BenzOwner.NET 421 Forever

Go Back   BenzOwner.NET > หมวดทั่วไป > บาร์เบียร์

Reply
 
Thread Tools Search this Thread Display Modes
Old 19-08-2013, 09:53:07 PM   #31
vilart99
 
vilart99's Avatar
 
Join Date: Feb 2006
Location: Bangkae
Posts: 2,235
Thanks: 1,054
Thanked 617 Times in 274 Posts
Default ตอบได้ดี

นี่อีกเรื่องที่หายไป...

ตอบได้ดี

สาวสวยคนหนึ่งได้ Post ข้อความที่กระทู้ชื่อดัง

หัวข้อ: จะทำยังไงดีคะดิฉันต้องการแต่งงานกับเศรษฐีค่ะ

ขอสาบานว่าสิ่งที่ดิฉันจะพูดเป็นความจริงค่ะ ดิฉันอายุ 25 ปีค่ะ แ่นอนว่าฉันสวย เซ็กซี่ มีรสนิยม ดิฉันอยากจะแต่งงานกับผู้ชายรายได้ซัก 500,000 ขึ้นไป คุณอย่าเพิ่งมองฉันโลภนะคะ รายได้ประมาณ 1,000,000 เนี่ย แค่ชนชั้นกลางในสินธรเอง ฉันไม่ได้เรียกร้องมากไปใช่ไหมคะ

มีใครในกระทู้นี้ รายได้เกิน 500,000 บ้างคะ พวกคุณแต่งงานกันไปหมดแล้วรึยัง กรุณาช่วยตอบคำถามดิฉันทีค่ะ คือดิฉันอยากแต่งงานกับคนที่รวยๆ อย่างพวกคุณ พวกที่ดิฉันเคยคบด้วยเนี่ย มีแต่พวกกะหลั่ว ๆ รายได้อย่ามากไม่เกิน 250,000 เอง รายได้แค่นี้ จะคิดอุตริไปซื้อบ้านแถวสีลมเนี่ย ยังได้แค่มองเลยใช่ไหมคะ

กรุณาตอบคำถามดิฉันดังนี้ค่ะ
1. หลังตลาดหุ้นปิด พวกคุณมักจะไปต่อที่ไหนกันคะ (ชื่อร้าน,ผับ,fitness)
2. ถ้าจะหลีสาว คุณจะมองสาววัยไหนคะ
3. ทำไมคนที่ได้แต่งงานกับคนรวย ๆ ถึงมีแต่พวกอาซิ่มเฉิ่ม ๆ รสนิยมห่วย ๆ ล่ะคะ
4. คุณใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเลือกคนที่คุณจะแต่งงานด้วย คะ

และนี่คือคำตอบของ หนุ่ม Wall Street ท่านหนึ่ง

ถึงคุณสุดสวยครับ

หัวข้อกระทู้ของคุณน่าสนใจมากครับ และคงมีผู้หญิงหลายคนมีคำถามเดียวกันกับคุณ
ขออนุญาตตอบคำถามในมุมมองของนักวิเคราะห์นะครับ รายได้ของผมมากกว่า 500,000 ซึ่งผ่านเกณฑ์ของคุณ ดังนั้นผมเชื่อว่าคำตอบของผม น่าจะไม่ทำให้ผู้ที่อ่านกระทู้นี้เสียเวลาอ่านนะครับ

จากมุมมองของนักธุรกิจ การที่เลือกจะแต่งงานกับคุณนั้น ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด คำตอบนั้นง่ายมาก อธิบายตามตรง จากข้อมูลที่คุณให้มา คุณพยายามจะ Trade ระหว่าง 'ความสวย' กับ 'เงิน'

เมื่อ A มีความสวย และ B มีเงิน แน่นอนว่ามัน Fair และ น่าจะ Square
แต่ก็ติดปัญหาที่ว่าความสวยของคุณนั้นจืดจางลงทุกวัน ในขณะที่เงินของผมไม่ได้ไปไหน ถ้าไม่มีปัญหาอะไร
หรือในอีกทางหนึ่ง รายได้ของผมมีแต่จะเพิ่มทุกปี ในขณะที่คุณไม่ได้สวยขึ้นเมื่อข้ามปี
ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ คุณคือสินทรัพย์ที่เสื่อมค่า ไม่ได้เสื่อมธรรมดานะ เสื่อมแบบอัตราก้าวหน้า ดังนั้นถ้าความสวยคือสิ่งเดียวที่คุณมี ก็จงคิดต่อว่า 10 ปีข้างหน้าจะทำอย่างไร

นิยามที่เราใช้กันใน Wall Street คือ ทุก ๆ การ Trade มี Position การคบกับคุณก็ถือเป็น Position แต่ถ้า Value ของมันลดลง เราจะขายมันทิ้ง ไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะดันทุรังเก็บมันไว้ ซึ่งหมายถึงการแต่งงานที่คุณต้องการ
อาจจะใจดำถ้าผมต้องบอกคุณว่า ถ้า Value ของ Asset ลดลงเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่ขายทิ้ง เราจะ 'ให้เช่าซื้อ'
แน่นอนว่าคนที่มีรายได้เกิน 500,000 ฉลาดพอ พวกเขาแค่คบคุณ แต่จะไม่แต่งงานกับคุณ

ดังนั้นจึงขอแนะว่า คุณควรที่จะหยุดที่จะหาวิธีที่จะได้แต่งงานกับคนรวย และคุณควรที่จะทำให้ตัวเองเป็นคนที่มีรายได้ 500,000 ซะเอง ซึ่งน่าจะมีโอกาสมากกว่าการหาคนรวยแต่โง่คนนึง

หวังว่าคำตอบนี้จะช่วยคุณได้บ้าง
ถ้าคุณสนใจในบริการ 'เช่าซื้อ' กรุณาติดต่อผม

จาก: J.P. Morgan

Last edited by vilart99; 19-08-2013 at 10:05:36 PM.
vilart99 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 22-09-2013, 04:52:09 PM   #32
vilart99
 
vilart99's Avatar
 
Join Date: Feb 2006
Location: Bangkae
Posts: 2,235
Thanks: 1,054
Thanked 617 Times in 274 Posts
Post แว่นตาชีวิต

แว่นตาชีวิต : ใครรวยกว่าใคร ลองคิดดู…!!!

อภิมหาเศรษฐีเกือบจะชราผู้หนึ่ง สุดแสนจะภูมิใจ ที่ลูกชายวันห้าขวบของเขา กำลังจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น จึงจะมีปัญญาส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ได้ โดยส่วนตัวของเขาเอง ก็อยากจะสอนให้ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก ควบคู่ไปกับการสอนทฤษฏีในโรงเรียน

ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูกชายคนเดียว ไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ แล้ววันหนึ่ง เขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่องความยากจน เพราะเขามีความเชื่อว่า ลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน

เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1 คืน กลับถึงคฤหาสน์ของเขาในวันต่อมา มหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่าลูกชายได้อะไรบ้าง จากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน

ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดาว่า เขาขอขอบคุณเป็นอย่างมาก ที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนาและพักแรมที่นั่น ซึ่งทำให้เขาได้พบว่า….

….ชาวนามีที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่
ในขณะที่พ่อมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง แต่ก็ยังน้อยกว่าท้องทำงานของชาวนา

….อาหารที่ชาวนารับประทาน สามารถหาได้ตลอดเวลารอบๆ บริเวณบ้านโดยไม่ต้องซื้อหา
ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่านั้นที่เป็นที่เก็บอ าหาร

…….เวลารับประทานอาหารก็มีเพื่อนคุยอย่างพร้อมหน้าพร ้อมตาพ่อแม่ลูก
ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหารกับโต๊ะอาหาร ที่ยาวเกือบสิบเมตร และมีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน

……ลูกชาวนาที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา ต้องกอดเอวพ่อให้แน่นเพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน
แต่เขาเองต้องนั่งในรถที่ใหญ่โตอยู่ข้างหลังเพียงลำพ ัง โดยมีคนขับรถพาไปทุกที่

………ชาวนามีแสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟส่องสว่างตลอดเวล าในเวลากลางคืน โดยไม่ขาดแคลน
แต่เขาก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน

……..ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำ ภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร ่

………ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีด หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย

ผู้เป็นพ่อฟังแล้วเงียบงัน ลูกชายสบตาพ่อเต็มตา
แล้วจบว่า
“ขอบคุณมากครับพ่อ ที่ช่วยให้ผมได้สำนึกว่า เราจนขนาดไหน”

คุณเห็นด้วยไหมว่า “แว่นตาชีวิต” นี่ช่างเป็นสิ่ง
น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก คิดดูสิว่าโลกจะเปลี่ยนไปสักเพียงใด

ถ้าเราทุกคนเปลี่ยนมา
เป็นปลื้มและพอใจในทุกสิ่งที่เรามี แทนที่จะดิ้นรน
ไขว่คว้าเพื่อสิ่งที่เรายังไม่ได้มา

ขอจงพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อน
ชีวิตหนึ่งของเรานั้น สั้นนัก และเรามีเพื่อนได้น้อยมาก

จงแบ่งปันความรู้สึกที่ดีๆให้เพื่อนของเรา เหมือนที่เราอยากได้
vilart99 is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 26-11-2013, 05:18:01 PM   #33
visith
 
Join Date: Oct 2010
Posts: 30
Thanks: 6
Thanked 13 Times in 8 Posts
Default

"ที่ไร้ก็ไร้สิน ที่มีกินก็เกินมี ที่ไหนจะพอดี คือคำถามประจำมา"
"ถ้าค่ารักษาไม่เกิน 500 บาท ห้ามกู้หนี้ยืมสินมาเป็นค่ารักษาเด็ดขาด แต่ให้ไปทำความดีต่อผู้อื่น ต่อ ๆ ไป"

นี่คือข้อความที่เขียนติดไว้ในคลีนิคแห่งหนึ่ง ของจังหวัดกระบี่ ที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปใช้บริการขอใบรับรองแพทย์มาเ มื่อไม่นานมานี้ สมกับเป็นแพทย์ผู้มีจรรยา จริง ๆ และมีเจตนารมย์ช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้ และยังมีอีกหลายข้อความที่เขียนไว้ แต่จำไม่ได้ เมื่อได้อ่านแล้วมีแต่ความรู้สึก ดี ๆ ที่ประทับใจมาก
visith is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 14-08-2014, 10:02:25 AM   #34
chui
 
chui's Avatar
 
Join Date: Dec 2005
Location: ฐานทัพอากาศดอนเมือง
Posts: 10,064
Thanks: 173
Thanked 3,177 Times in 1,081 Posts
Default

เรือสำราญลำหนึ่งเจอมรสุมทางทะเล บนเรือมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง กระเสือกกระสนมาถึงเรือชูชีพ
แต่อนิจจาบนเรือชูชีพมีเพียงที่ว่างที่เดียว ทันใดนั้น สามีผลักภรรยาไปข้างหลัง ตนเองโดดขึ้นไปบนเรือชูชีพ
ภรรยายืนอยู่บนเรือที่ค่อยๆจมลง ตะโกนไปที่สามีประโยคหนึ่งว่า....
เล่าถึงตอนนี้อาจารย์ถามนักเรียน "พวกเธอเดาซิ ภรรยาจะตะโกนว่าอะไร"
พวกนักเรียนต่างโกรธเกรี้ยว ต่างพูดว่า "ฉันเกลียดคุณ ฉันมันตาบอด"
แล้วตัวคุณคิดว่าสามีเป็นคนอย่างไร เล่าต่อ ....
ณ บันดล อาจารย์สังเกตุเห็นนักเรียนคนหนึ่งไม่พูดไม่จาตลอดเว ลา
ครูเลยถามเขา นักเรียนคนนี้พูดว่า "อาจารย์ หนูคิดว่าผู้หญิงคงจะตะโกนว่า---ดูแลลูกเราให้ดีดีนะคะ"
อาจารย์ตกใจ ถามว่า "เธอเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้แล้ว ใช่ไหม"
นักเรียนสั่นหัว "ไม่เคย แต่ตอนแม่หนูป่วยหนักก่อนตาย ได้พูดแบบนี้กับพ่อหนูค่ะ"
อาจารย์ซึ้งใจและพูดว่า คำตอบถูกต้อง เรือจมลงไปแล้ว ผู้ชายกลับไปถึงบ้าน
เลี้ยงดูบุตรสาวตามลำพังจนโต หลายปีผ่านไป ผู้ชายป่วยตาย
ลูกสาวจัดข้าวของของพ่อ พบไดอารี่ของพ่อ ที่แท้พ่อกับแม่ไปเที่ยวเรือสำราญ
แม่ก็ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เงื่อนเวลาแห่งความเป็นความตาย
พ่อฉวยโอกาสเดียวที่จะรอดชีวิต เขาเขียนในไดอารี่ว่าฉันอยากจะจมลงใต้ทะเลพร้อมเธอ
แต่ฉันทำไม่ได้ เพื่อลูกสาว ฉันจำต้องให้เธอนอนหลับยาวอยู่ใต้ทะเลลึก
นิทานเล่าจบ ห้องเรียนเงียบกริบ อาจารย์รู้ว่า นักเรียนต่างก็เข้าใจนิทานเรื่องนี้กันหมดแล้ว
มาถึงตรงนี้ คุณคิดว่าสามีเป็นคนอย่างไร ความคิดเปลี่ยนไปรึยัง
ความดีและความชั่วในโลกนี้บางครั้งดูสับสนไม่ชัดเจน แยกแยะไม่ออก
เพราะฉะนั้น อย่าด่วนตัดสินใจอย่างผิวเผิน ขาดความรอบคอบ ให้ไตร่ตรองก่อนเสมอ
คนที่ชอบแย่งจ่ายบิลก่อน ---> ไม่ใช่เพราะรวยหรือมีเงินมาก
แต่ให้ความสำคัญของมิตรภาพมากกว่าเงินทอง
เวลาทำงาน คนที่ยินดีทำมากกว่าคนอื่น ----> ไม่ใช่เขาซื่อหรือโง่
แต่เขารู้หน้าที่ และยอมเสียสละ
หลังจากทะเลาะกัน คนที่ขอโทษก่อน ---->ไม่ใช่เขาผิด
แต่เขารู้จักทนุถนอมคนข้างกาย
คนที่ยอมช่วยเหลือคุณ -----> ไม่ใช่ติดค้างอะไรคุณ
แต่เขาเห็นคุณเป็นเพื่อนแท้
คนที่ส่งข่าวสารให้คุณบ่อยๆ ------> ไม่ใช่ว่างจนไม่มีอะไรทำ
แต่เพราะว่า ในใจเขามีคุณ
__________________
Standards Make No Differences
chui is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 04-05-2018, 12:21:19 PM   #35
Coffee Cup
 
Coffee Cup's Avatar
 
Join Date: Mar 2009
Posts: 4,157
Thanks: 3,338
Thanked 9,110 Times in 2,531 Posts
Default

My Last Job Interview.

OFFICER:- What is your name?

Me :- M.P. sir

OFFICER:- In full please

Me:- Marvin Paul

OFFICER:- Your father's name?

Me:- M.P. sir

OFFICER:- What does that mean?

Me:- Martin Paul

OFFICER:- What is your qualification?

Me:- M.P.

OFFICER:- (angry) What is that?!!!

Me:- Maths and Physics

OFFICER:- So why do you need a job?

Me:- It is because of M.P. sir

OFFICER: Meaning?

Me:- Money Problem

OFFICER:- Would you explain yourself and stop wasting my time? What's your personality like?

Me: MP sir.

OFFICER: And what is that?

Me:- Marvelous Personality

OFFICER:- I see... I will get back to you.

Me:- Sir, how was M.P. sir?

OFFICER:- And what's that again?

Me:- My Performance.

OFFICER:- I think you have M.P.

Me:- What’s that?

OFFICER:- Mental Problem!!!

Don't laugh alone.
Send this to M.P. (Many People) those are saved in your M.P. (Mobile Phone)
to put a smile on their faces.

I have sent this to u because u are M.P. (My People).
Coffee Cup is offline   Reply With Quote
Old 21-01-2019, 08:52:18 AM   #36
Coffee Cup
 
Coffee Cup's Avatar
 
Join Date: Mar 2009
Posts: 4,157
Thanks: 3,338
Thanked 9,110 Times in 2,531 Posts
Default

ลอกมาจากอินเตอร์เน็ทมิรู้ที่มา
ขออนุญาตท่านเจ้าของผู้เขียน
มันโดนใจข้าพเจ้าผุ้ก๊อปปี้มายี่งนัก
จึงขอนำมาให้เพื่อนๆ อ่านบ้าง
เผ่ื่อจะเป็นประโยชน์แม้น้อยนิด
ก็ยังดี


ในสมัยขงจื๊อ ยังมีนักปราชญ์คนหนึ่ง...ที่เหนือกว่าขงจื๊อ เขามีอาชีพ
ประมง ชื่อหยีฟู่

ขงจื๊อ นั่งดีดพิณร้องเพลง ระหว่างการท่องเที่ยวป่าดำ ชายชราคิ้วขาว
หนวดขาวยาวย้อยต่ำ ผมขาวกระจายคลุมไหล่ สองมือยัดใส่แขนเสื้อ
ขึ้นจากเรือเดินเข้ามา ได้ยินเสียงเพลงก็นั่งคุกเข่า มือเท้าคาง นั่งฟัง
อย่างตั้งใจ เพลงจบ..พอรู้ว่าเป็นขงจื๊อ ผู้แสวงหาทางการเมือง หยีฟู่ก็
หัวร่อ

“ที่เขาเหนื่อยยากถึงปานนี้ ก็น่ายกย่อง แต่ถ้าเขาขืนทำเช่นนี้ต่อไป ก็
น่ากลัวว่าเขาจะห่างไกลจากมรรคออกไปทุกวัน” แล้วก็เดินจากไป


เมื่อขงจื๊อทราบ ก็ผลักพิณไปข้างหนึ่ง บอกศิษย์ว่า “ชาวประมงนั้น
เป็นคนมีสติปัญญาล้ำเลิศ” แล้วก็เดินตามไปทันหยีฟู่ ที่ริมทะเลสาบ
ค้อมคำนับหยีฟู่ แล้วบอกว่า

“ถ้อยคำที่ท่านพูดสักครู่ ดูจะยังไม่จบ ข้าพเจ้าโง่เขลา ใคร่ขอฟังคำ
สอนจากท่านอีก”


“ท่านนับเป็นคนรักการศึกษา”


“ข้าพเจ้ารักการศึกษามาตั้งแต่เด็ก เวลานี้มีอายุ 69 ปีแล้ว”


“คนเรามีโรคร้าย 8 ประการ มีความทุกข์ 4 ประการ
จะไม่สนใจมิได้”
หยีฟู่กล่าว


ทำในสิ่งที่ท่านไม่ควรทำ นี่เรียกว่า แส่เสือก


คนอื่นเขาไม่เชื่อในถ้อยคำของท่าน แต่ท่านก็พูดไม่รู้จบ
นี่เรียกว่าเพ้อ
พล่าม


เดาใจของผู้อื่น พูดในสิ่งที่ผู้อื่นเขาอยากจะฟัง
นี่เรียกว่าประจบ


ไม่รู้ดีชั่ว เออออตามคนอื่นเขา นี่เรียกว่าสอพลอ


ชอบนินทาความผิดของผู้อื่น นี่เรียกว่าใส่ไคล


้ทำลายความสัมพันธ์ของคนอื่น นี่เรียกว่ายุแยง


ยกย่องคนชั่ว ขับไสคนที่เกลียดชัง นี่เรียกว่าเจ้าเล่ห์


ไม่แยกดีชั่ว ทำดีกับสองฝ่าย เพื่อให้เขาชอบ
นี่เรียกว่ากลิ้งกลอก


หยีฟู่สรุปว่า

“โรคร้ายทั้ง 8 ประการนี้ ต่อภายนอกก็ก่อกวนคนอื่น
ต่อภายในก็
ทำร้ายตัวเอง นี่เป็นสิ่งที่ผู้มีสติปัญญามิยอมชิดใกล้”

“ถ้าเช่นนั้น ที่ว่า ความทุกข์ 4 ประการนั้นเล่า คืออย่างไร”
ขงจื๊อถามต่อ

หยีฟู่กล่าว

“คิดจะทำแต่เรื่องใหญ่ เพื่อหาชื่อเสียง
นี่เรียกว่า มักใหญ่

ทำเป็นอวดฉลาด ทำอะไรตามใจชอบ
เอาแต่ความคิดเห็นของตนเอง
ไม่คำนึงถึงการล่วงเกินผู้อื่น นี่เรียกว่า ถือดี

มองเห็นความผิดของตน แต่ไม่ยอมแก้ไข
ครั้นเมื่อได้ฟังคำตักเตือนของคนอื่น
ก็กลับโมโหโกรธา นี่เรียกว่า ยโส


ถ้าความเห็นนั้นตรงกับของตนก็ว่าถูก
ถ้าความเห็นนั้นไม่ตรงกับคนอื่น
แม้จะดีก็ว่าไม่ดี นี่เรียกว่า ทะนง"

“คนคนหนึ่ง ถ้าหาก มีความทุกข์ 4
ประการนี้แล้ว
ก็ยากที่จะสนทนา”


จวงจื๊อ ปราชญ์รุ่นหลังขงจื๊อ ผู้เขียนเรื่องนี้

(มรดกจากเต๋า จวงจื๊อจอมปราชญ์ บุญศักดิ์ แสงระวี เรียบเรียง)
ทิ้งท้าย...ขงจื๊อได้ฟังแล้ว สีหน้าก็เปลี่ยนไป
ค้อมคำนับอีกสามครา แล้วก็จากมา

หยีฟู่ ชายชราคิ้วขาว เคราขาวยาวคลุมอก

ผู้กล้าสอนขงจื๊อ ทำให้
ขงจื๊อต้องคำนับแล้วคำนับอีก

จวงจื๊อไม่ได้บอกว่าเป็นใคร มาจากไหน
บอกแต่เพียงว่า สอนขงจื๊อแล้ว
ก็ลงเรือหายไปในทะเลสาบ



แต่คำสอน โรคร้ายทั้ง 8 ความทุกข์ทั้ง 4
ยังมีผู้บันทึกไว้ ให้คนรุ่น
หลังได้เรียนรู้ว่า บ้านเมืองที่มีแต่คนป่วยเป็นโรคร้ายทั้ง 8
มีแต่คนมี
ทุกข์ทั้ง 4 เป็นบ้านเมืองที่หาความสงบสุขไม่ได้
Coffee Cup is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Old 12-06-2019, 12:44:00 PM   #37
Coffee Cup
 
Coffee Cup's Avatar
 
Join Date: Mar 2009
Posts: 4,157
Thanks: 3,338
Thanked 9,110 Times in 2,531 Posts
Default

🐸กบฟุ้งซ่านตัวหนึ่งนั่งอยู่ข้างกำแพงวัด ทุกเช้ามันเฝ้าดูพระออกบิณฑบาตตั้งแต่เช้ามืด พอพระกลับมาถึงวัดเพื่อฉันเช้า…กบมันนึกในใจ อยากเกิดเป็นพระ เป็นพระสบายดี มีคนถวายอาหารให้กินทุกวัน

เมื่อพระฉันเสร็จ ก็นำอาหารที่เหลือมากมายนั้น ไปให้เด็กวัดกินต่อ แล้วเด็กวัดก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ตอนนี้กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นเด็กวัดแล้ว เพราะสบายกว่าพระ มันเห็นเด็กวัดหลายคนตื่นสายได้ และไม่ต้องออกตามพระไปบิณฑบาตก็ได้ สบายกว่าเยอะเลย

เมื่อเด็กวัดกินเสร็จ ก็โกยอาหารที่เหลือทั้งหมด ให้หมาวัดไปกิน แล้วเด็กวัดทุกคน ก็ไปช่วยกันล้างจาน ถึงตอนนี้กบเปลี่ยนใจอยากเกิดเป็นหมาวัดแล้ว เพราะไม่ต้องล้างจานเหมือนเด็กวัดสบายกว่า

พอหมาวัดกินอาหารเสร็จ ก็แยกย้ายไปทำหน้าที่เฝ้าบริเวณวัด คอยเห่าคนแปลกหน้า ฝูงแมลงวันก็บินมาตอมและกินอาหารต่อจากหมาวัด ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจอีกแล้ว อยากเกิดเป็นแมลงเพราะสบายที่สุด ไม่ต้องทำอะไรเลย หนำซ้ำ ยังมีกองอาหารให้กินไม่มีหมดด้วย

ขณะที่เจ้ากบฟุ้งซ่านกำลังคิดเพลิน ๆ อยู่นั้น พอดี หันมาเห็นแมลงวันบินมาใกล้ ๆ จึงใช้ลิ้นตวัดเอาแมลงวันเข้าปากตัวเองโดยสัญชาตญาณ

ถึงตอนนี้กบฟุ้งซ่านจึงบรรลุธรรมฉับพลัน

คิดได้ว่า เอ้อ!! เป็นตัวของเราเองนี้แหละ ดีที่สุดเลย

จงเชื่อมั่นในตัวเอง
Coffee Cup is offline   Reply With Quote
คำขอบคุณจาก :
Reply

Thread Tools Search this Thread
Search this Thread:

Advanced Search
Display Modes

Posting Rules
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is On
Smilies are On
[IMG] code is On
HTML code is Off



All times are GMT +7. The time now is 09:39:46 PM.


Powered by vBulletin® Version 3.8.7
Copyright ©2000 - 2019, vBulletin Solutions, Inc.