phongsak7501
New member
ผมมีเรื่องที่จะเล่าให้ท่านผู้รู้ทราบเพื่อบางที่ผมจะแก้ปัญหาได้บ้างครับ
เรื่องมีอยู่ว่า วันที่ 27 มค.52 ผมขับรถเข้า กทม.ตอนตีสามครึ่งแล้วถึง กทม.ประมาณบ่ายสองกว่าๆก็เลยแวะที่เซียร์รังสิต เพื่อจะซื้ออุปกรณ์คอมฯระหว่างที่วนเข้าไปที่จอดรถผมขับขึ้นไปและวนขึ้นไปจอดประมาณสามชั้นวนขึ้นไปหกรอบพอจอดเครื่องดับเลยครับ สตาทร์อย่างไรก็ไม่ติด ( รถใช้น้ำมัน 91 อย่างเดียวครับ 190 อี 2000 ปี1992) ก็เลยจอดทิ้งไว้แล้วออกไปซื้อของจนประมาณ 5 โมงเย็นก็กลับก็มาสตาทร์รถอีกก็ติดทันที่ก็เลยกลับมาถึงบ้านเพื่อนพอเข้าจอดเครื่องก็ดับอีก ( ความร้อนปกติ 80 องศา หม้อน้ำเป็นอลูมิเนียม และใช้พัดลมไฟฟ้าเเล้วครับตามที่ อ.4 เคยแนะนำในเวปนะครับ) หลังจากนั้นเมื่อทำธุระเสร็จแล้ว รุ่งขึ้นวันที่ 31 มค.52 ก็เดินทางกลับบ้านที่เชียงราย เติมน้ำมันซุปเปอร์ 95 เพราะที่ กทม.มีเยอะ ที่เชียงรายไม่มี พอถึงจังหวัดพิษณุโลก ผมก็เติมแก๊สโซฮอล 95 แล้วก็ออกเดินทางมาทางแพร่ ระหว่างทางที่จากอำเภอสองจะมาถึงอำเภองาวต้องขึ้นเขาผมก็ขับมาเรื่อยๆพออีก 30 กม.จะถึงอำเภองาวขณะที่เร่งขึ้นเขาอยู่ดีๆเครื่องก็ดับไปเลยผมจอดและสตาทร์ตั้งหลายครั้งก็ไม่ติดผมจอดรถและพักรถสัก10นาที่ก็สตาทร์ไม่ก็ติดขึ้นมาแล้วก็ดับ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบหกโมง จะมืดแล้วอยู่กลางเขาพอดี ผมก็ลองสตาทร์ไหม่อีกครั้งระหว่างที่บิดสวิสท์สตาทร์ก็ฟังเสียงปั้มติ๊กว่าทำงานไหม ก็ทำงานครับดัง แช๊ดๆๆๆ ก็ไม่ติด (เริ่มใจเสียแล้วครับ) ก็เปิดฝากระโปรงรถเปิดฝาหม้อกรองลองกดตรงแผ่นกลมๆลงไปแล้วดมดูว่ามีกลิ่นน้ำมันไหมก็มีกลิ่นน้อยไม่เหมือนกลิ่นที่น้ำมันท่วม (ตอนนี้เข็มน้ำมันอยู่ที่อีกหนึ่งขีดจะหมดถัง)ก็คิดไปต่างๆนาๆก็รออีกสักพักประมาณ10-20นาที่ก็สตาทร์ใหม่ ตอนนี้ติดขึ้นมาอีกผมก็เลยรีบขับอย่างเร็วมาถึงอำงาว แล้วเติมมันเต็มถังแล้วรีบขับกลับเชียงราย ผมอยากให้ท่านช่วยวิจารณ์หน่อยครับว่ามันมีสาเหตุอะไรครับที่เป็นแบบนี้ช่วยชี้ให้ทราบหน่อยครับ เพราะเวลานี้ถ้าขับไปก็เสียวไป ว่าจะเกิดเหตุการแบบนี้อีกเมื่อไร จะช่วยแนะนำว่าจะให้แก้ตรงไหนครับ เพราะต้องเดินทาง กทม.สามเดือนครั้ง ต้องขออภัยด้วยครับว่าอธิบายยาวหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ
เรื่องมีอยู่ว่า วันที่ 27 มค.52 ผมขับรถเข้า กทม.ตอนตีสามครึ่งแล้วถึง กทม.ประมาณบ่ายสองกว่าๆก็เลยแวะที่เซียร์รังสิต เพื่อจะซื้ออุปกรณ์คอมฯระหว่างที่วนเข้าไปที่จอดรถผมขับขึ้นไปและวนขึ้นไปจอดประมาณสามชั้นวนขึ้นไปหกรอบพอจอดเครื่องดับเลยครับ สตาทร์อย่างไรก็ไม่ติด ( รถใช้น้ำมัน 91 อย่างเดียวครับ 190 อี 2000 ปี1992) ก็เลยจอดทิ้งไว้แล้วออกไปซื้อของจนประมาณ 5 โมงเย็นก็กลับก็มาสตาทร์รถอีกก็ติดทันที่ก็เลยกลับมาถึงบ้านเพื่อนพอเข้าจอดเครื่องก็ดับอีก ( ความร้อนปกติ 80 องศา หม้อน้ำเป็นอลูมิเนียม และใช้พัดลมไฟฟ้าเเล้วครับตามที่ อ.4 เคยแนะนำในเวปนะครับ) หลังจากนั้นเมื่อทำธุระเสร็จแล้ว รุ่งขึ้นวันที่ 31 มค.52 ก็เดินทางกลับบ้านที่เชียงราย เติมน้ำมันซุปเปอร์ 95 เพราะที่ กทม.มีเยอะ ที่เชียงรายไม่มี พอถึงจังหวัดพิษณุโลก ผมก็เติมแก๊สโซฮอล 95 แล้วก็ออกเดินทางมาทางแพร่ ระหว่างทางที่จากอำเภอสองจะมาถึงอำเภองาวต้องขึ้นเขาผมก็ขับมาเรื่อยๆพออีก 30 กม.จะถึงอำเภองาวขณะที่เร่งขึ้นเขาอยู่ดีๆเครื่องก็ดับไปเลยผมจอดและสตาทร์ตั้งหลายครั้งก็ไม่ติดผมจอดรถและพักรถสัก10นาที่ก็สตาทร์ไม่ก็ติดขึ้นมาแล้วก็ดับ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบหกโมง จะมืดแล้วอยู่กลางเขาพอดี ผมก็ลองสตาทร์ไหม่อีกครั้งระหว่างที่บิดสวิสท์สตาทร์ก็ฟังเสียงปั้มติ๊กว่าทำงานไหม ก็ทำงานครับดัง แช๊ดๆๆๆ ก็ไม่ติด (เริ่มใจเสียแล้วครับ) ก็เปิดฝากระโปรงรถเปิดฝาหม้อกรองลองกดตรงแผ่นกลมๆลงไปแล้วดมดูว่ามีกลิ่นน้ำมันไหมก็มีกลิ่นน้อยไม่เหมือนกลิ่นที่น้ำมันท่วม (ตอนนี้เข็มน้ำมันอยู่ที่อีกหนึ่งขีดจะหมดถัง)ก็คิดไปต่างๆนาๆก็รออีกสักพักประมาณ10-20นาที่ก็สตาทร์ใหม่ ตอนนี้ติดขึ้นมาอีกผมก็เลยรีบขับอย่างเร็วมาถึงอำงาว แล้วเติมมันเต็มถังแล้วรีบขับกลับเชียงราย ผมอยากให้ท่านช่วยวิจารณ์หน่อยครับว่ามันมีสาเหตุอะไรครับที่เป็นแบบนี้ช่วยชี้ให้ทราบหน่อยครับ เพราะเวลานี้ถ้าขับไปก็เสียวไป ว่าจะเกิดเหตุการแบบนี้อีกเมื่อไร จะช่วยแนะนำว่าจะให้แก้ตรงไหนครับ เพราะต้องเดินทาง กทม.สามเดือนครั้ง ต้องขออภัยด้วยครับว่าอธิบายยาวหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ