้ายังสตาร์ทเครื่องยนต์ได้และเครื่องยนต์ติดเครื่อง เดินเรียบๆ แม้อาจมีน้ำดันๆ บ้าง มีฟองอากาศบ้าง อาจมีน้ำหล่อเย็นไปปน นมค. หรือมี นมค.ปนในหม้อน้ำบ้าง แม้จะมีความเสียในระดับต้องเปิดฝาสูบก็ตาม อาจมีแค่ประเก็นฝาสูบแตกคือไม่คิดอะไรไปไกลแบบไหนๆ เปิดฝาสุบแล้วไปทำแพ็คเกจวาล์วเสียเลย แค่เปลี่ยนประเก็นฝาสุบก็จบครับ (ช่างต้องวัดดูด้วยตนเองด้วยว่าฝาสูบไมาโก่ง แต่ส่วนใหญ่ช่างไม่วัดครับแต่จะโยนภาระไปโรงกลึงเพีย งเพราะไหนๆ ก็เปิดฝาสูบแล้วควรไปทำวาล์วด้วยเลย ความคิดของช่างแม้จพถูกต้องส่วนหนึ่งแต่ช่างเองนั่นอ แหละจะไม่ทราบว่าฝาสูบโก่งไหม ลูกค้าก็จะจำได้อยู่คำเดียวว่าฝาสูบโก่ง ที่บางรายก็ถูกช่างลากไปแบบ Go so big เปลี่ยนฝาสูบใหม่ทั้งฝาก็มีที่อย่างน้อยใหล้ 2 หมื่น ทั้งๆ ที่แค้่ให้โรงกลึงแก้ไขก็จบมีค่าใช้จ่ายที่โรงกลึงอี ก 3-5 พันบาท ครับ

Last edited by Niroj3536; 09-10-2017 at 10:55:06 AM.
Niroj3536 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 16-10-2017, 08:18:40 PM   #30
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,112
Thanks: 2,218
Thanked 1,182 Times in 533 Posts
Default อัดตลับลูกปืนใหม่ในลูกรอกสายพานเก่า

มายืนยันว่าลูกรอกสายพานเก่าติดรถ ใช้ไฮดรอลิคอัดตลับเก่าออก
และอัดตลับใหม่ใส่แทน แน่นดีไม่ต้องมีคลิปล๊อคครับ










.

Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 10:29:46 PM.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Reply

Thread Tools Search this Thread
Search this Thread:

Advanced Search
Display Modes

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +7. The time now is 03:03:45 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.7
Copyright ©2000 - 2020, vBulletin Solutions, Inc.