BenzOwner.NET 421 Forever

Go Back   BenzOwner.NET > หมวดทั่วไป > บาร์เบียร์

Reply
 
Thread Tools Search this Thread Display Modes
Old 21-03-2009, 09:56:49 AM   #1
nathapol
Administrator
 
nathapol's Avatar
 
Join Date: Dec 2005
Location: Hua Hin
Posts: 5,099
Thanks: 2,718
Thanked 8,975 Times in 1,086 Posts
Thumbs up เรื่องเล่า ดีๆ จากเพื่อนสมาชิก BON

มี PM จากเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณ td1200 เสนอแนะให้รวบรวมกระทู้เรื่องเล่าจากเพื่อนสมาชิก เพื่อให้ง่ายต่อการหยิบมาอ่าน ทั้งนี้อาจจะเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นแรงบันดาลใจ, อุทาหรณ์ หรือ แนวทางในการดำเนินชีวิต และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข

กระทู้นี้จึงเกิดขึ้นเพื่อรวบรวม เรื่องเล่า จากสมาชิก หรือ หากท่านสมาชิกมีเรื่องราวดีๆ ที่ต้องการนำมาฝากกัน ก็ขอความกรุณาช่วยกันโพสไว้ในกระทู้นี้ได้เลยครับ และเช่นเคยครับ กรุณาให้เครดิต หรือ ที่มาของกระทู้ในกรณีที่ท่านได้รับมาจาก หรือ นำมาจาก ที่อื่นด้วยครับ

สำหรับกระทู้ที่เพื่อนสมาชิกได้เคยแนะนำมาก่อนหน้านี ้ ผมจะโพสลิงค์ และขออนุญาตถือวิสาสะตั้งชื่อกระทู้ให้ตามเรื่องราวข องท่านนะครับ

ขอบคุณครับ
Webmaster

Last edited by nathapol; 21-03-2009 at 10:10:02 AM.
nathapol is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 21-03-2009, 10:02:46 AM   #2
nathapol
Administrator
 
nathapol's Avatar
 
Join Date: Dec 2005
Location: Hua Hin
Posts: 5,099
Thanks: 2,718
Thanked 8,975 Times in 1,086 Posts
Default

การให้ จาก คุณ nidnoi และ คุณ Soccers_guy10
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=14366

เรื่องเล่าสำหรับคนทำงาน จากคุณ mmoonoy และ คุณ villart99
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=13727

เล็กๆ น้อยๆ ของ วอร์เรน บัฟเฟ่ต์ จากคุณ mikka
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=14375

เปิดไฟตัดหมอกให้ถูกวิธี "เท่ หรือ ประโยชน์" จากคุณ E190 2.2

http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=12756

คิดได้ไง’ กับ ‘คิดโง่ๆ’ จากคุณ benz_14
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=13981

ชีวประวัติของโลง(จำปา)ครับ จากคุณ Teresa
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=14123

"Wolf in Sheep's Clothing" จากคุณ Teresa
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=14037

กลอน "เป็นมนุษย์" จากคุณ Ay
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=13279

วิธีคิดที่ดี จากคุณ pakapao
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=12686

ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวิต
จากคุณ vilart99
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=12442

เรื่องจริงที่เล่า จาก พงค์เทพ กระโดนชำนาญ จากคุณ pakapao
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=11222

แด่คนมีลูก.. คนกำลังจะมีลูก..และคนที่ยังไม่มี... จาก คุณ wichai
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=11219

ทำไมต้อง Mercedes จาก ความรู้สึกส่วนตัวของ สมาชิก หลายๆ ท่าน
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=4654

Last edited by nathapol; 21-03-2009 at 10:48:42 AM.
nathapol is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 21-03-2009, 10:55:15 AM   #3
mmoonoy
 
mmoonoy's Avatar
 
Join Date: Feb 2009
Posts: 238
Thanks: 0
Thanked 9 Times in 9 Posts
Default

ขอบคุณค่ะ จะพยายามหาเรื่องดีๆ มาอัพเรื่อยๆ นะค่ะ
mmoonoy is offline   Reply With Quote
Old 22-03-2009, 09:08:40 AM   #4
Teresa
 
Teresa's Avatar
 
Join Date: Oct 2008
Location: กรุงเทพราตรี
Posts: 2,970
Thanks: 2,033
Thanked 1,886 Times in 741 Posts
Default

แหม... ดีใจจังเลย ไม่คิดไม่ฝันว่ากระทู้ของผมจะได้่มาอยู่ในหน้านี้ด้ว ย

ทีแรกที่เข้ามากระทู้นี้ ท่านเว็บมาสเตอร์ยังไม่ได้เอาลิ้งค์ของผมมาลง ก็คิดในใจว่า "ไม่เอาลงให้ เราก็เอาลงเองก็ได้ "

เมื่อกี้ก็อปปี้ลิ้งปุ๊บ กำลังจะโพสต์ลง เหลือบไปเห็นเสียก่อน ดีใจมากกกกเลยครับ

ขอบคุณท่านมากครับ
Teresa is offline   Reply With Quote
Old 23-03-2009, 06:14:17 PM   #5
nathapol
Administrator
 
nathapol's Avatar
 
Join Date: Dec 2005
Location: Hua Hin
Posts: 5,099
Thanks: 2,718
Thanked 8,975 Times in 1,086 Posts
Default

สำหรับ คนที่กำลังท้อแท้ และสิ้นหวัง


BORKED


It is not the end. Life can find the way to get back up.

Last edited by nathapol; 27-03-2009 at 08:27:51 PM.
nathapol is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 23-03-2009, 06:35:17 PM   #6
td1200
 
Join Date: Jan 2006
Posts: 1,474
Thanks: 4,953
Thanked 1,389 Times in 412 Posts
Default

ขอขอบคุณท่าน web master เป็นอย่างยิ่งครับ
จริง ๆ แล้ว ท่าน web master ก็เตรียมที่จะทำอยู่แล้วครับ เพียงแต่ผมไปเร่งท่านเท่านั้นเอง
td1200 is offline   Reply With Quote
Old 20-04-2009, 08:52:31 PM   #7
punlopw
 
punlopw's Avatar
 
Join Date: Nov 2007
Posts: 239
Thanks: 40
Thanked 36 Times in 12 Posts
Default

มาช่วยครับ สำหรับผมเรื่องของสองพ่อ-ลูกคู่นี้ ทำให้มีกำลังใจทุกครั้งที่เราท้อแท้ครับ

ตามอ่านประวัติของทั้งคู่ได้ที่ http://www.teamhoyt.com

BORKED

BORKED

Last edited by punlopw; 20-04-2009 at 08:57:08 PM.
punlopw is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 19-05-2009, 10:35:04 PM   #8
Dan ce320
 
Dan ce320's Avatar
 
Join Date: Oct 2007
Posts: 1,209
Thanks: 202
Thanked 515 Times in 151 Posts
Default แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป : พิษณุ นิลกลัด

สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548
ผมไปงานสวด และงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปี ที่ผมรู้จักเขามายาวนาน 30 ปี ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วัน เขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่า
สวด 3 วันแล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้
ทุกคนต้องมีวันนี้ เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน
แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวด 3 วันเผา

งานสวด 3 คืน มีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คน คือเมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้
และผมซึ่งเป็นคนนอก เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟ ังสวด

วันเผา มีเพิ่มเป็น 17 คน 3 คนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็น
ทั้ง 3 คนบอกว่า เกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล
เจ้าหน้าที่บอกว่า เสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน

หลังฌาปนกิจ พระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่า เจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง. ..พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้ สึกตั้งแต่สวดคืนแรก

จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์ ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทย จนเกษียณอายุที่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย
แต่ด้วยความที่รักและศรัทธาอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน ... แม้กระทั่งวันตาย

ผมสนิทกับเขา เพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบไม ้ เมืองเดิม ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอ และวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้
เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตา และให้ความเมตตา

การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปี ทำให้ได้แง่คิดดีๆ มาใช้ในการดำรงชีวิต
วันหนึ่ง เขารู้ว่า ขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท

เขาปลอบใจผมว่า 'ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์ '

เขามีวิธีคิด 'เท่ๆ' แบบผมคิดไม่ได้มากมาย...เป็นต้นว่า สุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร?

คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์
และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น
แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปด าห์ โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลา เนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้

6 เดือนสุดท้ายของชีวิต ต้องนอนโรงพยาบาล 3 วัน นอนบ้าน 4 วัน สลับกันไป
เวลาลูกหลาน หรือเพื่อนของลูก รวมทั้งผมด้วย ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล
เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที
แต่ 10 นาทีที่พูด มีแต่เรื่องสนุกสนาน เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้
ทุกคนพูดตรงกันว่า 'คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม'

พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่า ทำไมคุยแต่เรื่องตลก
เขาตอบว่า 'ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก'
เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คน ไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้ หรืออยู่บนรถแท็กซี่
บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้าน เพราะยังคุยไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์!

4 เดือนสุดท้ายของชีวิต แพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์นจ นกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนก
แนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกล ับบ้าน

แต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่า ขอกลับบ้าน
หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม
เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า 'ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง คุณหมอไม่รู้หรอกว่า คนคิดถึงบ้าน มันเป็นอย่างไร
เพราะพอเสร็จงาน หมอก็กลับบ้าน'
หมอได้ฟังแล้ว หมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง

1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด
เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา แต่แพทย์บอกว่า สมองของเขายังดีมาก

เวลาลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า 'ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที'
เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง!
เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้ นี่กระมังที่เรียกว่า ถูกขังในร่างของตนเอง

10 วันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า 'พ่อสู้นะ'
เขาไม่กะพริบตาซะแล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ 2 เดือน เคยตอบว่า 'สู้ '
เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า 'คุณลุงแกสู้จริงๆ'

ตอนที่วางดอกไม้จันทน์ ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อ 4 เดือนก่อนว่า
'โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย'

'แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป'
สอนให้เรารู้ว่า...เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์ และมันสมองมหัศจรรย์ที่จะสามารถเรียนรู้
แยกแยะเรื่องดีๆ และสิ่งร้ายๆ ในชีวิต

จงใช้โอกาสดีๆ ที่ร่างกายและจิตใจของเรา ยังทำอะไรๆได้อย่างที่สมองสั่ง
จงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุขให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพี ยง และดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ
หากทุกๆ ครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม เราพลาด ... อาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที
แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที ... แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป
ถ้าเราเรียนรู้...ก็จะทำให้เราพบว่า การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม
Dan ce320 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 23-05-2009, 02:05:40 PM   #9
vilart99
 
vilart99's Avatar
 
Join Date: Feb 2006
Location: Bangkae
Posts: 2,236
Thanks: 1,062
Thanked 629 Times in 279 Posts
Post รักอย่างไรไม่เป็นทุกข์ (momypedia)

แอบหลงรักรุ่นน้อง หนุ่มช่างกลอกหัก ผูกคอตาย

ดาราดังถูกทิ้ง เมายาแก้ทุกข์ เศร้าซ้ำโดนแอบถ่าย

นักศึกษาสาวปิดห้อง ปาดข้อมือเหตุอกหัก โชคดีเพื่อนช่วยไว้ทัน


ปัจจุบันหญิงชายมักตัดสินปัญหาความรักด้วยความรุนแรง เพื่อไม่ให้ความรักก่อเกิดความทุกข์ จนต้องทำร้ายตัวเราเองและครอบครัว ผศ.พญ.สุทธิพร เจณณวาสิน ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ อธิบายว่า รักอย่างไรไม่เป็นทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราคิดหรือมองความรักเป็นอย่างไร

คนเราควรมีความรักที่จะทำให้ตัวเราและคนที่เรารักมีค วามสุข แต่ส่วนใหญ่ปัญหาเกิดจากการที่เรารักเขาแต่เขาไม่รัก เรา ทำให้เป็นทุกข์ ซึ่งทางจิตวิทยามองว่า ความรักที่ดีต่อสุขภาพหรือสุขภาพจิตนั้น ควรเริ่มมาจากการรู้จักรักตัวเองเสียก่อน การรักตัวเองไม่ใช่เป็นการเห็นแก่ตัว แท้จริงแล้ว หากรู้จักรักตัวเองอย่างพอเพียงจะเห็นถึงคุณค่าของตั วเอง ความรู้สึกโหยหาความรักจากผู้อื่นก็จะมีอิทธิพลน้อยล ง

อยากให้มองความรักว่า ความรักไม่จำเป็นต้องเกาะติด เมื่อรักกันได้ก็ย่อมเบื่อหน่ายจืดจางได้เช่นกัน หากต่างฝ่ายรู้จักสร้างความสุขด้วยตัวเองได้ ก็จะช่วยให้สัมพันธภาพดีขึ้น การทำให้ความรักมากด้วยความสุขนั้น มีคำแนะนำรักอย่างไรไม่เป็นทุกข์ ดังนี้

คนเราควรมีความสุขได้ด้วยตนเอง ควรปรารถนาให้ผู้อื่นเกิดความสุข ยินดีเมื่อคนที่เรารักมีความสุข

* ลดความคาดหวัง หากไม่สมหวังจะได้ไม่ต้องเสียใจมาก
* ยอมรับความแตกต่าง หากอีกฝ่ายคิดไม่เหมือนกัน
* ยอมรับความเปลี่ยนแปลง หากความรักไม่เหมือนเดิม ให้ยังมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน
* ไม่ควรทำแต่สิ่งที่ตัวเองชอบ หรือสิ่งที่ตนคิดว่าดีให้คนอื่นเพียงอย่างเดียว
* มีความเกรงใจและเอาใจเขามาใส่ใจเรา
* พูดจาชื่นชมในสิ่งดีของกันและกัน เป็นอีกหนึ่งวิธีการมอบความรัก
* หมั่นแสดงออกซึ่งความรักให้กันและกัน

การจะรักใครควรรักอย่างมีสติ ไม่ทุ่มเทจนหมดตัว
อย่าปล่อยให้คนเพียงคนเดียวเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง
ยังมีใครอีกหลายคนที่เรารักและรักเรา


Last edited by vilart99; 23-05-2009 at 02:08:44 PM.
vilart99 is online now   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 28-05-2009, 09:07:41 AM   #10
mikka
 
mikka's Avatar
 
Join Date: Nov 2008
Location: คลองเตย : บางนา -- W124:95:E280:Silver Bronze
Posts: 1,986
Thanks: 454
Thanked 1,627 Times in 345 Posts
Default เรื่องดีๆ สำหรับกำลังใจ

รบกวน วมต. ช่วยพิจารณาว่ามีวิธีที่ทำเอา วีดีโอ ใน youtube มาเก็บไว้ใน BON มั้ยครับ ในความเห็นผม ว่า มันดี น่าจะเก็บไว้ กลัวว่า เวลาผ่านไป จะหาดูไม่ได้

อันนี้ สำหรับกำลังใจ
http://www.youtube.com/watch?v=RtsLe...layer_embedded
mikka is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 28-05-2009, 01:34:16 PM   #11
benz_14
 
benz_14's Avatar
 
Join Date: Oct 2008
Posts: 803
Thanks: 279
Thanked 212 Times in 77 Posts
Default


เด็กชายตัวน้อยชื่อ Cody Mccosland เด็กชาวอังกฤษ ผู้มีขาหลายคู่ เขาบ้าเล่นกีฬา แต่ก็เกิดมาโดยไม่มีกระดูกหัวเข่า ทำให้ต้องตัดขาท่อนล่างทิ้งตั้งแต่อายุ 15 เดือนวัยที่คนอื่นเดินเตาะแตะ แต่เขาเดินไม่ได้ แต่สองเดือนต่อมา เขาก็เริ่มหัดใช้ขาเทียมคู่แรก


ตอนนี้ Cody อายุ 7 ชวบแล้ว ในภาพล่างเขาเล่นสกีน้ำ แต่อันที่จริง เขาเล่นทั้งว่ายน้ำ ปี่นจักรยาน ตีกอล์ฟ เล่นคาราเต้ เบสบอลล์ และฮอคกี้น้ำแข็ง


ภาพล่างเขาขี่จักรยานสามล้อ พร้อมรอยยิ้มมีความสุขที่มีให้เห็นเสมอ

benz_14 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 28-05-2009, 01:35:30 PM   #12
benz_14
 
benz_14's Avatar
 
Join Date: Oct 2008
Posts: 803
Thanks: 279
Thanked 212 Times in 77 Posts
Default

ภาพล่างเขาขี่จักรยานสามล้อ พร้อมรอยยิ้มมีความสุขที่มีให้เห็นเสมอ

ตามมาด้วยเขาขี่ม้า พ่อกะแม่ตั้งความหวังจะพาเขาดูโอลิมปิกที่กรุงลอนดอน เป็นเจ้าภาพใน ปี 2012 ด้วย


ภาพเขาวิ่งด้วยขาคู่ที่ดูแปลกแต่น่าจะช่วยให้วิ่งได้ เร็วนิ สมกับสมญานาม The Boy With The Magic Legs จริงๆ


ขาเทียมของเขาได้รับบริจาคจากศูนย์ขาเทียม โรงพยาบาลเด็ก Texas Scottish Rite Hospital แต่เขาโตเร็วต้องเปลี่ยนขาอยู่เป็นประจำ


Cody กับครอบครัวและเพื่อนๆจึงเข้าร่วมงานการกุศลหาเงินช่ วยโรงพยาบาล ได้เงินบริจาคมา มากกว่า 6 หมื่นปอนด์แล้ว


Cody ไม่ยอมให้มีอะไรเป็นอุปสรรคต่อชีวิตของเขา เราจึงได้เห็นภาพเขาเล่นฮอคกี้น้ำแข็งในภาพล่าง เท่ห์ชมัด


กว่าจะมาเป็นเด็กชายสุขภาพดีหน้าเปื้อนยิ้มในวันนี้ Cody ผ่านอะไรๆมาเยอะ รวมทั้งช่วงหนึ่งของชีวิต ที่เขาต้องผ่าตัดหลายต่อหลายครั้ง จากปัญหาระบบภายในร่างกาย รวมทั้งต้องบำบัดอาการหายใจติดขัดและหอบหืด

ใครที่กำลังท้อถอย ทั้งที่มีมือมีเท้าครบ อย่าทำตัวให้อาย Cody นะจ๊ะ

benz_14 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 29-07-2009, 06:48:17 AM   #13
vilart99
 
vilart99's Avatar
 
Join Date: Feb 2006
Location: Bangkae
Posts: 2,236
Thanks: 1,062
Thanked 629 Times in 279 Posts
Default อย่าวัดคนแค่ภายนอก

สุภาพสตรีในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายเรียบๆกับสามีของเธอในช ุดสูทเนื้อผ้าธรรมดาๆ ก้าวลงจากรถไฟในชานชาลาสถานีเมืองบอสตัน

ทั้งคู่ยืนรออย่างสงบอยู่หน้าสำนักงานอธิการบดีมหาวิ ทยาลัยฮาร์วาร์ด
เลขานุการสาวดูออกในแว่บเดียวว่าสามีภรรยาซอมซ่อคู่น ี้มาจากบ้านนอก และไม่น่ามีธุระอะไรในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแห่งนี้ได ้


หล่อนขมวดคิ้ว
"เราต้องการพบท่านอธิการบดี" สามีกล่าวนุ่มนวล

"ท่านติดนัดตลอดทั้งวัน" เลขาฯสะบัดเสียงเล็กน้อย

"งั้นเราจะรอ" ภรรยาตอบ

เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่เลขานุการทำเป็นไม่สนใจ
โดยประมาณว่าทั้งคู่คงทนไม่ได้และกลับไปเอง


แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่

เลขาฯสาวเริ่มไม่แน่ใจจึงต้องรบกวนเวลาท่านอธิการบดี

"พวกเขาคงแค่อยากพบท่านครู่เดียวก็กลับ" หล่อนอธิบาย


ท่านอธิการบดีถอนใจด้วยความเบื่อหน่ายแล้วก็พยักหน้า เสียไม่ได้
จริงๆ แล้วคนสำคัญระดับท่านอธิการจะมีเวลาพบคนระดับนี้ได้อ ย่างไร?แต่นั่น เถอะนะ ท่านคิด ดีกว่าปล่อยให้คู่สามีภรรยาบ้านนอกป้วนเปี้ยนอยู่แถว นี้ให้ใครต่อใครมาเห็น
ท่านเชิดหน้าอย่างทรงเกียรติใส่ทั้งคู่


ภรรยากล่าวขึ้น "ลูกชายของเราเคยเรียนในฮาร์วาร์ด 1 ปี เขารักฮาร์วาร์ดมากและเขาก็มีความสุขที่นี่อย่างยิ่ง แต่เมื่อปีที่แล้วเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต สามีและดิฉันก็เลยอยากทำอะไรสักอย่างไว้เป็นที่ระลึก ถึงเขาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ท่านอธิการไม่รู้สึกร่วมแต่อย่างใด เพียงแต่ช็อคเล็กน้อย"

" คุณผู้หญิง เราไม่สามารถสร้างรูปปั้นให้กับทุกคนที่เคยเรียนฮาร์ วาร์ดแล้วก็ตายหรอกนะ ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ที่นี่คงดูไม่ต่างไปจากสุสานแน่"

"โอ...ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ท่านอธิการบดี" ภรรยารีบอธิบาย
เราไม่ได้ต้องการจะสร้างรูปปั้น เราคิดว่าเราจะสร้างตึกให้ฮาร์วาร์ดต่างหาก"


ท่านอธิการกรอกตาไปมา เขามองไปที่ชุดผ้าฝ้ายกับสูทบ้านนอก
"สร้างตึก! พวกคุณรู้ไหมว่าใช้เงินเท่าไรในการสร้างตึกสักหลังหน ึ่ง
เราใช้เงินไปมากกว่า 7.5 ล้านดอลลาร์แค่ตอนเริ่มก่อตั้งฮาร์วาร์ดนี่"

เป็นครู่ที่สุภาพสตรีเงียบกริบ

ท่านอธิการรู้สึกโล่งอก


ในที่สุดสามีภรรยาคู่นี้ก็ถูกกำจัดไปได้เสียที แล้วภรรยาก็หันมาพูดกับสามีเบาๆว่า
"ใช้เงินแค่นั้นเองน่ะหรือในการสร้างมหาวิทยาลัย ? แล้วทำไมเราไม่สร้างของเราเองสักแห่งหนึ่งล่ะ?" สามีผงกศีรษะ

สีหน้าท่านอธิการเต็มไปด้วยความงงงวยสุดขีด
แล้วนายและนาง ลีแลนด์ สแตนฟอร์ด ก็เดินทางไปยังพาโลอัลโตในแคลิฟอร์เนีย

ที่ๆพวกเขาก่อตั้งมหาวิทยาลัยภายใต้นามสกุลของครอบคร ัว
เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ลูกชายที่ฮาร์วาร์ดไม่เคยเห็นคุณ ค่า


.................................................. .................................


มันเป็นเรื่องประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัย Standford ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังคู่แข่งกับมหาวิทยาลัย Harvard แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของคนที่ชอบตัดสินคนอื ่นจากเปลือกนอก และอเมริกาประเทศที่เราอยากจะเอาตามอย่างเขาเหลือเกิ น!!
vilart99 is online now   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 29-07-2009, 06:51:22 AM   #14
vilart99
 
vilart99's Avatar
 
Join Date: Feb 2006
Location: Bangkae
Posts: 2,236
Thanks: 1,062
Thanked 629 Times in 279 Posts
Default คาถาคนทำงาน

ขั้นแรก...ท่อง นะโม 3 จบ ก่อน แล้วจึงค่อยท่องคาถานะ

อาจจะมี ... เซ็งไปบ้าง...ในบางครั้ง
อาจจะมี ...เบื่อกันบ้าง.... ในบางหน
อาจจะมี ...เหม็นขี้หน้า...กับบางคน <====== อันนี้ โดน
พยายามทน ทำงานไป เพราะได้ตังค์ <====== อันนี้โดนก่า


2. คาถาปล่อยวาง
กูว่าแล้วในโลกนี้มีปัญหา
เขาไม่ด่า ก็ชื่นชม หรือเฉยๆ
สาม ประเภทที่ว่านี้มิเปลี่ยนเลย
จงวางเฉยใครถือสาเป็นบ้าตาย


3. คำสอนของพระพุทธเจ้า

อย่าไปนึกว่า 'คนอื่น' เหนือ กว่าเรา เพราะทำให้เกิดปมด้อย
อย่าไปนึกว่า 'คนอื่น' ต่ำ กว่าเรา เพราะทำให้เกิดทิฐิ
อย่าไปนึกว่า 'คนอื่น' เสมอ เท่าเรา เพราะทำให้เกิดการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น
จงนึกเสมอว่า 'คนอื่นทุกคน' เป็นเพื่อนรวมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด
vilart99 is online now   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 31-07-2009, 11:24:36 PM   #15
Manit
 
Manit's Avatar
 
Join Date: Jan 2006
Location: Saimai Bangkok
Posts: 6,397
Thanks: 2,833
Thanked 5,577 Times in 1,235 Posts
Default

ศีลห้าโดยพิสดาร http://board.palungjit.com/f8/ศีล-5-...ิด-199042.html
Manit is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 27-08-2009, 02:26:57 PM   #16
vilart99
 
vilart99's Avatar
 
Join Date: Feb 2006
Location: Bangkae
Posts: 2,236
Thanks: 1,062
Thanked 629 Times in 279 Posts
Default ใบหูที่หายไป

สิ่งมีค่า.........ที่แท้จริง
ไม่ได้อยู่ที่..การมองเห็น.. หากแต่อยู่ที่..สิ่งที่เรา..มองไม่เห็น

เช้าวันหนึ่ง..ที่โรงพยาบาล...
'ขอดูหน้าลูกหน่อย..ได้มั๊ยคะ'
คุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้น..

เมื่อห่อผ้าน้อย ๆ .....................อยู่ในอ้อมกอดเธอ เธอค่อย ๆ คลี่ผ้าที่ห่อออก..
เพื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ .....................

กรี๊ดดดด.....เธอกรีดร้อง
หมอต้องอุ้มเด็ก..ออกไปอย่างรวดเร็ว

**เด็กทารกที่เกิดมา...ไม่มีใบหู**
และแล้ว...กาลเวลาพิสูจน์ว่า.
การได้ยินของเจ้าหนู..ไม่มีปัญหา

ปัญหา..มีเฉพาะสิ่งที่มองเห็นภายนอก คือ....ใบหูที่หายไป

หลายครั้ง..ที่เจ้าหนูกลับจากโรงเรียน แล้ววิ่งมาบอกแม่


เธอรู้ว่า..หัวใจลูกปวดร้าวแค่ไหน...
เจ้าหนูพูดโพล่งออกมา..อย่างน่าเศร้า
'พวกเด็กตัวโต ..พวกมันล้อผมว่า
..
--ไอ้ตัวประหลาด--'

จนกระทั่ง... เจ้าหนูเติบโตขึ้น..หล่อเหลา..
เป็นที่รักของเพื่อน ๆ..
มีพรสวรรค์ ในด้านอักษรศาสตร์.. วรรณคดี..และดนตรี..
เขาอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น
...

แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้น... ทำให้เด็กชาย..ไม่อยากเจอใคร

'ลูกต้องพบปะกับผู้คนบ้างนะลูก' แม่กล่าว..ด้วยความสงสารลูก

พ่อของเด็กชาย.. ปรึกษากับหมอประจำครอบครัว
และได้รับข่าวดีจากหมอว่า...
'ผมสามารถปลูกถ่ายใบหูได้ครับ ถ้ามีผู้บริจาค..แต่ใครล่ะ..
จะเสียสละใบหู..เพื่อเด็กน้อยคนนี้' คุณหมอกล่าว

จนกระทั่ง ......................2 ปีผ่านไป พ่อบอกกับลูกชาย..
'ลูกเตรียมตัวไปโรงพยาบาลนะ พ่อกับแม่..หาคนบริจาคใบหู

ที่ลูกต้องการได้แล้ว...
แต่นี่เป็นความลับ'


การผ่าตัด..สำเร็จด้วยดี และแล้ว...คนคนใหม่ก็เกิดขึ้น..

....เด็กชายกลายเป็น..ผู้มีพรสวรรค์...
เป็นอัจฉริยะในโรงเรียน...ในวิทยาลัย
จนเป็นที่กล่าวขานกัน..รุ่นต่อรุ่น

ต่อมาได้แต่งงาน... และทำงาน.. เป็นข้าราชการในสถานทูต

วันหนึ่ง.. ชายหนุ่มถามผู้เป็นพ่อว่า.

'พ่อครับ.. ใครเป็นคนมอบใบหูให้ผมมา ใครช่างให้ผมได้มากมาย..
แต่ผมไม่เคยทำอะไร.. เพื่อเขาได้เลยสักนิด'

'พ่อไม่เชื่อว่า.. ลูกจะตอบแทนเขาได้หมดหรอก..
เรื่องนี้.....................เป็นความลับ เราตกลงกันแล้ว'
พ่อตอบ..

หลายปีผ่านไป....
มันยังคงเป็นความลับ

และแล้ว..วันนึง..วันที่มืดมิดที่สุด.. ผ่านเข้ามา..ในชีวิตของลูกชาย


แม่ได้เสียชีวิตลง.

ลูกชายยืนข้าง ๆ พ่อ... ใกล้หีบศพของแม่

พ่อเรียก...
'มานี่สิลูก..มานั่งใกล้ ๆ นี่'
พ่อลูบผมแม่อย่างช้า ๆ..และนุ่มนวล

ผมสีน้ำตาลแดง..ถูกเสยขึ้น จนมองเห็นใบหน้า..
ที่มองดูเหมือนคนนอนหลับ


...และแล้ว.. สิ่งที่ทำให้ลูกชาย..ถึงกับต้องตะลึง..
...ใบหูของแม่...หายไป!..

แม่ไม่มีใบหู...
'นี่เป็นคำตอบ.. ที่ลูกอยากรู้มาตลอดชีวิต'...
พ่อกระซิบผ่านลูกชาย

'แม่บอกพ่อว่า..เธอดีใจ...................... ที่ได้ทำอย่างนี้..ตั้งแต่วันผ่าตัด..

แม่ไม่เคยตัดผมอีกเลย..
ไม่มีใคร..มองเห็นว่า.. เธอไม่สวยจริงมั๊ย?
- - - - - - - - - - - - - -
- - - - - - - -

จงจำไว้..

~สิ่งมีค่า.....................ที่แท้จริง~
ไม่ได้อยู่ที่..การมองเห็น.. หากแต่อยู่ที่..
~สิ่งที่เรา..มองไม่เห็น~
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

~ความรัก..ที่แท้จริง~

ไม่ได้อยู่ที่.. เราได้ทำอะไร.. แล้วมีคน..รับรู้..

หากแต่อยู่ที่.. สิ่งที่เรา..กระทำ..แล้วไม่มีใคร..รับรู้ ..
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

~ความรัก~

บางครั้ง.. ไม่จำเป็น.. ต้องพูดพร่ำเพรื่อ..

หากแต่อยู่ที่....การกระทำ.. ซึ่งเรา..อาจรับรู้..

เพียงแค่..ฝ่ายเดียว..


vilart99 is online now   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 03-09-2009, 05:41:51 PM   #17
td1200
 
Join Date: Jan 2006
Posts: 1,474
Thanks: 4,953
Thanked 1,389 Times in 412 Posts
Default

[QUOTE=nathapol;123690]สำหรับ คนที่กำลังท้อแท้ และสิ้นหวัง

สุดยอดดีครับ ดูกี่ครั้งก็ ได้กำลังใจ ขอบคุณเฮียตือที่เอามาฝากครับ

ขออนุญาตแนะนำ website ธรรมะเพิ่มเติมครับ
ท่านพระอาจารย์ ปราโมทย์ ปาโมชโช

http://www.wimutti.net
td1200 is offline   Reply With Quote
Old 02-02-2010, 03:32:44 PM   #18
soccers_guy10
 
soccers_guy10's Avatar
 
Join Date: Nov 2008
Location: ทวีวัฒนา
Posts: 2,651
Thanks: 1,704
Thanked 518 Times in 263 Posts
Default VERY SHORT, MOST EFFECTIVE AND HOW TRUE

VERY SHORT, MOST EFFECTIVE AND HOW TRUE
----------------------------------------------

30 second Speech by Bryan Dyson (CEO of Coca Cola)

"Imagine life as a game in which you are juggling some five balls in the air. You name them - Work, Family, Health, Friends and Spirit and you're keeping all of these in the Air.

You will soon understand that work is a rubber ball. If you drop it, it will bounce back.

But the other four Balls - Family, Health, Friends and Spirit - are made of glass. If you drop one of these; they will be irrevocably scuffed, marked, nicked, damaged or even shattered. They will never be the same. You must understand that and strive for it."
WORK EFFICIENTLY DURING OFFICE HOURS AND LEAVE ON TIME.
GIVE THE REQUIRED TIME TO YOUR FAMILY, FRIENDS & HAVE PROPER REST. ---

ได้รับมาจาก Fwd: Email เห็นว่าความหมายดี เลยเอามาฝากกันครับ
soccers_guy10 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 28-09-2010, 02:50:54 PM   #19
katt
 
katt's Avatar
 
Join Date: Sep 2010
Location: ปทุมฯ
Posts: 285
Thanks: 12
Thanked 41 Times in 8 Posts
Default

ใครเคยอกหัก ลองอ่านดูนะ



มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน
เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน
ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน
โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด
เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้ง งง และ เสียใจ มาก
ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ

เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ ้น
ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา
เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู
เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า
หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต
ในบ้านมีคนป่วยใช่มั้ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย
ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้
ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย
เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา!

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า
ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง
สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ
เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น
หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ
ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่ งที่หลวงตาพูด
หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ
ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ
ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน
เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป
กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล.... ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา
ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น
เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด
เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา
เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น
เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป
พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา
เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ
ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด
เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา
เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร
จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น
และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ
พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2
แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม
ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ
ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ
จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก
หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว
ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด
katt is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 12-10-2010, 04:21:51 PM   #20
nidnoi
 
Join Date: May 2008
Posts: 97
Thanks: 2
Thanked 23 Times in 4 Posts
Default แด่ คนที่รัก (หากซ้ำต้องขออภัย)

อ่านแล้วทำให้มองเห็นสิ่งดีๆที่เคยมองข้าม กินใจดีฝากไว้ให้ชาว BON


ฉันได้รับข้อความนี้จากเพื่อนที่ ดีคนหนึ่ง
ซึ่ง เพื่อนคนนี้ได้เลือกไปแล้ว
ฉันเอง ก็ต้องเลือกเหมือนกัน และ
ฉันก็ เลือกแล้ว
คราวนี้ ตาพวกคุณแล้วล่ะที่จะต้องเลือกบ้าง
เรื่อง มีอยู่ว่า.....
ชายคน หนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา
เพราะนำ เงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทองม้วน
หนึ่งซึ่งมีราคาแพง
ในขณะ ที่การเงินที่บ้านฝืดเคือง
และเค้า ก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทอง ราคาแพง นั้น
มาห่อกล่องของขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ ต้นคริสต์มาส
แต่ กระนั้น...ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้ พ่อของเธอในเช้าวันรุ่ง ขึ้น
และพูดว่า ' นี่สำหรับพ่อค่ะ '
พ่อของ เธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้
แต่แล้ว ความโกรธก็ได้พุ่งพล่านขึ้นอีกครั้งเมื่อ
เขาพบ ว่ามันเป็นเพียงกล่องเปล่า
เขาพูด ด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า
' ลูกไม่รู้จริงๆอย่างนั้นหรือว่าการจะให้ ของขวัญใคร
มันจะ ต้องมีอะไรอยู่ในกล่องของขวัญด้วย ?
เด็ก น้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตา
และพูด ว่า
' โอ...พ่อจ๋า มันไม่ใช่กล่องเปล่าเลย หนู เป่าจูบเข้าไปจนเต็ม '
ชายคน นั้นสะอึก ตัวชาด้วยความเสียใจ
เขาทรุด ตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น
เขาขอ ให้ลูกสาวยกโทษให้เขา
กับท่า ทางโกรธเกรี้ยวเกินเหตุของเขา
ต่อมา ไม่นานอุบัติเหตุก็ได้คร่าชีวิตลูก
สาวของชายคนนั้นไป
และว่า กันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่านั้น
ไว้ข้างเตียงตลอดชีวิตของเขาเลยที เดียว
และ เมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจ
หรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็น เขาจะเปิดกล่องใบนี้
เพื่อ หยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่งจูบ
แล้วรำลึกถึงความรักของลูกน้อย ที่ได้ใส่ จูบนั้นไว้ให้เขา
ในความ เป็นจริง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
พวกเรา ทุกคนล้วนได้รับกล่องของขวัญสีทองซึ่ง
บรรจุด้วยความรัก ที่ปราศจากเงื่อนไข และ รอยจูบจาก
ลูกๆ , ครอบครัว และ เพื่อนๆ
ไม่มี สมบัติใด ล้ำค่าไปกว่านี้อีกแล้ว


ตอนนี้ คุณมี 2 ตัวเลือกแล้วล่ะ คุณจะ
1. ส่งข้อความนี้ต่อไปยังเพื่อนๆ และ ญาติๆ ของคุณ หรือ
2. ลบมันทิ้งซะ
แล้วทำ เหมือนกับว่าไม่มีอะไรกระทบใจคุณเลยแม้แต่น้อย
อย่าง ที่เห็นนี่ล่ะ ฉันได้เลือกข้อ 1 ไปแล้ว
เพื่อน คือของขวัญ ผู้ซึ่งพยุงให้เรายืนขึ้นด้วยเท้า
เมื่อปีกของเราไม่รู้ว่าจะบินอย่าง ไร
มองโลก ในแง่ดี และปฏิบัตดี
ฉันขอ ขอบคุณสำหรับ....
สำหรับ สามีที่นอนกรนทั้งคืน
เพราะ นั่นหมายถึงเขากำลังหลับอยู่ที่บ้านกับฉัน ไม่ใช่กับผู้หญิง อื่น
สำหรับ ลูกสาววัยรุ่นที่กำลังบ่นเรื่องล้างจานอยู่
เพราะนั่นหมายถึงเธออยู่บ้าน ไม่ใช่ที่ ถนน
สำหรับ ภาษีที่ต้องเสีย
เพราะ นั่นหมายถึงฉันมีงานทำ
สำหรับ ข้าวของต่างๆ ที่ต้องคอยเก็บหลังงานปาร์ตี้
เพราะนั่นหมายถึงฉันถูกห้อมล้อมด้วย เพื่อนฝูง
สำหรับ เสื้อผ้าที่พอดีจนเกือบจะคับเกินไป
เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมี กิน
สำหรับ เงาที่คอยมองดูฉันทำงาน
เพราะ นั่นหมายถึงฉัน กำลังได้รับแสงแดด
สำหรับ พื้นที่ต้องคอยขัดถู และหน้าต่างที่ต้องทำความสะอาด
เพราะนั่นหมายถึงฉันมีบ้านให้ดูแล รักษา
สำหรับ คำบ่นต่างๆ ที่มีต่อรัฐบาล
เพราะ นั่นหมายถึงเรามีอิสระ ในการที่จะแสดงความคิดเห็น
สำหรับ ที่จอดรถที่อยู่ไกลสุดของลานจอดรถ
เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถเดิน ได้ และฉันมีรถ
สำหรับ ผ้ากองโตที่รอการซักรีด
เพราะ นั่นหมายถึงฉันมีเสื้อผ้าสวมใส่
สำหรับ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกสิ้นวัน
เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถทำงานหนัก ได้
สำหรับ เสียงปลุกในทุกๆ เช้า
เพราะ นั่นหมายถึงฉันยังมีชีวิตอยู่
และสุด ท้าย.......
สำหรับ อีเมล์ที่ส่งมาหาฉันมากมาย
เพราะ นั่นหมายถึงฉันมีเพื่อนๆ
nidnoi is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 24-11-2010, 08:20:39 PM   #21
vilart99
 
vilart99's Avatar
 
Join Date: Feb 2006
Location: Bangkae
Posts: 2,236
Thanks: 1,062
Thanked 629 Times in 279 Posts
Smile บทลงโทษด้วย...ความรัก

บทความนี้ อ่านแล้ว รู้สึกดีจัง

เลยส่งต่อครับ..












vilart99 is online now   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 24-11-2010, 08:24:30 PM   #22
vilart99
 
vilart99's Avatar
 
Join Date: Feb 2006
Location: Bangkae
Posts: 2,236
Thanks: 1,062
Thanked 629 Times in 279 Posts
Default








.
.
.
. ..ท่านล่ะ ได้ทำอะไร ดีๆ กับคนที่ท่านรัก... และรักท่าน บ้าง....
.
.
.




Last edited by vilart99; 24-11-2010 at 08:28:41 PM.
vilart99 is online now   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 21-04-2011, 11:08:35 PM   #23
vilart99
 
vilart99's Avatar
 
Join Date: Feb 2006
Location: Bangkae
Posts: 2,236
Thanks: 1,062
Thanked 629 Times in 279 Posts
Default นมสด 1 แก้ว

" นมสด 1 แก้ว "


เมื่อหลายปีมาแล้ว ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

เด็กชายเคลลี่ ซึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน

เขาต้องหาเงินไปโรงเรียนเองด้วยการนำสิ่งของใส่กระเป ๋าเดินไปขายตามบ้านที่อยู่ในเมืองใกล้เคียง


วันหนึ่งเขาพบว่าเมื่อจ่ายค่ารถและค่าสินค้าแล้ว เขามีเงินในกระเป๋าเหลือเพียง 10 เซ็นต์ เท่านั้น


ขณะนั้นเขากำลังหิวมาก

แต่เงินสดที่เขามีอยู่นั้นไม่พอที่จะซื้ออาหารแม้แต่ เพียงมื้อเดียว

ดังนั้นเขาจึงคิดจะไปขออาหารจากบ้านที่กำลังเดินไปถึ ง


แต่เมื่อกดกริ่ง หญิงสาวเจ้าของบ้านมาเปิดประตู


เด็กชายเคลลี่ กับเกิดความละอายใจที่จะขออาหารเหมือนกับขอทาน เขาจึงขอเพียงน้ำเปล่าเพียงแก้วเดียวเท่านั้น

แต่เจ้าของบ้านสาวสังเกตุเห็นท่าทางของเด็กชายเคลลี่ ว่าคงจะกำลังหิว


เธอจึงได้นำเอานมสดแก้วใหญ่มาให้เคลลี่ดื่ม เด็กชายเคลลี่ดื่มนมอย่างกระหาย จนหมดแก้ว

แล้วถามว่า ผมต้องจ่ายเงินค่านมถ้วยนี้ให้คุณเท่าไหร่ครับ

เจ้าของบ้านสาวตอบว่า ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก แม่ของฉันสอนไม่ให้รับสิ่งตอบแทนจากการให้น้ำใจไมตรี

เคลลี่ซาบซึ้งใจมากและตอบว่า


ถ้าเช่นนั้น ผมขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง จากหัวใจของผมก็แล้วกันนะครับ

ขณะที่เด็กชายเคลลี่ได้เดินออกจากบ้านหลังนั้น เขาไม่เพียงแต่

รู้สึกว่ามีกำลังแข็งแรงขึ้นจากนมสดแก้วโตเท่านั้น

แต่เขาได้มีความเข้าใจในเรื่องของน้ำใจไมตรีเพิ่มขึ้ นด้วย. .....


อีก 30 ปีต่อมา มีหญิงคนหนึ่ง ป่วยหนักด้วยโรคหัวใจ


ซึ่งแพทย์ท้องถิ่นไม่สามารถรักษาได้ จึงส่งไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านโรคหัวใจทำการรักษา

เมื่อได้อ่านประวัติผู้ป่วยแล้ว.....

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นได้สะดุดใจกับชื่อหมู่บ้าน ของผู้ป่วยคนนั้น


จึงตั้งใจรักษาด้วยการผ่าตัดหัวใจอย่างพิเศษ โดยใช้อุปกรณ์ทันสมัยที่สุด

และยาราคาแพงที่ดีสุด จนผู้ป่วยหายเป็นปกติพร้อมจะกลับบ้าน


ผู้ป่วยมีความกังวลว่าค่ารักษาพยาบาลคงจะมีราคาแพงหล ายหมื่นดอลลาร์


ซึ่งเธอเข้าใจว่าคงจะต้องทำงานทั้งชีวิตกว่าเธอจะหาเ งินค่ารักษาพยาบาลได้

เพราะเธอไม่มีประกันสุขภาพ และยังไม่สามารถไปเบิกได้จากที่ไหนได้


แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนนั้น ได้บอกเจ้าหน้าที่แผนกบัญชี


ให้นำใบเก็บเงินไปให้เขา แล้วหมอก็ใช้ปากกาเขียนข้อความสองบรรทัด

แล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่บอกให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเลย

ข้อความที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นเขียนในใบเรียกเ ก็บเงินนั้นมีว่า



จ่ายค่ารักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ด้วยนมสดหนึ่งแก้ว

ลงนาม นายแพทย์โฮเวอร์ด เคลลี่


ราคาของนมสดหนึ่งแก้ว



เป็นเหตุการณ์จริงที่เกี่ยวกับน้ำใจไมตรีในต่างประเท ศ


(ข้อมูลจากคณะทำงานกลุ่มน้ำใจไมตรี ประเทศสิงคโปร์ จากจดหมายของนายแพทย์โฮเวอร์ด เคลลี่)
vilart99 is online now   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 28-06-2011, 03:56:19 PM   #24
benz_14
 
benz_14's Avatar
 
Join Date: Oct 2008
Posts: 803
Thanks: 279
Thanked 212 Times in 77 Posts
Thumbs up เดินถอยหลังบ้างก็ดี

ในวันที่ปัญหาถั่งโถมรุกเร้าเราให้จนมุม ใครเลยจะเชื่อว่าบางครั้งการถอยหลังสู้ก็สามารถเอาชน ะอุปสรรคได้เหมือนกัน

โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์

คนที่ถอนหายใจวันละหลายๆ ครั้ง ต่อปัญหาที่เจอะเจอในแต่ละวัน อาจโชคดีกว่าคนที่รู้ตัวว่าจะมีลมหายใจได้อีกไม่นาน---แต่ก็ไม่เสมอไป อาจมีข้อโต้แย้งว่า คนที่มีโอกาสได้ล่วงรู้วันเวลาที่จะหายใจอยู่บนโลกใบ นี้ อาจกลายเป็นคนโชคดีกว่าคนที่ไม่รู้ว่าจะต้องถอนหายใจ ไปอีกนานเท่าไหร่...

หลายครั้งที่ต้องเผชิญปัญหา คนจำนวนมากเลือกเดินไปข้างหน้าเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคไปใ ห้ได้ เพราะเชื่อว่าการสู้กับปัญหาย่อมเจอทางออกเข้าสักวัน จะว่าไปก็ไม่ถูกทั้งหมดเสียทีเดียว เอาเข้าจริงในบางครั้ง เราอาจเลือก “เดินถอยหลัง” ดูบ้าง เพราะอาจเจอทางออกได้เช่นเดียวกัน

ในยามป่วยไข้ ท้อแท้ หรือผิดหวัง มักทำให้คนเรามีโอกาสได้ทบทวนตัวเอง ใคร่ครวญถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ในสภาพจิตใจที่เหนื่อยล้า เชื่อเถอะ---สติมักเดินเข้ามาหา จะหวังพึ่งพาหรือจะช่วยเป็นกำลังใจให้กันและกันก็ตาม แต่

จิตใจที่มุ่งมั่น ฮึกเหิม มักพาให้คนเราเดินเร็วกว่าที่คิด สติจึงมักเดินตามไม่ทัน การเอาชนะสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสถานการณ์เช่นที่ว่า หลายครั้งจึงกลายเป็นความผิดพลาด หลายสถานการณ์บอกให้เราต้องตัดสินใจอย่างหนึ่ง แต่เชื่อหรือไม่ว่า หากย้อนกลับไปคิดทบทวนดีๆ หลายคำตอบที่พร้อมให้ความกระจ่างกับเราในขณะนั้น กลับถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย


แน่นอนว่า เอาเข้าจริง ไม่มีใครคิดหาคำตอบในการใช้ชีวิต ในแต่ละเรื่องราวได้ถูกต้องสมบูรณ์เสมอไป อยู่ที่สถานการณ์เฉพาะหน้าเป็นตัวกำหนด คิดถูกก็ประคับประคองตัวให้ก้าวเดินอย่างมั่นคงไปได้ ในช่วงเวลาหนึ่ง คิดผิดก็มาเริ่มต้นกันใหม่

ในวันที่ปัญหาถั่งโถมรุกเร้าเราให้จนมุม การพิงเชือกสู้ แม้อาจยืดชีวิตต่อไปได้ แต่ใครเลยจะเชื่อว่าบางครั้งการถอยหลังสู้ก็สามารถเอ าชนะอุปสรรคได้เหมือนกัน

ชายวัยกลางคนติดหล่มปัญหาอย่างไม่คาดคิด ด้วยความเชื่อมั่น เขาเลือกเดินหน้าชน เอาความจริงเข้าสู้

แต่แล้วถึงได้เรียนรู้ว่า...ความพ่ายแพ้เป็นอย่างไร

พันธะบางอย่างของชีวิตมันติดตัวเรามาโดยไม่รู้ตัว ในบ้านที่เราคิดว่าอบอุ่น อาจเพราะไม่รู้ว่าปัจจัยรายรอบเต็มไปด้วยความรุ่มร้อ น

ชายวัยกลางคนนั่งครุ่นคิด...ตรึกตรอง ค้นหาคำตอบวันแล้ววันเล่า เพื่อหาทางขจัดความร้อนระอุของบ้าน เขาเดินขึ้นเดินลงวันละหลายรอบ ถึงได้พบความจริงว่า การมุ่งเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว อาจไม่มีคำตอบ

เขาลองเดินถอยหลังจากด้านบนของบ้าน ที่เปื้อนไปด้วยฝุ่น ข้าวของรกรุงรัง เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการซ่อมแซมบ้านระเกะระกะ ไม่เป็นที่เป็นทาง...เดินถอยหลังออกจากบ้านวันแล้ววน เล่าจนเริ่มชิน บ้านที่รก เต็มไปด้วยสิ่งขวางหูขวางตา ค่อยๆ หายไป ก้อนกรวดที่ระคายอยู่ในใจ เริ่มเจือจาง

...เขาเริ่มเข้าใจว่า...ปฏิกูลเบียดแย่งความอบอุ่นขอ งบ้าน---อยู่ในใจตัวเอง

การเดินถอยหลังออกจากบ้านทำให้ชายวัยกลางคนมีสติ เหลียวซ้ายแลขวา อย่างระมัดระวังทุกครั้ง การก้าวย่างอย่างมีสติทำให้เห็นตัวบ้านมากกว่าบ้าน ความขุ่นเคืองที่เป็นพันธะติดอยู่ ค่อยๆ ผ่อนเบาลง ความร้อนที่คุกรุ่นอยู่ในใจค่อยๆ คลายตัว

ท้ายที่สุด...บ้านกลายร่างเป็นแค่เพียงวัตถุ ไม่จีรังยั่งยืน มีผุ มีเสื่อมสลาย ตามกาลเวลา

...สติและจิตใจต่างหาก เราไม่อาจปล่อยมันให้ผุกร่อน ร่วงโรย เสมือนเช่นวัตถุ---เขาคิด


http://www.posttoday.com/%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B 9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C/%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C/96349/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B 8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87% E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B9 %87%E0%B8%94%E0%B8%B5
benz_14 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 30-01-2012, 01:34:17 PM   #25
benz_14
 
benz_14's Avatar
 
Join Date: Oct 2008
Posts: 803
Thanks: 279
Thanked 212 Times in 77 Posts
Thumbs up ถังน้ำสองใบ

ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที ่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง...แต่ด้วยระยะทาง อันยาวไกล
จากลำธารกลับสู่บ้าน....จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที ่มีรอยแตกเหลืออยู่ เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำ
กลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง....ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใ บที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึก ภาคภูมิใจ
ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง ...ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพี ยงครึ่งเดียวของจุด ประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปี… ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า 'ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะ
รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างใน ไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน'

คนตักน้ำตอบว่า 'เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้ นทางในด้านของเจ้า...
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่งเพราะข้ารู้ ว่าเจ้ามีรอยแตก อยู่....

ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านขอ งเจ้าและทุกวันที่เรา เดินกลับ...
เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเล็ดพันธุ์เหล่านั้น
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..เราก็คงไม่ อาจได้รับความสวยงามแบบ นี้ได้'

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัว เอง...
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้....
สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเ ป็น..
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่า นั้นเอง
benz_14 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 11-02-2012, 11:27:24 AM   #26
benz_14
 
benz_14's Avatar
 
Join Date: Oct 2008
Posts: 803
Thanks: 279
Thanked 212 Times in 77 Posts
Default

ขนมปังชิ้นที่สาม วิธีเลี้ยงลูกของ ตัน ภาสกรนที7/2/55


วันนี้ก่อนการเริ่มภาระกิจช่วงเช้า บังเอิญสุดที่รักเปิดบทความของคุณตันมาอ่านให้ฟังได้ ยินคร่าวๆจับใจความอะไรได้ไม่มาก แต่โชคดีที่เขาไม่ปิดหน้านี้ลงเลยได้อ่านด้วยตัวเองอ ีกรอบ รู้สึกว่าชอบ และน่าจะเป็นข้อคิดดีๆให้กับตัวเอง เลยขอเอามาฝากให้เพื่อนๆอ่านกันครับลองอ่านกันดู แล้วลองคิดตามนะครับว่ามันเป็นจริงหรือเปล่า


ขนมปังชิ้นที่สาม

มีลูก 3 คน มีบ้าน 2 หลัง จะแบ่งยังไงดีครับ?
เพื่อนผมคนหนึ่งคิดยังไงก็คิดไม่ตก เกษียณอายุราชการแล้วยังต้องทำงานงกๆ “สู้เพื่อลูก”ผ่อนบ้านหลังที่ 3 กลัวแบ่งสมบัติไม่ลงตัว เดี๋ยวจะนอนตายตาไม่หลับ ผมบอกถ้าไม่อยากวุ่นวาย..ง่ายนิดเดียว แค่ขายบ้านให้หมด แล้วใช้เงินให้มีความสุขกับชีวิตหลังเกษียณ เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น..



ตอนพ่อแม่ผมเสีย ไม่ได้มีเงินทองมากมายผมเลือกพระหนึ่งองค์เป็นสมบัติ จากพ่อหยิบแหวนวงเดียวจากกองมรดกของแม่ สมบัติสุดท้ายไม่กี่ชิ้นของพ่อกับแม่ที่เทกองบนโต๊ะ. .ผมกับพี่น้องแบ่งกันยังไงก็ลงตัว

สำหรับผมในวันนี้สอนลูกตั้งแต่พวกเขายังเล็กว่าการศึ กษาเท่าที่เขาต้องการคือสมบัติที่ผมจะให้ น้องกิฟท์ลูกสาวคนโตรู้ดีและเขาเข้าใจว่าผมไม่มีนโยบ ายเก็บเงินให้ลูกวันหนึ่งเขาบอกผมว่า “ป่าป๊า ไม่ต้องห่วงกิฟท์ ธุรกิจและเงินที่ป่าป๊าทำมาไม่ต้องเผื่อกิฟท์ หนูรับผิดชอบตัวเองได้”

ผมให้เงินเขาก้อนหนึ่ง ไปตั้งต้นร้านอาหารชื่ออิซีลี่ บริหารไม่นานก็เจ๊ง

เขาใช้โอกาสอีกครั้งกับเงินทุนที่เหลืออยู่ตั้งใจทำร ้านอาหารใหม่ชื่อแซ่บอีลี่คราวนี้เขาไม่ประมาทและตั้ งใจกว่าเดิมอีกหลายเท่า จนวันนี้ร้านแซ่บอีลี่ก็อยู่ได้

ลูกทุกคนของผมรู้ดีว่าสมบัติทุกอย่างที่ผมให้ ถ้าไม่ตั้งใจทำย่อมมีวันหมด ผมให้โอกาสการศึกษาเต็มที่..ที่เหลือเขาต้องเลือกทาง เดินชีวิตด้วยตัวของเขาเองไม่ใช่ผมไม่รักลูก แต่ใช่ว่ามีเงินเยอะๆ แล้วจะดีสำหรับเขาผมอยากให้ลูกได้รู้จักกับความยากลำ บาก ไม่อยากให้เคยชินกับความสบาย

ไปต่างประเทศด้วยกันทุกครั้ง ลูกๆ ทุกคนต้องนั่งเครื่องบินชั้นอิโคโนมี บางครั้งน้องเก็ตลูกชายยังเป็นเด็ก เขาเคยแผลงฤทธิ์ไม่พอใจทำไมไม่ได้นั่งบิซิเนสคลาสด้ว ยกัน วันนี้เขาอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ทำงานหาเงินเองได้เมื่อไหร่วันน ั้นเขาจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง

ประสบการณ์สอนให้ผมรู้ว่าเงินเป็นได้ทั้งความทุกข์แล ะความสุข

ในวันที่ต้องดิ้นรน เงิน คือ สิ่งจำเป็น เป็นขนมปังชิ้นแรกที่ประทังชีวิต

ขนมปังชิ้นที่สอง คือ ความอร่อย มีชีวิตที่สุขสบาย หายเหนื่อย
มากกว่านั้น...กินเท่าไหร่ก็เป็นส่วนเกิน

ขนมปังชิ้นที่สาม คือ ยาพิษอะไรที่มากเกินไปมักจะไม่มีประโยชน์ กลายเป็นให้โทษมากกว่าคุณ..เงินก็เช่นกัน...

ถ้าคุณรู้ล่วงหน้าว่าจะมีบุญหล่นทับร่ำรวยเป็นพันๆ ล้านคุณอาจไม่รู้จักคุณค่าของความพยายาม ชีวิตนี้อาจไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องออกแรงดิ้นรนอะไรอี กต่อไป เงินถ้าไม่รู้จักใช้ ไม่รู้จักหา ไม่รู้จักคุณค่า...มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ถ้าหน้าที่ของพ่อแม่คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก เราควรรักลูกแบบไหน?

ลองถามตัวเองดูว่าเรากำลังยื่นขนมปัง "ชิ้นที่สาม" ที่เต็มไปด้วยยาพิษให้ลูกหรือเปล่า

ตัน ภาสกรนที
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
เขียนโดย clicktowes.blogspot.com ที่ 3:32 AM
benz_14 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 14-02-2012, 01:28:57 PM   #27
nidnoi
 
Join Date: May 2008
Posts: 97
Thanks: 2
Thanked 23 Times in 4 Posts
Smile ชิงสุข ก่อนห่าง

มีเรื่องสั้นดีๆที่อ่านแล้ว ดึงความรู้สึกของพ่อแม่ออกมาได้ดีมากเลยเอามาฝาก ชาวbon

ชิงสุข ก่อนห่าง
เขียนเรื่องนี้ในวันที่คนไทยหัวใจร่วงหล่น หลังจากเห็นข่าวเฮลิคอปเตอร์ถึง 3 ลำ ตกที่ป่า
แก่งกระจาน ทั้งพี่ ๆ ทหารและพี่นักข่าวที่แม้ลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ยังอุทิศตนเพื่อการช่วยเหลือ
คนอื่น ทุกคนมีครอบครัว มีคนที่รออยู่ที่บ้าน คุณแม่ของพี่ทหารคนหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ว่า
“เกียรติยศใด ๆ ที่ลูกจะได้รับหลังเสียชีวิต ไม่มีความสำคัญอะไรกับแม่
เท่าที่แม่เห็นลูกเดินกลับเข้าบ้าน” และในที่สุด แม่ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นภาพนั้นอีก
ทหารบางคนเพิ่งแต่งงาน ใช้ชีวิตคู่ได้เพียงวันเดียวก็ต้องไปประจำการ ใครจะ
รู้ว่า เขาจะไม่มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวอีก
ชีวิตคนเราสั้นค่ะ สั้นมากแค่หายใจเข้าแล้วหายใจออกไม่ได้ มันก็จบ
แล้ว ต่อจากนั้นไม่มีใครรู้ แต่ตอนที่เราอยู่ ต้องรู้ว่าควรทำอะไร
ไม่นานนี้ มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่พยาบาลคนหนึ่ง เคยอ่านเรื่องของพี่เขา
จากหนังสือพิมพ์ แล้ววันหนึ่งได้เจอตัวจริง ในใจแอบกรี๊ดอย่างกับได้เจอดารา
พี่แอ้ พรวรินทร์ นุตราวงศ์ พยาบาลวิชาชีพ 7 (วช.) ฝ่ายการพยาบาล
วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล
พี่แอ้เป็นพยาบาลที่ดูแลคนไข้ด้วยยารักษาโรคและยารัก ษาใจ หลังจาก
ได้ผ่านฝันร้ายครั้งใหญ่ในชีวิต สามีป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หมอบอกว่า
ทางรักษามีอยู่ไม่กี่ทาง หนึ่งในนั้นน่าจะเป็นการคีโม ต้องให้ยาทั้งหมด 8 เข็ม
ค่อย ๆ ต่อสู้กันไป ถ้าโชคดี มะเร็งร้ายอาจจะตายด้วยฤทธิ์ยา พี่แอ้และสามี
ตัดสินใจในทันที ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ผลข้างเคียงของคีโมมันทรมานแค่ไหน จากเข็มแรก
สู่เข็มที่สอง และเข็มที่สาม
วันหนึ่ง พี่แอ้เปิดประตูเข้าไปในห้องสามี แปลกใจที่เตียงว่างเปล่า มอง
ออกไปที่ระเบียง เห็นสามีกำลังปีนขึ้นไป เพื่อตัดสินใจฆ่าตัวตาย พี่แอ้วิ่ง
เข้าไปหา น้ำตาไหล และตัดสินใจในวินาทีนั้นว่า ‘หยุด’ พอแล้ว เราจะ
ไม่คีโมกันอีกแล้ว กลับบ้านกัน
“พี่ไม่ยอมให้สามีตายอย่างโดดเดี่ยวแบบนี้ สู้ให้เขากลับไปตายในอ้อม
กอดคนที่เขารักและรักเขาที่สุดดีกว่า หมอบอกว่า ถ้าหยุดไว้แค่นี้ อย่างดี
สามีพี่แอ้คงอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน ไม่เป็นไร แค่ไหนแค่นั้น พอกลับบ้าน สิ่งที่
พี่แอ้ทำทุกวันคือ กอด กอดกันวันละสิบ ๆ ครั้ง เดินสวนกันหน้าห้องน้ำก็กอด
และบอกกันว่า ‘เรารักกันมากแค่ไหน’
“พี่อย่าทิ้งแอ้ไปนะ เราจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ” นอกจากภรรยา
ที่ดูแลสามีด้วยหัวใจ ลูกทุกคน คือพลังที่สำคัญที่สุดในการฉุดรั้งชีวิตพ่อ
วันที่ลูกทำตามความฝัน สอบชิงทุนได้ไปเรียนต่างประเทศในโครงการ
แลกเปลี่ยนฯ 11 เดือน เป็นช่วงเวลาที่พี่แอ้ทรมานหัวใจอีกครั้ง รู้ว่าลูก
เพียรพยายามสอบมาถึง 3 ปี แม่ยินดีให้ลูกไปถึงฝันเสมอ แต่สามีบอกกับ
พี่แอ้ว่า
“ฉันเกลียดเธอ เธอก็รู้ว่าฉันกำลังจะตาย เธอให้ลูกไปทำไม ส่งลูกขึ้น
เครื่องไป เราก็ไม่ต้องเห็นกันอีกแล้วใช่ไหม” พี่แอ้หนีไปร้องไห้ แล้วกลับมา
ด้วยยิ้มใส ๆ เหมือนเดิม
“พี่ ให้ลูกไปเถอะนะ ลูกตั้งใจมากแค่ไหนพี่ก็รู้ 11 เดือน พี่ก็อยู่รอลูกสิ
รอให้ไหว รอเห็นเขาสำเร็จกลับมาไง” แล้วก็กอดกันสองคนร้องไห้ ลูกเองก็
กังวลใจไม่แพ้กัน วันหนึ่งเดินมาบอกกับแม่ว่า
“ไม่ไปแล้วดีกว่าแม่ อยู่กับพ่อดีกว่า ช่างมันเถอะ ไม่ไปเรียนก็เป็นไร”
พี่แอ้กอดลูกแน่น
“ไปเถอะลูก แม่สัญญา วันที่ลูกกลับมา ลูกต้องเห็นพ่ออยู่ตรงนี้ แม่
สัญญา”
จะด้วยความรัก ด้วยหัวใจ ปาฏิหาริย์ หรือด้วยกอด
วันนี้สามีพี่แอ้อยู่รอดปลอดภัยมาได้ 8 ปีแล้วค่ะ ถือเป็น
ของขวัญแห่งชีวิต ทำให้พี่แอ้คิดเยียวยาคนป่วยด้วยกอด
เช่นเดียวกัน เจอกันทุกเช้าให้กอด บอกรักกันทุกวัน คุณตา
คุณยาย ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่พี่แอ้ดูแล เจอหน้าทีไรต้องกอดกัน
มีคุณป้าคนหนึ่ง ป่วยเป็นมะเร็ง นอนรักษาตัวอยู่ที่
โรงพยาบาล วันหนึ่งคุณป้าบอกพี่แอ้ว่า
“หนูอย่าให้ป้าตายก่อนมกราคมนะ” พี่แอ้ยิ้มแล้ว
บอกว่า “ป้าจ๋า ไม่มีใครกำหนดวันตายของเราได้หรอก
หนูเองกลับบ้านวันนี้ อาจถูกรถชนแล้วตายใครจะไปรู้
ทำไมล่ะคะ มกราคมมีอะไร”
“ลูกป้ารับปริญญาเดือนนั้น ป้าอยากเห็นเขาสำเร็จ
นะหนูนะ อย่าให้ป้าตายก่อน” พอรู้แบบนี้สิ่งที่พี่แอ้รีบทำ
คือ ติดต่อกับลูกสาวของป้า ให้ขอใบปริญญาล่วงหน้าจาก
มหาวิทยาลัย
ปรากฏว่า ‘ทำไม่ได้’ ต้องรับพร้อมกันในวันงาน พี่แอ้
ตัดสินใจโทร.ไปที่มหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง เล่าถึงความ
จำเป็นทั้งหมด จนในที่สุด ใบปริญญาได้มาอยู่ในมือลูกสาว
ป้าก่อนมกราคม ขั้นต่อไปคือเช่าชุดครุย แล้วงานรับ
ปริญญาเล็ก ๆ ในโรงพยาบาล ก็เริ่มขึ้น แม่กอดลูกสาวที่
ถือใบปริญญา ถ่ายรูปเป็นสิบ ๆ ใบ แม้ภาพถ่ายจะมีสาย
น้ำเกลือระโยงระยางอยู่ข้างหลัง แต่จะสนใจทำไม คุณป้า
ยิ้มแย้มแจ่มใสถ่ายรูปกับลูกสาวไม่รู้เหนื่อย ได้รูปแล้ว พี่แอ้
ขอให้ลูกสาวป้าไปขยายรูปใส่กรอบอย่างดีแล้วเอามาไว้ท ี่
โรงพยาบาล
คุณป้านอนกอดรูปอย่างมีความสุขทุกวัน วันหนึ่ง
ป้าบอกกับพี่แอ้ว่า
“หนูรู้ไหม ป้าเลี้ยงลูกมาคนเดียวเลยนะ เหนื่อยมาก
แต่วันนี้ชื่นใจที่สุด ป้าทำสำเร็จแล้วใช่ไหมหนู”
พี่แอ้น้ำตาซึม ได้แต่กอดแล้วบอกว่า “ป้าจ๋า ป้าเก่ง
ที่สุด ป้าส่งเขาถึงฝั่งแล้ว ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้วนะ” เช้า
วันรุ่งขึ้น คุณป้าก็สิ้นลมอย่างสงบ ท่ามกลางรูปที่ถ่ายกับ
ลูกสาว ใบปริญญาของลูก กลายเป็นรางวัลยิ่งใหญ่สำหรับ
แม่ที่บอกว่า ‘แม่ทำสำเร็จแล้ว’
วันหมดลมหายใจ ไม่มีใครบอกได้ แต่สิ่งที่เรารู้ได้คือ
เราจะทำอะไรก่อนที่จะถึงวันนั้น คนป่วยอาจจะโชคดีกว่า
เล็กน้อยที่พอจะรู้ว่า เวลาของเขามีอีกไม่มาก อยากทำ
อะไรให้รีบทำ แต่คนที่สบายดี บางทีก็เศร้าพร่ำเพรื่อ ใช้
ชีวิตแบบที่คิดว่า ฉันคงไม่ตาย แล้ววันหนึ่งจะมาเสียดายที่
มีอะไรอีกมากมาย ซึ่งยังไม่ได้ทำ
และหนึ่งในนั้นคือ กอดคนที่เรารักได้แน่นที่สุด
หรือยัง

เรื่อง : ดีเจอ้อย/คลื่นหัวใจ
nidnoi is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 07-04-2012, 03:47:29 PM   #28
america
 
Join Date: Apr 2012
Location: USA
Posts: 18
Thanks: 0
Thanked 5 Times in 1 Post
Default

เป็นกำลังใจที่ดี นะครับ
america is offline   Reply With Quote
Old 02-10-2012, 05:35:57 PM   #29
nathapol
Administrator
 
nathapol's Avatar
 
Join Date: Dec 2005
Location: Hua Hin
Posts: 5,099
Thanks: 2,718
Thanked 8,975 Times in 1,086 Posts
Default วิ่งตามอะไรกันในชีวิต

มีเรื่องเล่าว่า... มีพระองค์หนึ่ง...ชอบทำอะไรแปลกๆ...
วันหนึ่ง...พวกกรุงเทพฯ...เอากฐินไปทอดที่วัด...

จัดงานกันใหญ่โต...มีหนัง...มีลิเก...มีดนตรี...ผู้ค นแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน...
ก่อนทอดกฐิน..ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา...
หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา...
บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง...แล้วเอาเชื อกมาด้วย...
หลวงพ่อจัดการ...เอาเนื้อ...ผูกติดกับหลังหมา...

ผูกเสร็จ...ก็ปล่อยหมา ...
หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง...ก็ไล่งับ...
พอหัวโดดงับ...ตัวก็ขยับหนี...
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง...
ยิ่งโดดงับเร็ว...ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว...
โดดไม่หยุด...เนื้อก็หนีไม่หยุด...น่าสงสารหมามาก...


หมาโดดอยู่นาน...งับเท่าไหร่...เนื้อก็ไม่เข้าปากสัก ที...
ผู้คนบนศาลา...พากันหัวเราะชอบใจ...
หัวเราะเยาะหมา...ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้...
ไล่งับ...จะกินเนื้อ...ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต...

หลวงพ่อ...มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว...
ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา...
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า...


มนุษย์เรา...มีความรู้สึกว่า...ตัวเองพร่อง...ตัวเอง ยังไม่เต็ม...
ต้องเติมตลอดเวลา...เติมไม่หยุด...เพื่อให้ตัวเองเต็ ม...


เราอยากสวย...อยากทันสมัย...
ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด...ทันสมัยที่สุดใส่...
ดีใจได้เดือนเดียว...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...สวยกว ่า...ทันสมัยกว่า...
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่...
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน...รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว...


ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด...
๒ เดือนต่อมา...มีรุ่นใหม่กว่าออกมา...ของเราตกรุ่น...

ซื้อรถเบนซ์...ทันสมัยที่สุด...แพงมาก...
ขับได้ ๖ เดือน...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...
ทันสมัยกว่า...แพงกว่า...ของเรากลายเป็นเชย...

เราต้องก้มหน้าก้มตา...ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน...หาเงินมา...
เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย...
ซื้อเสื้อผ้าใหม่...มือถือใหม่...คอมพิวเตอร์ใหม่... รถยนต์คันใหม่...
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส...
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น...


ปัจจุบัน...
เรากำลังไล่งับความทันสมัย...เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้ อบนหลังของมัน...
ทั้งที่รู้ว่า...ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต...ก็ไม่มีทาง ตามทัน...
น่าสงสารไหมโยม...

คนเต็มศาลา...เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น...
ด่าว่า...หมามันโง่...
ตอนนี้เงียบสนิท...เหมือนไม่มีคนอยู่...


ไม่รู้ว่า...กำลังสงสารหมา...
หรือ...กำลังทบทวนความโง่...ตัวเอง
nathapol is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 19-08-2013, 09:41:30 PM   #30
vilart99
 
vilart99's Avatar
 
Join Date: Feb 2006
Location: Bangkae
Posts: 2,236
Thanks: 1,062
Thanked 629 Times in 279 Posts
Default เรื่อง น้องชายของฉัน

เคยลงไว้ให้เพื่อนอ่าน ไม่รู้ว่าหายไปไหน เลยมาลงไว้ใหม่

เรื่อง น้องชายของฉัน

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ ร้อนระอุ
ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่ เพื่อนๆ

ของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง

พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง

โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

" ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า

" ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ ะ"

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น

ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพ ูดว่า

" ผมขโมยเองครับ"

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอ ย่างต่อเนื่อง

พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด

จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย

พ่อนั่งลงบนเก้าอี้

และด่าว่าน้องชายของฉัน

" ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแ กจะทำชั่วอะไรอีก

แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้

หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด

แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

" พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้

ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ



หลายปีผ่านไป

แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เล ย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...


เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น

เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน

ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย

ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน

ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า

" ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า

" แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม ่ค่อยมีเงิน"

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า

" ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"

พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

" ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้

ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน

พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ

ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ

ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้ นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"

แต่ในขณะเดียวกัน

ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้ .......


วันต่อมาในตอนเช้ามืด

น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตั วเพียงไม่กี่ชิ้น

และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว

ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

ขณะฉันกำลังหลับ

" พี่ครับ การจะเข้ามหาวิท ยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....

ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"

ฉันนั่งอยู่บนเตียง

อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......

ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี .....


ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน

รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากกา รทำงานเป็น

กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ ......

ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก

เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า

" มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???

ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่

ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อส ร้าง
...

ฉันถามเขาว่า

" ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า

" ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้อง พี่ เพื่อนๆ

ก้อได้หัวเร าะเยาะพี่กันพอดี"

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง

และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

" พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง

เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน

แล้วพูดว่า

" ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด

ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็น เวลานาน

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .


วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก

ฉันสังเกตเห็นว่า

หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า

" แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก

เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า

" แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก

วันนี้เค้าขอเลิกงา นเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน

ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ

น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อ ได้เห็นบาดแผลบนมือ

ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด " เจ็บมากไหม"

ฉันถาม

" ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ

มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด

แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ

และ..."

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด

เพราะฉันหันหน้าหนีเขา

น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

" เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...


หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...

แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง

แต่เมื่อออกไปแล้ว

ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี

จึงได้ย้า ยกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม

น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแ ม่ย้ายออกไป ...

เขาบอกกับฉันว่า

" พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดู แลพ่อและแม่ทางนี้เอง"

สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว

เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จ ัดการบริษัท
...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล

และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด

เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล

น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา

... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!

ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างน ี้

ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด

ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

" พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขย เพิ่งจะได้เป็นประธาน

ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ

คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....

ฉันบอกกับน้องว่า

" แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."

" ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"

น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...



เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี

เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน

ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

" ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล " พี่สาวของผมครับ" .....

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

" ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง

เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.

เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน

วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง

พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง

และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้าง เดียวเดินเป็นระยะทางไกล

เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว

เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ....... นับจากวันนั้น

ผมสาบานกับตัวเอง

ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี

และจะทำดีกับเธอ"

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว

สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......

" ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้

น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ

วันในชีวิตของคุณและเขา

คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่ง เล็กๆน้อยๆ

แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง

.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ

พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน

หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม


จบบริบูรณ์....


ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่ บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

ส่วนน้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า

" ซัมซุง"


และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์
โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับ

บู มิง ฮอง

Last edited by vilart99; 19-08-2013 at 10:04:58 PM.
vilart99 is online now   Reply With Quote
Reply

Thread Tools Search this Thread
Search this Thread:

Advanced Search
Display Modes

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +7. The time now is 07:55:41 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.7
Copyright ©2000 - 2020, vBulletin Solutions, Inc.