Go Back   BenzOwner.NET > หมวดทั่วไป > บาร์เบียร์

Reply
 
Thread Tools Search this Thread Display Modes
Old 18-10-2017, 09:55:07 AM   #31
Niroj3536
 
Join Date: Oct 2012
Location: Hometown : Sukhothai Family Home : Korat
Posts: 979
Thanks: 3,896
Thanked 627 Times in 335 Posts
Default

ขอบพระคุณสำหรับข้อมูลดีๆ การ DIY เปลี่ยนตลับลูกปืน ทั้งนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจของเพื่อนๆ สมช.ว่าควรเลือกวิธีซื้อลูกรอกใหม่ทั้งชุด หรือเลือกวิธีเปลี่ยนเฉพาะลูกปืนที่เราย่อมมั่นใจในแ บรนด์ลูกปืนดี
จึงใคร่ขอทราบข้อมูลค่าใช้จ่าย ได้แก่ ค่าตลับลูกปืน + ค่าบริการอัดลูกปืนเก่าออกและอัดลูกปืนใหม่เข้า ด้วยครับ
Niroj3536 is offline   Reply With Quote
Old 19-10-2017, 08:14:58 PM   #32
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,019
Thanks: 2,180
Thanked 1,075 Times in 494 Posts
Default

ตลับลูกปืน SKF3202 A-2ZTN9/MT33 ซื้อเมื่อปีที่แล้ว ราคาลดแล้วเหลือแปดร้อยกว่าบาท
ค่าอัดลูกปืนฟรี คือเพื่อนอัดให้ฟรี

เดิมตั้งใจจะมาเปลี่ยนพร้อมกับโช๊คดันสายพานที่ดัง
ณ.ตอนนั้น ลองหมุนลูกรอกยังดีอยู่ แน่น ไม่มีสดุด ไม่มีเสียง
คิดว่าจะใช้ได้อีกนาน ใช้ต่อมาได้เกิน 1 ปี กับอีกไม่กี่วัน
ลูกปืนก็ดัง ฝาปิดหลุด ลูกปืนแถวหน้าหลุดหาย
ดีแต่ว่าลูกปืนแถวสองยังอยู่ แต่จารบีแห้งหมดแล้ว
ถึงขั้นนี้ขับเร็วยังกลัวมันจะหลุด รีบไปอู่ให้เขาจัดการให้

ซื้อลูกรอกสายพาน มีลูกปืนใส่มาเรียบร้อย
แถวหลังวัดโสม ราคาแปดร้อยกว่าบาท ถูกกว่าตลับลูกปืนข้างบนอีก
แต่คุณภาพต้องรอพิสูจน์ครับ
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 19-10-2017, 09:09:55 PM   #33
Coffee Cup
 
Coffee Cup's Avatar
 
Join Date: Mar 2009
Posts: 3,896
Thanks: 3,047
Thanked 8,646 Times in 2,327 Posts
Default

http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=18979

ขออนุญาตคุยเรื่องการเปลี่ยนตลับลูกปืนลูกรอก
ตัวปรับสายพานหน่อยนะครับ

ผมเปลี่ยนตลับลูกปืนลูกรอก KOYO เบอร์ 5202zz
ตลับลูกปืน KOYO Made in Japan 295.-บาท มาตั้งแต่
เดือน 3/2555นับเวลาถึงตอนนี้ก็ 5 ปีเศษแล้วก็ยังใช้ได้เป็นปกติ
อยู่นะครับ

แต่ผมได้ ถอดออกมาใส่จาระบีของเบนซ์ 2 - 3 หนแล้วครับ
แต่รถผมเอาเป็นมาตรฐานไม่ได้ เนื่องจากใช้งานจริงเป็น กม.
น้อยกว่าคนอื่นครับ ปีละไม่ถึง 10,000.- กม.ครับ
Coffee Cup is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 19-10-2017, 09:19:01 PM   #34
Coffee Cup
 
Coffee Cup's Avatar
 
Join Date: Mar 2009
Posts: 3,896
Thanks: 3,047
Thanked 8,646 Times in 2,327 Posts
Default

http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=49616

ผมเคยถ่ายรูปเอาเรื่องวิธีการเปลี่ยนลูกปืนลูกรอกสาย พาน
มาลงไว้ตอนที่ผมเปลี่ยนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่รูปภาพประกอบ
มันหายไปหมดแล้วครับ
Coffee Cup is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 19-10-2017, 10:35:16 PM   #35
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,019
Thanks: 2,180
Thanked 1,075 Times in 494 Posts
Default

ผมใช้ข้อมูลของพี่ coffee cup เรื่องตลับลูกปืน และการเปลี่ยนนี่ละครับ
ท่านอื่นลองใช้ Koyo ก็เป็นทางเลือกที่ไม่แพงครับ
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 13-11-2017, 09:27:12 PM   #36
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,019
Thanks: 2,180
Thanked 1,075 Times in 494 Posts
Default เปลี่ยนหัวเทียน และทำความสะอาดเซ็นเซอร์

เมื่อหลายวันก่อน สตาร์ทเครื่องตอนเช้าครั้งแรก รอบเครื่องยนต์ค้างอยู่ที่พันกว่ารอบ
หลังจากผ่านไปนาทีกว่า รอบก็ไม่ลงค้างที่เดิม ปกติรอบควรลงมาที่ประมาณ 750 rpm
ต้องย้ำคันเร่งช่วยสองสามครั้ง รอบจึงลงมาเป็นปกติ
ก่อนหน้านี้มีอาการขณะเครื่องยนต์เดินเบา สะดุดเล็กน้อยบางจังหวะ
ขณะรถจอดรอติดสัญญาณไฟแดง แต่อาการนี้ไม่ได้เป็นทุกครั้ง
เช็คจากบันทึก เปลี่ยนหัวเทียนครั้งสุดท้าย ได้ผ่านการใช้งานมาแล้ว 45,0xx ก.ม.
มีเวลาจึงเปลี่ยนหัวเทียน และทำความสะอาดอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่อง

ลำดับการถอดชิ้นส่วนเริ่มจากถอดสายสัญญาณ Air Mass, กรองอากาศ, Air Mass,
ท่อข้ามเครื่อง, Air Temp. Sensor, ฝาครอบหัวเทียน .........






1.ถอดสาย Air Mass Sensor








2.ถอดฝาครอบกรองอากาศ และไส้กรองอากาศ








3.ถอด Air Mass Sensor








4.ถอดท่อข้ามเครื่อง








5.ถอด Air Temp. Sensor หลังจากท่อข้ามเครื่องหลุดจากไอเดิลฯจะง่ายขึ้น








ครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยน Air Temp. Sensor แค่ถอดออกมาใช้ Contact Cleaner ฉีด
ทำความสะอาดเท่านั้น เผื่อบางท่านอยากรู้ Part No. เอารูปมาลงให้ดู







6.ถอดฝาครอบหัวเทียน







เมื่อถอดฝาครอบหัวเทียนออกแล้ว เพื่อป้องกันการสลับสายหัวเทียน
จึงเปลี่ยนหัวเทียนทีละสูบ โดยใช้มือดึงที่ขั้วสายโดยดึงขึ้นมาตรงๆ
อาจแน่นหน่อยเมื่อหลุดออกมาแล้ว ใช้ลูกบล็อก #16 ด้านในลูกบล็อก
จะมีจุกยาง เมื่อหัวเทียนหลุดจากฝาสูบ ลูกยางจะยึดหัวเทียนไว้
สามารถดึงหัวเทียนขึ้นมาโดยง่าย หยิบหัวเทียนใหม่ขึ้นมาสังเกตดูว่า
ระยะเขี้ยวหัวเทียนปกติไหม เพราะปกติจะตั้งมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว
หัวเทียนใหม่ระยะเขี้ยวจะชิดกับแกนหัวเทียน มากกว่าหัวเทียนเก่าเล็กน้อย
เมื่อนำมาเทียบกัน

นำหัวเทียนใหม่ใส่ลูกบล็อกพร้อมด้ามต่อ ใช้มือหมุนเข้าให้สุดเกลียวก่อน
จึงใช้ด้ามขันฟรีขันให้แน่น ก่อนใส่ปลั๊กสายหัวเทียนใช้ซิลิโคนสเปรย์ฉีด
บริเวณรูยางเล็กน้อย ดึงปลั๊กหัวเทียนครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องออกแรงเยอะ


หัวเทียนที่เปลี่ยนใช้แบบเดิมๆ ซึ่งถูกและดีอยู่แล้ว







สภาพหัวเทียนเก่า






.

Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 10:27:11 PM..
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 13-11-2017, 09:34:00 PM   #37
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,019
Thanks: 2,180
Thanked 1,075 Times in 494 Posts
Default

เมื่อเปลี่ยนหัวเทียนครบทุกสูบ ใส่ฝาครอบหัวเทียนแล้ว ก่อนใส่ท่อข้ามเครื่อง
ผมใช้สเปรย์ทำความสะอาดลิ้นปีกผีเสื้อ ฉีดบริเวณลิ้นปีกผีเสื้อของไอเดิลฯ
ถ้าไปที่อู่ช่างอาจถอดทั้งชุดไอเดิลฯมาล้างด้วยน้ำมั นเบนซิน
สำหรับ Air Temp. และ Air Mass ผมใช้ Contact Cleaner ฉีดบริเวณ Sensor
ก่อนประกอบกลับ







ไส้กรองอากาศทำความสะอาดมาสองครั้ง เปลี่ยนใหม่เลยดีกว่า







เครื่องมือที่ใช้ถอดเปลี่ยนหัวเทียน







ชุดเครื่องมือที่ควรมีไว้ใช้







.

Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 10:05:48 PM..
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 14-11-2017, 09:24:52 AM   #38
Cobra4971
 
Join Date: May 2012
Posts: 1,352
Thanks: 331
Thanked 2,474 Times in 925 Posts
Default

อ้างถึง:
Originally Posted by Mr.Lo View Post
ผมใช้ข้อมูลของพี่ coffee cup เรื่องตลับลูกปืน และการเปลี่ยนนี่ละครับ
ท่านอื่นลองใช้ Koyo ก็เป็นทางเลือกที่ไม่แพงครับ
2j gte ผมใช้ KOYO มาครบปีแล้ว ไม่มีปัญหา ราคาบ้านนอกตลับละ
๖๐ บาท ครับ
Cobra4971 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 16-11-2017, 05:47:52 PM   #39
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,019
Thanks: 2,180
Thanked 1,075 Times in 494 Posts
Default สภาพหัวเทียนสามารถบอกสภาพเครื่องยนต์ได้

.
สภาพหัวเทียนถอดจากเครื่องยนต์ทั่วไป





ภาพที่ 1 สภาพหัวเทียนปกติ
ฉนวนจะออกสีขาว-ขาวเทา-ขาวเหลือง-หรือขาวน้ำตาล
แสดงว่าการเผาไหม้สมบูรณ์ ค่าความร้อนหัวเทียน หรือเบอร์หัวเทียนถูกต้อง
ส่วนผสมน้ำมันกับอากาศ, จังหวะการจุดระเบิดถูกต้อง
โช๊คอัตโนมัติทำงานถูกต้องขณะเครื่องเย็น
ไม่มีคราบเกาะจากน้ำมันเครื่อง และอุณหภูมิสันดาปไม่สูงเกินไป

ภาพที่ 2 สภาพมีคราบคาร์บอนเกาะ
ฉนวน-แกนอีเล็กโทรด-เขี้ยวหัวเทียน มีคราบเหมือนฝุ่นดำเกาะ
แสดงว่าการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ส่วนผสมน้ำมันกับอากาศไม่ถูกต้อง
อาจเกิดจาก หัวฉีดจ่ายเชื้อเพลิงมากเกินไป, กรองอากาศสกปรกหรือตัน,
โช๊คอัตโนมัติทำงานผิดปกติขณะเครื่องเย็น, ขับรถช่วงสั้นๆเป็นประจำ,
ใช้หัวเทียนเบอร์ไม่ถูกต้อง หรือเบอร์หัวเทียนเย็นไป
คราบคาร์บอนที่เกาะอยู่ที่หัวเทียน จะมีสภาพเหมือนถ่านติดไฟแดง
ในห้องเผาไหม้ขณะเครื่องยนต์ทำงาน ทำให้เกิดการชิงจุดระเบิดได้
และสตาร์ทติดยากขณะเครื่องเย็น

ภาพที่ 3 ยังไม่ได้หามาให้ดูครับ
สภาพหัวเทียนแฉะ ไม่แห้งสนิทมีคราบคาร์บอนเหนียวเกาะ เกิดจากมีน้ำมันเครื่อง
รั่วเข้ากระบอกสูบ อาจเกิดจากแหวนกวาดน้ำมันลูกสูบชำรุด-เติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป
หรือรั่วเข้าทางปลอกวาวล์ฝาสูบ



สภาพหัวเทียนอื่นๆสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากลิ้งค์ข ้างล่าง
https://www.pakwheels.com/forums/t/w...olutions/64065

หรือดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ตามลิ้งค์ข้างล่าง
https://www.boschautoparts.com/docum...2-1dadd0d5def6


.

Last edited by Mr.Lo; 30-11-2017 at 10:01:50 PM..
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 19-03-2018, 03:03:54 PM   #40
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,019
Thanks: 2,180
Thanked 1,075 Times in 494 Posts
Default การเลือกใช้น้ำมันเครื่อง (Motor Oil)





การเลือกใช้น้ำมันเครื่อง (Motor Oil)

นั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนยังไงดี ตัดสินใจว่าใช้ภาษาเขียนแบบบ้านๆดีที่สุด
น้ำมันเครื่องที่เหมาะกับเครื่องยนต์ของเรานั้น ให้ดูคู่มือรถยนต์เป็นสำคัญ
ซึ่งจะอ้างอิงมาตรฐานผู้ผลิต เช่น Mercedes Benz 229.1, 229.3, 229.5 เป็นต้น
ขณะเดียวกันอ้างอิงตามมาตรฐานสากล เช่น API, ACEA, ILSAC
บ้านเราจะคุ้นกับมาตรฐาน API (American Petroleum Institute)
ซึ่งแบ่งน้ำมันเครื่องตามประเภทเครื่องยนต์ออกเป็น 2 กลุ่มคือ
1.เครื่องยนต์เบนซิน มาตรฐานใช้อักษร S นำหน้าเช่น SF, SL, SM, ล่าสุดคือ SN
2.เครื่องยนต์ดีเซล มาตรฐานใช้อักษร C นำหน้าเช่น CH-4, CI-4, CJ-4, ล่าสุด CK-4
โดยทั่วไปมาตรฐานล่าสุด สามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์รุ่นเก่าทั้งเบนซินและดีเ ซล
อาจมีข้อยกเว้นสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ใช้งาน หนัก ที่ควรใช้ตามที่ผู้ผลิต
แนะนำ เพราะมาตรฐานใหม่จะเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม และการประหยัดพลังงานพลังงาน

เลือกน้ำมันเครื่องความหนืดแบบไหนดี
ความหนืดที่เราคุ้นเคยคือ SAE (Society of Automotive Engineers) Standard
ความหนืดน้ำมันเครื่องแบ่งเป็น 2 อย่างคือ Single Grade และ Multi Grade
จะกล่าวเฉพาะแบบ Multi Grade เพราะใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน
จุดประสงค์น้ำมันเครื่องมัลติเกรด ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในทุกสภาพอากาศของท้องถิ่น
ตั้งแต่หน้าหนาวจนถึงหน้าร้อน ในบางประเทศอุณหภูมิในแต่ละฤดูแตกต่างกันมาก
สมัยก่อนที่ยังไม่มีน้ำมันเครื่องมัลติเกรด หน้าหนาวใช้น้ำมันเครื่องใสหน่อย
พอเข้าหน้าร้อนต้องเปลี่ยนใช้น้ำมันเครื่องข้นหน่อย



น้ำมันเครื่องมัลติเกรด เลือกความหนืดเบอร์อะไรดี






15W40, 10W40, 5W40, 0W40 ตัวอย่างข้างต้นเป็นน้ำมันเครื่องที่มีขายทั่วไป
ตัวเลขหลังอักษร W คือเลข 40 บอกความหนืดน้ำมันเครื่อง สำหรับอากาศหน้าร้อน
ส่วนตัวเลขหน้าอักษร W ตัวเลขจะบอกความหนืดน้ำมันเครื่อง สำหรับอากาศหน้าหนาว
ตัวเลขหน้าอักษร W น้อยจะเหมาะสมใช้งานในสภาพอากาศที่หนาวกว่า
เขียนให้เข้าใจง่ายๆคือ ความหนืดหรือความข้นใส เปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ
มากหรือน้อย เช่น 15W40 ที่อุณหภูมิอากาศภายนอก 0 C น้ำมันจะหนืดกว่า 0W40
ตัวเลขหน้า W สำคัญมากสำหรับรถใช้ในเมืองหนาว ขณะสตาร์ทครั้งแรกในตอนเช้า
หากน้ำมันหนืดมากจะสตาร์ทติดยาก น้ำมันหล่อลื่นจะถูกส่งไปส่วนต่างในเครื่องยนต์
ช้ากว่าเมื่อเทียบกับน้ำมันที่หนืดน้อยกว่า แม้เป็นเวลาเสี้ยววินาทีก็มีผลกับประสิทธิภาพ
การหล่อลื่น ตลอดจนการสึกหรอของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์
สำหรับบ้านเราตัวเลขหน้า W อาจไม่สำคัญนัก แต่มันพอจะบอกถึงคุณภาพ Base Oil
ที่นำมาใช้ผลิตเป็นน้ำมันเครื่อง สังเกตได้ว่าน้ำมันเครื่องตัวเลขหน้าอักษร W ยิ่งต่ำ
ราคาจะแพงกว่า เช่น 0W40 ราคาจะแพงกว่า 10W40

สรุปวิธีเลือกเบื้องต้น
1.เลือกน้ำมันเครื่องให้เหมาะกับประเภทเครื่องยนต์คื อเบนซิน หรือดีเซล
2.ใช้มาตรฐานน้ำมันเครื่อง และความหนืดตามที่ผู้ผลิตแนะนำ
คือตัวเลขหลังตัวอักษร W ส่วนตัวเลขหน้าอักษร W ไม่สำคัญสำหรับ
อากาศบ้านเรา แต่เป็นตัวบอกคุณภาพน้ำมันเครื่องได้ระดับหนึ่ง
มาตรฐานใหม่สุด เช่น SN จะใช้ได้กับเครื่องยนต์เบนซินรุ่นเก่าทุกรุ่น
3.ไม่ควรใช้น้ำมันความหนืดน้อยกว่า หรือมากกว่าที่ผู้ผลิตแนะนำ
เพราะว่าเครื่องยนต์รุ่นใหม่ได้พัฒนาไปมากในทุกๆด้าน จึงสามารถใช้
น้ำมันหล่อลื่นที่ความหนืดต่ำกว่าเครื่องยนต์รุ่นเก่ า เน้นประหยัดเชื้อเพลิง
มีกรณีเดียวที่เครื่องยนต์หลวมไม่มีกำลังอัด ต้องการใช้รถยนต์ต่อไปสักพัก
อาจเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่หนืดขึ้นสักหนึ่งเบอร์

การเลือกใช้น้ำมันเครื่องแบบธรรมดา, กึ่งสังเคราะห์, สังเคราะห์ 100 %
จะเขียนในรายละเอียดตอนต่อไป
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 22-03-2018, 05:08:31 PM   #41
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,019
Thanks: 2,180
Thanked 1,075 Times in 494 Posts
Default น้ำมันเครื่องประกอบด้วยอะไร

.
น้ำมันเครื่องประกอบด้วยอะไร






น้ำมันเครื่องทุกชนิด จะประกอบด้วย Base Oil 85% + Additive 15% (โดยประมาณ)
กลุ่ม Base Oil ที่นำมาผลิตน้ำมันเครื่อง จะเป็นตัวหลักกำหนดคุณภาพน้ำมันเครื่อง



API ได้แบ่ง Base Oil ออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้







กลุ่มที่ 1 และ 2 ได้จากน้ำมันปิโตรเลียม (Mineral Base Oil)

กลุ่มที่ 3 ได้จากการนำ Mineral Base Oil สองกลุ่มแรก
นำมาผ่านกรรมวิธี Hydro Cracking คุณสมบัติจะเหมือนกับน้ำมันในกลุ่มที่ 2
ต่างกันที่ Base Oil จะมีค่าดรรชนีความหนืด (Viscosity Index) ที่สูงกว่า
เมื่อผลิตเป็นน้ำมันเครื่อง จะมีช่วงอุณหภูมิใช้งานที่กว้างกว่าสองกลุ่มแรก

กลุ่มที่ 4 ได้จากสาร Alpha-olefin สังเคราะห์เป็น Polyalphaolefines (PAO)
มีคุณสมบัติที่ดีกว่า Mineral Base Oil ในกลุ่มที่ 1 – 3

กลุ่มที่ 5 ได้จากการสังเคราะห์เคมีอื่นๆ ที่ไม่จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ถึง 4
ที่นิยมนำมาใช้เป็น Base Oil คือ Ester



คุณสมบัติ Synthetic Base Oil ที่นำมาผลิตสารหล่อลื่น (Lubricants)
Polyalphaolefins และ Diesters เป็นที่นิยมนำมาผลิตน้ำมันเครื่องในปัจจุบัน



.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 31-03-2018, 11:17:56 PM   #42
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,019
Thanks: 2,180
Thanked 1,075 Times in 494 Posts
Default การใช้คำว่าสังเคราะห์ หรือ SYNTHETIC กับน้ำมันเครื่อง

.
แต่ดั้งเดิมนั้นคำว่า Synthetic Base Oil จะหมายถึง Base Oil ในกลุ่ม 4 และ 5
จนถึงปี ค.ศ.1997 บริษัทผู้ผลิตน้ำมันเครื่องชั้นนำ ชนะคดีความให้สามารถ
ใช้คำว่า Full Synthetic กับน้ำมันเครื่องที่ผลิตจาก Base Oil ในกลุ่ม 3
ไม่จำเป็นต้องเป็น PAO (Base Oil ในกลุ่ม 4)
ดังนั้นน้ำมันเครื่อง Base Oil กลุ่ม 3 สามารถใช้คำว่า Full Synthetic บนฉลากสินค้า
วางตลาดขายในตลาดอเมริกา ส่วนประเทศเยอรมัน และญี่ปุ่น ยังไม่ยอมรับกับ
การจัด Base Oil กลุ่ม 3 อยู่ในหมวดของ synthetic

สำหรับประเทศไทย กรมธุรกิจพลังงาน พิจารณาให้น้ำมันเครื่องใช้ Base Oil กลุ่ม 3
ใช้คำว่า synthetic ได้ น้ำมันเครื่องส่วนใหญ่จะไม่บอกประเภทของ Base Oil
ดังนั้นหากต้องการน้ำมันเครื่องคุณภาพสูง ที่เป็น PAO หรือ Ester เราควรที่จะ
พิจารณาความคุ้มค่า กับราคาที่ต้องจ่ายไป
น้ำมันเครื่องปัจจุบันมาตรฐาน API สูงกว่าเดิม เพียงแต่เลือกน้ำมันเครื่องที่มี
มาตรฐาน เปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่อง ตามที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดก็เพียงพอแล้ว
น้ำมันเครื่องธรรมดาอายุการใช้งาน แม้ว่าสั้นกว่าน้ำมันเครื่องสังเคราะห์
แต่อาจคุ้มค่ากว่าเมื่อคิดถึงราคาที่ต้องจ่ายไป กับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

สำหรับท่านที่ต้องการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปในลิ้งค์ที่อ้างอิงด้านล่าง

http://www.machinerylubrication.com/...ose-engine-oil

http://www.machinerylubrication.com/...oil-technology

http://www.machinerylubrication.com/...l-formulations

http://autoviews.blogspot.com/2007/1...etic-oils.html

https://en.wikipedia.org/wiki/Motor_oil

http://www.doeb.go.th/v5/show_km.php?tid=3
.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 12-04-2018, 07:23:07 PM   #43
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,019
Thanks: 2,180
Thanked 1,075 Times in 494 Posts
Talking เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนสวิทซ์ไฟหน้า W124





ปกติเวลาหมุนเปิดสวิทซ์ไฟหน้า จังหวะแรกเปิดไฟหรี่ จังหวะที่สองเปิดไฟใหญ่
หากจังหวะการหมุนลูกบิดไม่เหมือนเดิม ต้องขยับช่วยให้ไฟหรี่ หรือไฟใหญ่ติด
ควรรีบเปลี่ยนสวิทซ์ฯ เพราะถ้าเปิดไม่ติดขณะขับกลางคืนอันตรายครับ
สวิทซ์ไฟหน้าเคยซื้อของมือสองมาเปลี่ยนครั้งหนึ่งแล้ ว ใช้งานได้ไม่นานก็เสีย
สวิทซ์ของใหม่หลังวัดโสมฯ ราคาพันกว่าบาท กับสองพันกว่าบาท
คนขายบอกถ้าใช้เองก็เอาอันแพงไป ก็เชื่อคนขายครับซื้ออันแพงมาเปลี่ยนเอง
ใช้งานมาปีกว่ายังใช้งานดีอยู่ สังเกตว่าสวิทซ์ที่ซื้อมาใหม่เป็นของ Italy มีขั้วเสียบ
มากกว่าของเดิมสองขั้ว แต่เสียบเข้ากับขั้วเดิมของรถได้ และใช้งานไม่มีปัญหา


เปรียบเทียบสวิทซ์ไฟหน้าเดิมกับของใหม่





สมาชิกหากต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นนี้ แนะนำให้ซื้อของใหม่ครับ
เห็นว่าวิธีการเปลี่ยนอาจเป็นประโยชน์กับสมาชิกบางท่ านที่มีเวลา
ชอบที่จะทำด้วยตัวเอง จึงเขียนลำดับขั้นตอนไว้ในห้องสมุด
รายละเอียดสามารถ คลิ๊กเข้าไปดูตามลิ้งค์ข้างล่าง

http://www.benzowner.net/forum/showt...d=1#post917941

.
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 12-04-2018, 08:18:10 PM   #44
Coffee Cup
 
Coffee Cup's Avatar
 
Join Date: Mar 2009
Posts: 3,896
Thanks: 3,047
Thanked 8,646 Times in 2,327 Posts
Default

ขอบคุณสำหรับเรื่องและภาพเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิ ก
เป็นอย่างยิ่ง

ใช้กล้องยี่ห้อะไรรุ่นไหนครับ ภาพคมชัดแจ่มแจ๋วจริงๆ
Coffee Cup is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 12-04-2018, 09:46:41 PM   #45
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,019
Thanks: 2,180
Thanked 1,075 Times in 494 Posts
Default

ใช้กล้องมือถือ Samsung Note 5
แต่งภาพด้วย โปรแกรม PhotoScape เป็นโปรแกรมฟรีในเน็ต
ใช้แต่ของธรรมดาครับ
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 16-05-2018, 08:47:38 PM   #46
Mr.Lo
 
Join Date: Sep 2010
Posts: 1,019
Thanks: 2,180
Thanked 1,075 Times in 494 Posts
Talking เรื่องของยาง

เติมลมยางเท่าไหร่ดี เมื่อเปลี่ยนขนาดยาง


แรงดันลมยางมาตรฐานสำหรับ W124 E220





สติ๊กเกอร์ติดอยู่ด้านในฝาปิดถังน้ำมันรถ W124 E220 ปี 94




ข้อความภาษาอังกฤษ ด้านบนซ้ายบรรทัดที่สอง “Tire pressure cold tires”
เป็นค่าแรงดันลมยางแนะนำ ขณะยางเย็น ให้เติมลมล้อหน้า-หลัง
ตามจำนวนคนและสัมภาระที่บรรทุก แสดงเป็นรูปสัญลักษณ์ดูแล้วเข้าใจง่ายดี
ด้านล่างซ้ายข้อความ “Warm tires up to” + 0.3 bar / + 4 psi
ถ้าเติมลมยางขณะยางเริ่มร้อน ให้เพิ่มแรงดันจากค่าที่แนะนำอีก 4 psi

คำจำกัดความว่า “ยางเย็น” หมายถึงรถจอดนานกว่า 3 ชั่วโมง หรือขับรถ
เป็นระยะทางไม่เกิน 1.6 ก.ม. ด้วยความเร็วปานกลาง แต่คนส่วนใหญ่จะเติมลมยาง
ที่ร้านยางหรือปั้มน้ำมัน ดังนั้นอย่าลืมเพิ่มแรงดันจากค่าแนะนำอีก 3 – 4 psi


มาตรฐานยางที่ใช้กันทั่วไปมี 4 แบบ แต่ที่นิยมใช้ในบ้านเราคือ ISO Metric






อักษรกำกับความเร็วสูงสุดของยาง




เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ ควรใช้ยางที่มีมาตรฐาน Load Index และ Speed Index
ไม่ต่ำกว่ายางเดิมที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนด
เช่นเปลี่ยนขนาดล้อใหญ่กว่าเดิม เลือกใช้ยางขนาด 205/55R16 91V
จากตารางข้างล่าง Load Index 91
แรงดันลมยาง 29 psi สามารถรับน้ำหนัก 1,135 lb หรือ 515 kg
แรงดันลมยาง 36 psi สามารถรับน้ำหนัก 1,356 lb หรือ 615 kg










เราสามารถตรวจสอบน้ำหนักรวมสูงสุด (Permissible total weight)
ที่ผู้ผลิตออกแบบไว้ได้จาก Name Plate บริเวณคานหน้าหม้อน้ำ





จากข้อมูลข้างบนใต้บรรทัด Vin Code
Permissible total weight 1,940 kg (น้ำหนักรวมสูงสุด)
Permissible axle load, axle 1 925 kg (น้ำหนักสูงสุดล้อคู่หน้ารับได้)
Permissible axle load, axle 2 1,015 kg (น้ำหนักสูงสุดล้อคู่หลังรับได้)
ดังนั้นล้อหน้ารับน้ำหนักสูงสุดข้างละ 462.5 kg
ดังนั้นล้อหลังรับน้ำหนักสูงสุดข้างละ 507.5 kg

น้ำหนักรถ W124 E220 รวมอุปกรณ์มาตรฐาน (Curb weight)
ของรถรุ่นนี้อยู่ที่ 1,370 kg น้ำหนักคนและสัมภาระสูงสุดคือ 570 kg
ดังนั้นหากใช้ยางที่มี Load Index 91 เติมลมยาง 29 psi ทั้งสี่ล้อ
รับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด และความเร็วสูงสุดได้แน่นอน
ผู้ใช้สามารถเติมแรงดันลมยางที่เหมาะสม กับการใช้งานประจำวัน
โดยอาศัยข้อมูลยางมาประกอบการพิจารณา


มาตรฐาน ISO Metric สำหรับยางรถยนต์ที่รับน้ำหนักได้สูงกว่าปกติทั่วไป
จะมีพิมพ์ไว้ที่แก้มยาง Reinforced หรือ XL (Extra Load)
ไม่สามารถใช้ตาราง Load Index ข้างบนได้ ต้องใช้ตารางแยกต่างหาก
ท่านที่สนใจต้องการข้อมูล Load Index สำหรับมาตรฐาน ISO Metric Reinforced,
P-Metric, LT-Metric, และ Flotation สามารถดูได้จากลิ้งค์ข้างล่าง

https://toyo-arhxo0vh6d1oh9i0c.stack...s_20170203.pdf

.

Last edited by Mr.Lo; 16-05-2018 at 08:52:49 PM..
Mr.Lo is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Reply

Thread Tools Search this Thread
Search this Thread:

Advanced Search
Display Modes

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +7. The time now is 12:38:06 AM.


Design By: Miner Skinz.com
Powered by vBulletin® Version 3.8.7
Copyright ©2000 - 2018, vBulletin Solutions, Inc.