เมื่อผมคิดถึง "โลง"

Teresa

Active member
uwagada.jpg

เริ่มต้นกับเดือนแรกของ Headlightmag.com เป็นวาระที่ค่อนข้างฉุกละหุกพอสมควรสำหรับผม ซึ่งได้ถูกอำนาจมืดจากดาร์ธเวเฟอร์
(รู้จัก ใช่มั้ย? คนนั้นแหละ คนเดียวกับที่เอาหลุยส์์ อาร์มสตรองขึ้นไปบนดวงจันทร์แทนที่จะเป็นนีล อาร์มสตรองนั่นแหละ) เข้าชักชวนให้ผมมารับหน้าที่เขียนบทความในนี้



คง ไม่มีความพร้อมใดๆมารองรับกับคำตอบสั้นว่า “ตกลงโว้ย” แล้วหลังจากนั้นก็ต้องมาคิดว่าจะขีดๆเขียนๆอะไรให้ใครเป็นคนอ่าน ยิ่งเรื่องถ่ายรูปสวยๆนั้นลืมได้เลย
ถ้าไม่ใช่น้องๆอายุระหว่าง 16-24 ปีสวยสาวขาวหมวยรวยเสน่ห์อีกทั้งยังเท่ห์อย่างเป็นธรรมชาติ ผมก็ไม่ใช่คนที่จะใส่ใจรายละเอียดพวกนี้นัก สักแต่ถ่ายๆมันไว้อย่างนั้น ดังนั้นเมื่อไม่พยายามที่จะทำตัวให้เป็นกูรูผู้รู้ใจกล้องแล้ว ผมก็คงต้องขอรับหน้าที่เขียนถึงรถเก่าๆในคอลัมน์ Rewind นี้แหละครับ

อันว่า Rewind มันก็เกือบจะคล้ายกับ Review แต่เป็นรถเก่ากว่า



ทำไม ผมไม่เขียนถึงรถใหม่ ผมเขียนได้ครับ แต่ไม่อยากไปแย่งงานไอ้ดาร์ธ เวเฟอร์มัน อีกอย่างนึงต้องยอมรับตรงๆครับว่ามือยังไม่ถึง เพราะเป็นแค่มือสมัครเล่น ไม่มีรูปแบบเฉพาะ เขียนสั้นบ้างยาว
บ้างตาม อารมณ์ จึงขอบอกไว้ก่อนเลยว่าคงต้องมีรายการผิดหวังกันบ้าง เนื่องจากรถเก่านั้น การหารูปและรายละเอียดบางคันไม่ง่ายนัก ฉะนั้นจะให้ความละเอียดเท่ากับ Review by J!MMY นั้น
คงยากครับ แต่ก็จะพยายามทำให้ดีเท่าที่จะทำได้ครับ


เริ่ม กับรถคันแรกที่ผมจะเขียนเล่าให้ฟังกันนั้น ก็คงขอเริ่มต้นจากอดีตรถของผมเอง ซึ่งก็คือ Mercedes-Benz W124 หรือที่คนไทยชอบเรียกกันติดปากว่า “โลงจำปา” ซึ่งที่เขียนในครั้งนี้เนี่ยก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงมัน หลังจากที่ออกจากรั้วบ้านผมไปได้ครบ 6 เดือนแล้ว และป่านนี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะวิ่งอยู่แถวๆชลบุรี
หรือพัทยาเนี่ยแหละครับ ผมใส่รูปรถคันนี้ลงไว้ในบทความด้วย ถ้าใครพบเห็นก็ฝากดูกันบ้างนะครับว่ายังดีอยู่หรือเปล่า

W124 นี่ถือว่าเป็นตำนานอันดับต้นๆของเบนซ์ ทั้งในเมืองไทย และเมืองนอก ที่เมืองไทย มันเป็นสัญลักษณ์ของยุคที่รถหรูเฟืองฟูขายดีไม่แพ้รถใช้งานทั่วไป เป็นตัวแทนแห่งความรุ่งโรจน์ก่อนยุคฟองสบู่แตก ที่เยอรมันนี มันเป็นตั้งแต่รถนักธุรกิจไปจนแท็กซี่ เพราะด้วยความทนทานของมันที่สร้างขึ้นมาเพื่อวิ่งตลอดไป


x112.jpg



W124เริ่ม ปรากฏตัวให้ผู้คนเห็นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี1984 หรือเกือบจะสองทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา และลงขายจริงในปี 1985 ความทันสมัยของ124ในยุคนั้นถือว่าเป็นรถที่ท้าทายสายตาต่อการมอง..ไม่ใช่ว่า สวยนะครับ แต่เพราะว่ารูปทรงมันช่างเป็นเหลี่ยมเป็นมุมไปเสียทุกส่วน แต่ในด้านของการออกแบบส่วนต่างๆของรถแล้วละก็ ถือว่าเป็นก้าวกระโดดขั้นสูงจาก W123 รุ่นก่อนหน้านี้ เพราะการใช้อุโมงค์ลมช่วยออกแบบ ซึ่ง124นี้นับเป็นเบนซ์รุ่นที่สามที่ได้ผ่านการออกแบบจำลองสภาวะการณ์ด้วย อุโมงค์ลม (ต่อจาก126และ201) ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานของตัวถังนั้นถือว่าต่ำมากสำหรับรถที่ออกแบบ เมื่อ20ปีที่แล้ว (Cd=0.28ในรุ่นที่ไม่มีการตกแต่งตัวถังเพิ่มเติม)


windtunnel.jpg


และ ที่ลืมไม่ได้ที่จะพูดถึงก็คือที่ปัดน้ำฝนแบบPanoramaซึ่งอาศัยก้านปัดเพียง ก้านเดียวเท่านั้น แต่ตัวก้านนั้นสามารถยืดและหดได้ ทำให้ก้านปัดสามารถกวาดจากซ้ายสุดไปขวาสุดได้โดยที่ไม่ชนขอบกระจก ทำให้สามารถปัดทำความสะอาดพื้นที่กระจกหน้าได้ถึง80% นั่นเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของวิศวกรเยอรมันที่ให้ประสิทธิภาพดีมาก ถึงแม้วารสารอเมริกันเล่มหนึ่งจะขนานนามที่ปัดน้ำฝนๆก้านเดียวยืดๆหดๆนี้ว่า “One Suck” เป็นว่าอะไรก็ไม่ทราบ หรือว่าจะเป็นก้านปัดอันเดียว เสียวได้ใจ เพราะเขาบอกว่าในยามที่ฝนตกหนักมาก ก้านปัดแบบนี้ไม่สามารถปัดได้เร็วพอที่จะขจัดคราบน้ำฝนได้ทัน ซึ่งในฐานะเจ้าของผมก็มีความเห็นในลักษณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวแล้ว การได้จ้องไอ้โคนก้านปัดน้ำฝนยืดๆหดๆในระหว่างปัด มันช่างเป็นอะไรที่ ว้าว..ร้อนแรง..กระตุ้นอารมณ์เหลือเกิน
 
Last edited:
300rear.jpg



124 ที่เปิดตัวในยุคแรกเริ่มนั้น มีกันชนหน้าหลังสีดำ กระจกมองข้างสีดำ มีแถบกันกระแทกด้านข้างสีดำ ซึ่งตรงข้ามกับ W123 ที่มีโครเมียมคาดยาวตลอดคัน มือจับเปิดประตู รวมถึงรางน้ำฝนก็มีสีดำเช่นกัน คำศัพท์เฉพาะของพวกนักเลงเบนซ์ในไทยเค้าจะเรียกรุ่นนี้ว่า Code A ทั้งๆที่ความจริงรถ Code F ก็มีรูปร่างเหมือนกัน แต่คนก็ยังติดปากกันว่า Code A อยู่ดี อย่างคันในภาพที่โชว์อยู่ข้างบนนี้เป็น Code A ที่เปิดตัวในไทยระยะแรกซึ่งสภาพยังดีอยู่มากในวันที่ผมถ่ายรูปมา (เกือบสิบปีก่อนหน้านี้)

300int.jpg

และ นี่ก็คือภายในของรถ Code A สเป็คประกอบในประเทศโดยโรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ ในยุคที่มันเปิดตัวใหม่ๆนั้นถือได้ว่าเป็นรถที่ออกแบบภายในได้ล้ำยุคมาก แม้แต่ในตอนนี้ก็ยังมีหลายคนชอบอยู่ คันเกียร์ที่มีลักษณะเป็นขั้นบันไดก็กลายมาเป็นสิ่งที่รถญี่ปุ่นใหม่ๆหลาย คันนำมาใช้เป็นต้นแบบ ถึงแม้หลายคนจะมองว่าไม่ค่อยปลอดภัยเพราะสามารถเลื่อนไปเลื่อนมาได้โดยอิสระ แต่ในแง่ของการเปลี่ยนเกียร์ เช่นการเล่นเกียร์ D ไป 3 หรือ 2 นั้น สามารถทำได้รวดเร็วและมั่นใจ และคุณจะต้องเล่นเกียร์เองบ้างแน่นอน เพราะความฉลาดของเกียร์ยังเป็นสิ่งหนึ่งที่โบราณตามปีเกิดของรถ

สวิทช์ ปุ่มควบคุมมีการจัดวางที่เป็นระเบียบ สามารถกดใช้งานได้ง่าย แอร์ในรถสเป็คบ้านเราจะยังไม่มีแบบอัตโนมัติให้ใช้ แต่ปุ่มและลูกบิดต่างๆมีน้ำหนักตึงมือที่ไม่ใช่เบาชนิดบิดแล้วดังแก๊กก๊อก แบบรถญี่ปุ่น นี่คือสิ่งที่ได้จากการจ่ายแพงกว่ากันเป็นล้าน รถ Code A จะมีที่เขี่ยบุหรี่ที่ใช้นิ้ววัก ดึงออกมา เบ้าของคันเกียร์ออโต้จะมีขนาดค่อนข้างแคบ และที่แผงประตูจะไม่มีการตกแต่งลายไม้ใดๆ

ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นก็ประกอบไปด้วยแบบต่างๆดังนี้
1. ตระกูล4สูบนั้นยกเอาเครื่อง 2.3 ลิตรหัวฉีดกลไก K-Jetronic ของ W123 มาเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อย รวมถึงชุดจ่ายน้ำมันที่เปลี่ยนจากหัวฉีด K-Jetronic เป็นหัวฉีด KE-Jetronic ก็จะเป็นรุ่น230E และก็ยังมีรุ่นเครื่องคาร์บิวเรเตอร์อย่าง 200 อยู่เป็นรุ่นราคาประหยัด
2. ส่วนเครื่อง 6สูบนั้น 124 ได้เครื่องบล็อคใหม่ชื่อ M103 ที่มาแทนที่เครื่อง M110 ทวินแค็มตัวเก่าที่ขึ้นชื่อว่าแรง แต่ซดน้ำมันและเสียงดัง โดยที่เครื่องตัวใหม่นั้นใช้ 2วาล์วต่อสูบเช่นเดิม แต่เปลี่ยนมาใช้ฝาสูบแบบ Single Overhead Camshaft และใช้หัวฉีดแบบ Electro-Mechanicแบบเดียวกับ 230E

M103มีความจุกระบอกสูบสองขนาดคือ2.6ลิตร (166แรงม้า) และ3.0ลิตร (188แรงม้า) ดังตัวอย่างในภาพข้างล่างนี้ เป็นเครื่อง 2.6 ลิตรที่ใช้งานมาแล้ว 300,000กิโลเมตร เยิ้มไหมครับ?


engine01.jpg


3. เครื่องยนต์ดีเซลนั้นก็มีให้ลูกค้าเลือกด้วยกันทั้งหมดสามรุ่นคือ 200D 4สูบ 72แรงม้า, 250D 5สูบ 90แรงม้าและ300D 6สูบ 105แรงม้า

ในขณะที่รุ่นSaloonได้เริ่มสายการผลิตขึ้นนั้นเองเบนซ์ก็นำเอารุ่นตัวถังแบบ station wagon (S124) ออกมาโชว์ตัว และทำตลาดด้วยรุ่น200T, 230TE, 300TE, 200TD และ250TD รายละเอียดของเครื่องยนต์นั้นเหมือนกับตัว Saloon แต่อุปกรณ์พิเศษอย่างหนึ่งที่พบเห็นได้ในตัวstation wagonนี้คือระบบปรับความสูงของช่วงล่างหลังด้วยระบบไฮโดรลิค ซึ่งมีหน้าที่ชดเชยความสูงของตัวรถในด้านหลัง เมื่อบรรทุกสัมภาระที่มีน้ำหนักมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ท้ายรถเกิดอาการห้อย

ในปีถัดมาทางเบนซ์ก็ได้นำเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 6สูบเรียงมาประจำการในตัวถัง W124 และ S124 โดยที่เครื่องตัวใหม่ซึ่งมีรหัสว่า OM603.960 นี้สามารถทำแรงม้าได้143ตัว และมีแรงบิด267Nmที่ 2400รอบต่อนาที เมื่อวางลงในบอดี้124แล้วสามารถทำอัตราเร่งและความเร็วสูงสุดได้เกือบเท่ารถ 230Eเครื่องเบนซิน แต่แรงบิดที่สูงกว่าและการที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลทำให้เราพบเจ้าของ 300D Turbo นำรถตัวเองไปลาก Trailer สำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อน หรือใช้เดินทางพิสัยไกลโดยอาศัยประโยชน์จากอัตราการกินน้ำมันที่ต่ำกว่าเครื่องเบนซิน

ส่วนรุ่นคูเป้ทรงสวยนั้นเปิดตัวตามรุ่นแวก้อนในปี1987 ที่งานเจนีวา มอเตอร์โชว์ มี 2โมเดลให้เลือกในขณะนั้นคือ 230CE และ 300CE เบนซ์ตัวถังคูเป้(C124) นี้จะมีกาบข้างติดตัวมาให้ ฉะนั้นเราจะไม่พบ CE ที่เป็นกันชนดำหรือมีแถบกันกระแทกด้านข้างสีดำอย่างที่ เราพบในตัวSaloon และ Station Wagon กาบข้างของเจ้า CE รุ่นแรกนี้จะไม่มีขอบโครเมียมอย่างที่เราพบในรุ่นใหม่กว่า คิ้วขอบและรางน้ำฝนก็ยังเป็นสีดำอยู่ และที่แผงประตูก็จะไม่มีลายไม้แผ่นยาวคาดมาให้เห็นอย่างที่ 300CE ในประเทศไทยมี
124-051.jpg


เอกลักษณ์ พิเศษของรุ่นคูเป้ที่ไม่เหมือนรุ่นอื่นคือตัวยื่นเข็มขัดนิรภัยแบบไฟฟ้า ซึ่งเมื่อเราปิดประตูและสตาร์ทรถ แขนที่ว่านี่จะยื่นเส้นเข็มขัดนิรภัย (ซึ่งยึดอยู่กับตัวถังรถ ยื่นออกมาจากขอบช่วงบนของแผงหลัง เพราะรุ่นนี้ไม่มีเสากลาง) ให้กับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเอี้ยวตัวไปดึงมาเอง อุปกรณ์ชิ้นนี้นั้นเหมือนกันที่เราพบในรถ S-Class 126คูเป้นั่นเอง

ในปีเดียวกันนั้นเองรถ W124 และ S124 ก็มีรุ่นขับเคลื่อน 4ล้อแบบ Part-Time ที่เรียกกันว่า4MATIC เพิ่มเข้ามาให้เลือกกับรถที่เป็นเครื่องยนต์ 6สูบ และเครื่องยนต์ดีเซลก็มีให้สั่งได้ในรุ่น 300D, 300D Turbo และ 300TD Turbo
ระบบ 4MATIC นี้เป็นระบบขับเคลื่อน 4ล้อ ที่จะสั่งการให้ล้อหน้าหมุนก็ต่อเมื่อล้อหลังเกิดการหมุนฟรีขึ้น หลักการทำงานนั้นคล้ายกับระบบที่พบใน Honda CR-V

ปี1988 เป็นเวลาที่ใกล้หมดวาระสำหรับ124 รุ่นCode A เต็มที ในขณะที่ยอดขายของคู่แข่งอย่าง BMW Series 5 ตัวถัง E34 ก็มาแรงเต็มที่ เบนซ์จึงจำเป็นต้องกระตุ้นตลาดในยุโรปเล็กน้อยก่อนที่จะถึงเวลาไมเนอร์เชนจ์ ให้124 โดยทำการปรับปรุงรถที่ใช้เครื่องดีเซลให้มีห้องเผาไหม้ล่วงหน้าหรือ Pre-combustion Chamber และหัวฉีดดีเซลแบบเอียงซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มแรงม้าขึ้นเล็กน้อยแล้ว ยังทำให้เครื่องดีเซลแต่ละรุ่นที่ประจำการอยู่ใน124นั้นปล่อยมลภาวะออกมาน้อยลง
พร้อมกันนี้ก็ยังได้ปล่อยรถเครื่อง บล็อคเล็กรุ่น 200E ออกมาเล่นกับ 520i ของ BMW ด้วย รถรุ่น 200E นี้ก็ใช้เครื่องแบบเดียวกับ 190E รุ่น2.0 แต่มีสายพานหน้าเครื่องแบบเส้นเดียว ให้กำลัง 122แรงม้า ออกมาจับลูกค้าที่ไม่ต้องการขยับไปหา 230E และไม่สนใจเครื่องคาร์บิวเรเตอร์รุ่นเก่า ซึ่งพวก124 เครื่องเล็ก (200/200E) นี้พบทางไปอยู่ในประเทศเล็กๆที่ถนนหนทางกับ สภาพการจราจรไม่เรียกร้องเครื่องยนต์ที่มีพลังมากนัก ถ้าใครเคยไปสิงคโปร์เมื่อสัก 10ปีก่อนก็จะพบรถตัวถัง124 รุ่น 200 กับ 200E วิ่งเต็มเกาะ
 
Last edited:
124-12.jpg


ไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรกของรถ124 มาในปี1989 โดยจุดที่ต่างจากรถ Code A อย่างเห็นได้ชัดคือกาบข้างตัวรถและกันชน ซึ่งเข้ามาแทนที่แถบสีดำ ขอบบนของกาบข้างและกันชนจะมีคิ้วโครเมียมประดับมาอย่างสวยงาม รางน้ำฝนเปลี่ยนจากสีดำมาเป็นสีทองแดง มือจับเปิดประตูมีการแซมโครเมียมเป็นแถบแนวนอน ไฟหน้าชุดเดิม แต่เปลี่ยนเลนส์ไฟหน้าให้ดูขาวและใสขึ้น กระจกมองข้างเปลี่ยนเป็นสีเดียวกับตัวรถ และในรุ่นที่เป็นล้อเหล็กพร้อมฝาครอบล้อนั้นจะมีการแต่งขอบฝาด้วยโครเมียม เช่นกัน ส่วนภายในนั้นมีการเสริมแผงลายไม้แนวนอนในบริเวณประตู ที่เขี่ยบุหรี่เปลี่ยนจากแบบดึงเปิดมาเป็นแบบกดแล้วเปิดแทน สวิทช์แอร์ตรงที่เป็นปุ่มสามอันมีขนาดใหญ่และแบนลงเล็กน้อย จุดยึดเข็มขัดนิรภัยที่เบาะหลังเปลี่ยนรูปทรงไป และหูเสียบเข็มขัดจากเดิมที่จะเบียดเข้าไปในที่เท้าแขนเบาะหลัง ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์นี้จะออกมาอยู่บนเบาะ ทำให้ที่เท้าแขนเป็นสี่เหลี่ยมเต็มชิ้น ส่วนทางด้านของเครื่องยนต์มีการเปลี่ยนแปลงแค่ชุดหัวฉีด จากเดิมที่เป็นรุ่น KE-III เปลี่ยนมาเป็น KE-5 ซึ่งว่ากันว่ามีประสิทธิภาพดีกว่า (แต่แรงม้ากับแรงบิดยังเท่าเดิม) การปรับตั้งรอบเดินเบาของหัวฉีด KE-5 ไม่สามารถเอาไขควงมาขันเล่นเองเหมือนรุ่น KE-III ได้ (หมดสนุกเลย)


124-030.jpg



การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในหลายจุดนี้ เมื่อรวมกันแล้วเราก็จะได้รถที่พร้อมสำหรับยุค90 แล้วก็เป็นรถ124 ที่ภาษานักเลงเบนซ์เค้าเรียกว่ารถ Code B นั่นเอง

และเพื่อเป็นการฉลองการเกิดให้กับรถ Code B เบนซ์ก็นำเครื่องยนต์บล็อคทวินแค็ม 24วาล์วรหัส M104 เข้ามาประจำการในบอดี้124 โดยมีให้เลือกกันทั้งสามตัวถังเลยทีเดียว คือ 300E-24, 300TE-24 และ 300CE-24

104novvt.jpg

ความพิเศษของเครื่อง M104.980 ตัวนี้อยู่ที่ท่อนฝาสูบซึ่งสามารถรับอากาศเข้าและคายไอเสียได้มากกว่าเครื่อง M103 12วาล์ว อนุญาตให้คนขับสามารถกระแทกคันเร่งได้ยัน 7000รอบต่อนาทีก่อนสับขึ้นเกียร์ต่อไป จากการที่ย้ายแรงบิดไปอยู่รอบสูงขึ้นก็ทำให้แรงม้าเพิ่มขึ้นจาก188ตัวใน 300E เป็น 220ตัว และเพิ่มความเร็วสูงสุดขึ้นเป็น 232กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้จุดด้อยไปเสียเลย เพราะความที่เน้นการทำงานในรอบเครื่องสูงๆมากนี่เอง ทำให้แรงบิดรอบต่ำนั้นมีน้อย จำเป็นต้องใช้เฟืองท้ายที่จัดกว่า 300E เพื่อช่วยลดความเสียเปรียบในรอบต่ำๆลง อีกทั้งความที่เครื่องยนต์มีส่วนประกอบมากชิ้นกว่าเครื่องรุ่น 12วาล์ว ทำให้น้ำหนักตกหน้าเพิ่มขึ้นอีกราว 60กิโลกรัม นักทดสอบฝรั่งท่านหนึ่งเคย comment ไว้ว่าถ้าเป็นการขับขี่แบบทางโค้งและขึ้น-ลงเขา 300E นั้นขับสนุกกว่า แต่ถ้าเป็นทางด่วนหรือ Interstate ยาวๆล่ะก็ 300E-24 จะไปได้เร็วกว่า
 
Last edited:
จากนั้นต่อมาอีก 1ปี ในงานมอเตอร์โชว์ที่ปารีส ก็ได้เวลากำเนิด124 ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เบนซ์เคยทำมา

นั่นก็คือ 500E!


19_500e_e50.jpg



500E นั้นดูเผินๆก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า124 4ประตูธรรมดาที่ใส่ล้อและยางขนาด 225/55ZR16 ลาย 8รู แต่ถ้ามองดีๆแล้วจะสังเกตเห็นความบึกบึนของตัวรถที่เกิดจากโป่งบังโคลนขนาด ใหญ่ทั้งสี่ล้อ และช่วงล่าง Sport ที่ทำให้รถเตี้ยลงกว่าปรกติ นั่นเป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่าย แต่ถ้าว่ากันตามตรงแล้ว 500E มีจุดที่แตกต่างจาก124 สี่ประตูทั่วไปถึง 4,500 จุด :eek:

Mercedes- Benzมอบหมายให้Porscheเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการโมดิฟายโครงสร้างตัวถัง เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และการประกอบอุปกรณ์ภายใน ฉะนั้น 500E จึงใช้เวลาในการประกอบนานกว่ารถทั่วไปถึง 4เท่าตัว เพราะมีการส่งรถไปและกลับระหว่างโรงงานเบนซ์ใน Sindelfingen และโรงงานของ Porsche ใน Zuffenhausen ถึงสี่ครั้ง กล่าวคือเบนซ์สร้างตัวถังออกมา Porsche นำไปปรับปรุงโครงสร้างตัวถัง แล้วส่งบอดี้รถนั้นกลับมาที่เบนซ์เพื่อทำการชุบสี แล้วก็ส่งกลับไปที่โรงงาน Porsche อีกครั้งเพื่อวางเครื่อง ระบบส่งกำลัง ติดตั้งอุปกรณ์ภายใน และวิ่งทดสอบ และสิ้นสุดลงเมื่อตัวรถถูกส่งกลับมาให้เบนซ์เพื่อตรวจสอบขั้นสุดท้ายและมอบ ให้กับลูกค้า


500e7.jpg



500Eใช้ เครื่องยนต์ที่มีพื้นฐานมาจากเครื่อง M119 ของ 500SL รหัสก็เรียกว่า M119 เหมือนกัน มีแค็มสี่แท่ง 32วาล์ว และทำแรงม้าได้ 326ตัวเหมือนกัน แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน เช่นท่อไอดีของ 500E นั้นยาวกว่า 500SL และเพลาข้อเหวี่ยงที่ใช้ก็เป็นคนละชุดกัน ทำให้ความสูงของเสื้อสูบ500Eเตี้ยกว่าเล็กน้อย แรงบิด 475Nm ของเครื่องบล็อคนี้แผ่ออกเป็นช่วงกว้าง เรียกว่าที่รอบต่ำแค่ 1500รอบต่อนาทีก็มีแรงบิดให้ใช้กัน90% ของทั้งหมดแล้ว

เครื่องยนต์ของ500E นั้นจะมีรหัสว่า M119.974 ในขณะที่เครื่องของ 500SL จะเป็นM119.960 (และ M119.972 ในรถที่จำหน่ายหลังปี93) งานนี้ถ้ากลัวว่าไม่ใช่เครื่อง 500E แท้ก็ดูตรงนี้ได้เลย

ทั้งหมดนี้ รวมกับน้ำหนักตัวที่เบากว่า 500SL อยู่ 80กิโลกรัม และเฟืองท้ายเบอร์ 2.82 ทำให้ 500Eสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.1วินาที (เร็วกว่า500SL อยู่ 0.4วินาที) :eek: ควอเตอร์ไมล์ได้ภายใน 14.6วินาทีและถ้าหากปลดล็อคคอมพิวเตอร์ออกแล้ว 500Eจะสามารถวิ่งได้เร็วถึง262กิโลเมตรต่อชั่วโมง ;)

หน้าที่ในการหยุดรถก็เป็นของชุดเบรคซึ่งยกคาลิเปอร์หน้ามาจาก 500SL และใช้เบรคหลังของ300CE-24

500E ติดจรวดพุ่งเข้าสู่ชาร์ทรถแรงในยุคนั้น คล้ายๆกับสิ่งที่ E 55 Kompressor ได้ทำไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในยุคที่รถ 200 แรงม้านับว่าเป็นของแรง 500E จึงเปรียบเสมือนสามัญชนคนหนึ่งที่ได้รับการฝึกวิทยายุทธ์จนมีฝีมือยิ่งใหญ่ แล้วกลายมาเป็นจักรพรรดิบนท้องถนน และลูกค้าจำนวนไม่น้อยของ 500E ก็รวมถึงดาราที่เราคุ้นหน้ากันดีทั้งบนจอเงินและจอแก้ว


atkinson2.jpg



อย่างคุณ Rowan Atkinson เป็นต้น ( Mr.Been ไง :D)
(ภาพจาก นิตยสาร CAR ประเทศอังกฤษ เดือน พ.ย. 1992)

เมื่อเสร็จธุระกับการเปิดตัว 500E ในปี1991 นั้นเอง เบนซ์ก็ลุยตลาดรถเปิดประทุนต่อกับ 300CE Cabriolet ซึ่งไม่มีหลังคาแข็งมาให้อย่าง 500SL มีแต่หลังคาผ้าใบของ Cabriolet (รหัสตัวถัง A124) นี้ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า โดยสิ่งที่ผู้ขับต้องทำด้วยมือก็มีแค่ดึงคันโยกล็อคหลังคา กดสวิทช์ให้หลังคาทำงาน แล้วก็ดึงคันโยกกลับเข้าที่ หลังคาผ้าใบไฟฟ้านี้มีวัสดุที่ช่วยซับความร้อนจากภายนอกด้วย ซึ่งรุ่นพี่อย่างSLนั้นไม่มีมาให้
 
Last edited:
ปี1992 ด้วยกระแสความนิยมในเครื่อง 4 วาล์วต่อสูบที่มาแรงยิ่งขึ้น แม้แต่รถเล็กราคาประหยัดยังมีให้ใช้กันเป็นเรื่องปกติ คู่แข่งอย่าง BMW ก็มีเครื่องรหัส M50 ที่เป็นทวินแค็ม 24 วาล์ววางใน 520i และ 525i ออกขายได้พักใหญ่ๆแล้ว มีหรือทางเบนซ์จะนิ่งดูดายได้

ว่า แล้วก็เลยนำเครื่องยนต์ตระกูล4วาล์วต่อสูบรุ่นใหม่มาใส่ในW124 Code Bและทำตลาดอยู่เป็นเวลา1 ปี โดยเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกในขณะนั้นประกอบไปด้วย เครื่อง2.0ลิตร 4สูบ 16วาล์ว 136แรงม้า, 2.2ลิตร 4สูบ 150แรงม้า, 2.8ลิตร 193แรงม้า, และ 3.2ลิตร 220แรงม้า ในภาพข้างที่แสดง เป็นเครื่อง 3.2 ลิตร
dsc02412.jpg


เครื่องรุ่นใหม่นี้จะมีระบบแปรผันองศาแค็มชาฟท์เพื่อช่วยเรียกแรงบิดในรอบต่ำและลดมลภาวะจากไอเสีย รุ่น 4สูบมีรหัสเครื่องว่า M111 ส่วนรุ่น 6สูบจะมีรหัสว่า M104 ซึ่งฟังดูเหมือนกับเครื่องM104 ที่อยู่ใน 300E-24 ก็จริง แต่มีหน้าตาของเครื่องยนต์ที่ไม่เหมือนกัน โดย 300E-24 จะมีหม้อกรองอากาศแบนใบใหญ่อยู่ส่วนบนของเครื่องยนต์ แต่ M104 ตัวใหม่นี้จะมีหม้อกรองอากาศเป็นกล่องอยู่ด้านข้างของเครื่องยนต์ ส่งอากาศผ่านท่อซึ่งวิ่งข้ามฝาครอบวาล์วมาหา plenum ที่อยู่ทางขวา

ที่เปิดตัวตามมาในเวลาใกล้ๆกันนั้นคือ 400E ซึ่งวางเครื่อง V8 32วาล์ว 4.2ลิตร 278แรงม้า ให้พลังขับเคลื่อนน้องๆ 500E แต่ผลิตและประกอบโดยเบนซ์ ไม่มีการโมดิฟายพิเศษเช่นโป่งล้อหรือขยายแทร็ค (แม้แต่ล้อโรงงานยังเป็นขนาด 195/65ขอบ15!!!) :confused: ซึ่งถึงแม้ไม่ดูดุดันเท่า 500E แต่ก็มีค่าตัวที่เป็นมิตรกับกระเป๋ากว่าอยู่โข

ความเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นที่เกิดขึ้นกับรถ Code B นอกเหนือไปจากเรื่องเครื่องยนต์แล้วก็ยังมีวงพวงมาลัยที่เปลี่ยนไปใช้แบบสี่ก้านทรงมน แทนของเดิมที่ดูโบราณเต็มที กระจกส่องข้างในตอนนี้ปรับด้วยไฟฟ้าทั้งสองข้าง จากเดิมที่ปรับด้วยไฟฟ้าแค่ข้างคนนั่ง ส่วนด้านคนขับนั้นต้องวานใช้มือปรับที่คันโยกเอาเอง


x0111.jpg



รถ124 เครื่องมัลติวาล์ว Code B ถูกปล่อยให้ทำตลาดในแบบลองเชิงลูกค้าอยู่ไม่นาน พอถึงเดือนมิถุนายน 1993 Mercedes-Benz ก็จัดการไมเนอร์เชนจ์ครั้งสุดท้ายให้กับ 124
 
Last edited:
x222.jpg



ไมเนอร์เชนจ์ตัวสุดท้ายหรือรถ Code C (บางคนก็เรียกว่ารุ่นfacelift) ได้ไฟหน้าชุดใหม่ที่เปลี่ยนจากสี่เหลี่ยมผืนผ้ามาเป็นแบบสี่เหลี่ยมคางหมู เปลี่ยนไฟเลี้ยวหน้าเป็นสีขาว เปลี่ยนฝากระโปรงหน้า กระจังหน้า กันชนทั้งด้านหน้าและหลังจากเดิมที่มีส่วนรับแรงกระแทกสีดำก็เปลี่ยนมาเป็นสีเดียวกับตัวรถ ไฟท้ายสามสีถูกเปลี่ยนเป็นแบบแดง-ชา ฝากระโปรงหลังก็เปลี่ยนไปโดยมีเส้นโครเมียมเดินด้านบนของช่องใส่ป้ายทะเบียน ภายในก็เหมือนกับรุ่น Code B มัลติวาล์ว รวมไปถึงเครื่องยนต์ที่ใช้ก็เป็นเครื่องเดียวกัน เปลี่ยนชื่อเรียกเอาตัวอักษรมานำหน้าแทนการเอาไว้ข้างหลัง เช่น 400E งานนี้ก็กลายเป็นE 420 บางคนเลยเรียกรถ Code C พวกนี้ว่ารุ่น Eหน้า และเรียกรุ่นก่อนหน้านี้ว่ารุ่น Eหลัง

ตัวแสบอย่าง 500E ก็ยังมีชีวิตอยู่ และได้รับชื่อใหม่กลายเป็น E 500 (บางคนบอกว่าฟังดูอัปมงคลดีแท้)(อิอิ... นึกถึง E(BA)500 เลย :icon_mrgreen:) และเครื่องยนต์ถูกปรับให้มีแรงม้าลดลงเล็กน้อยเหลือ 315ตัว เพื่อให้ผ่านการตรวจมลภาวะของหลายประเทศซึ่งนับวันจะเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ

e500.jpg



เครื่องเบนซิน 12วาล์วฝาดำที่โด่งดังมาก่อนจากรุ่นที่แล้ว ในขณะนี้เหลือจำหน่ายอยู่กับรถเพียงโมเดลเดียวคือ E 300 4MATIC ขับเคลื่อนสี่ล้อ Real-Time โดยมีให้เลือกในรุ่นสี่ประตูและStation Wagon

ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลก็ยังมีให้เลือกอยู่หลายรุ่น E 200 Diesel 75แรงม้า ที่วิ่งให้เราเห็นบ่อยๆในคราบ Airport Taxi บนโทลล์เวย์ เป็นรุ่นที่ราคาย่อมเยาที่สุด ส่วนรุ่นอื่นๆที่ไม่มีเทอร์โบนั้นได้รับการปรับปรุงจากเดิมโดยเปลี่ยนมาใช้ ฝาสูบแบบ 4วาล์วต่อสูบแทน ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นจากเดิมโดยรุ่น E 250 Diesel มีแรงม้าจาก 90ตัว เพิ่มเป็น 113ตัว รุ่น E300 Diesel กลายเป็น 136ตัว (โดยไม่มีเทอร์โบช่วยอัดอากาศนะครับ ถือว่าเก่งไม่หยอกเลย)

ส่วนรุ่น E 300 TurboDiesel ยังมีกำลัง 147แรงม้าและยังใช้เครื่องสองวาล์วต่อสูบเหมือนเดิม เช่นเดียวกับ E 250Turbo Diesel ซึ่งก็ยังคงมี 126แรงม้าเช่นเดิม

รถ Code C ทำตลาดต่อมาอีกสองปีและเป็นรถรุ่นแรกที่ประชาชนรู้จักกันอย่างเป็นทางการใน นาม “E-Class” ก่อนจะถูกแทนที่ด้วย W210 ตากลมในปี 1996 และถึงแม้ว่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 10ปีแล้ว ก็ยังมี124 หลายคันที่ยังสามารถใช้งานได้อย่างปรกติ วิ่งดีเหมือนรถใหม่ บรรดาเจ้าของ124 ทั่วโลกก็ยังใช้งานรถของตัวเองอยู่ และก็มีหลายคนที่คาดว่าจะใช้ต่อไป พร้อมกันนี้ก็ยังมีคลับหรือสโมสรคนรัก 124 เกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น 124Clubของอเมริกา E-Clubของญี่ปุ่น และแม้แต่ในประเทศไทยก็มี Club ของคนที่ใช้ W124 อยู่เช่นกัน ( BON ของเราไง :D)


a2001f6876__mid.jpg


124 ในไทย Executive เมืองนอก กลายเป็นโลงจำปาในแดนสยาม


dsc02522rs.jpg


ส่วน W124 ในไทยนั้นเปิดศักราชกันประมาณปี 1987 โดยเริ่มต้นกับรถ Code A 230E เกียร์ธรรมดาและ 300E เกียร์อัตโนมัติ และขายเรื่อยมาจนกระทั่งปี 1990 ก็ได้รับการไมเนอร์เชนจ์เพิ่มกาบข้าง และเปลี่ยนแปลงรายละเอียดภายในนิดหน่อยไปตามรถรุ่นอื่นในตลาดโลก เพียงแต่มีความแปลกประหลาดเกิดขึ้นบ้างในช่วงแรกๆที่รถประกอบจากธนบุรีมีการเปลี่ยนไลน์เป็นรุ่นใหม่ ผมเคยพบกับรถ 300E คันนึงซึ่งมีภายนอกเป็น Code B มีรหัสปั๊มที่แผ่นเหล็กหน้าตัวถังเป็น Code B แท้ๆแต่ดันมีภายในเป็นของ Code A ทั้งดุ้น แปลกดีครับ
 
Last edited:
dsc01806.jpg


ปี 1992 ที่ประเทศไทยก็ได้รับรถเครื่องมัลติวาล์วมาขายชนิดหายใจรดต้นคอตลาดโลก โดยเปิดตัวรุ่น 220E และ 280E ออกมา สิ่งที่สังเกตได้อย่างหนึ่งก็คือ รถมัลติวาล์วล็อตนี้ในตลาดโลกจะให้ล้ออัลลอยลาย 15 รู แบบเดียวกับที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1987 และจะมีล้ออัลลอย 8 รู เป็นของสั่งพิเศษ แม้ว่าจะมีขนาด 15 นิ้วเท่ากัน แต่สำหรับเมืองไทย กลับพบว่ารถที่ออกมาวิ่งกันนั้นจะเป็นล้ออัลลอยแบบ 8 รูเสียเยอะมาก นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่เครื่องยนต์แล้ว รถสเป็คประเทศไทยก็ยังได้กระจกมองข้างแบบปรับไฟฟ้าทั้งสองด้าน มาแทนที่แบบเดิมที่ด้านผู้โดยสารจะปรับด้วยไฟฟ้า แต่ด้านคนขับ ต้องให้ยื่นมือไปปรับเอง

ส่วนใครที่ชอบเครื่องยนต์เล็กๆ ก็ยังมีรุ่น 200E ให้เลือก แต่เมื่อเทียบกับสองรุ่นข้างต้นแล้ว พบเห็นได้เป็นจำนวนน้อยกว่ามาก

ช่วง ปี 1993 เมื่อเยอรมันเปิดตัวรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเห่อรถนอก อันเป็นผลมาจากนโยบายการลดภาษีรถนำเข้าของรัฐบาล ทำให้มีผู้นำเข้าอิสระหลายรายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และ E220 Facelift คันแรกๆของประเทศไทยก็ถูกนำเข้ามาโดยบริษัทเกรย์อิมพอร์ทที่ชื่อ “TVR” สมัยนั้นถ้าใครชอบอ่าน “โลกรถ” เล่มละ 9 บาทคงจำกันได้ดีครับ


dsc_5692.jpg



แต่ เมื่อผ่านไป 1 ปี รถ Code C ที่เป็นไมเนอร์เชนจ์ครั้งใหญ่ และครั้งสุดท้ายนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับท้องถนนเมืองไทยอีกต่อไป เพราะ E220 และ E280 วิ่งกันให้เต็มเมือง (และมี E200 ประกอบนอกสเป็คประหยัดให้เห็นนานๆครั้ง) นับได้ว่ามันคือสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของยุคอุตสาหกรรมใหม่ที่เม็ดเงิน บินว่อนไปทั่วประเทศ บรรยากาศอันชื่นมื่นทางการเงินส่งผลให้คนกล้าลงทุนซื้อรถมากกว่าปกติ น้ำมันก็ยังไม่แพง รถเครื่องใหญ่จึงมีโอกาสแจ้งเกิดได้มาก ถ้าสังเกตกันดีๆเราจะพบว่าจำนวนรถ E280 ที่เป็นเครื่อง 6 สูบบล็อคใหญ่ที่วิ่งอยู่ตามถนนนั้นมีมากพอสมควรแม้จะไม่เท่ากับ E220 ที่เป็นเครื่อง 4 สูบก็ตาม นั่นคือก่อนที่วิกฤติการณ์ต่างๆจะระเบิดประเทศจนกลายเป็นยุคแห่ง “คนเคยรวย” ในปี 1997


dscn3930.jpg



บ้าน ผมก็เช่นกัน ที่จัดว่าเข้าข่าย “ก.ค.ร.- กรู เคย รวย” ที่ประสบปัญหาดังกล่าว ดังนั้นการจะขยับไปเล่น E-Class ตากลมตัวใหม่ที่บ้านผมกำลังจดๆจ้องๆกันอยู่นั้นจึงเป็นอันต้องล้มเลิกไปโดย ปริยาย และเราโชคดีที่ตัดสินใจไปแบบนั้น
เพราะ 10 ปีหลังจากนั้นมันยังเป็นรถที่ใช้การได้ดี เพียงแต่อายุของมันทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มเสื่อมลงไป ไล่ฝ้าที่กระจกหลังเดี้ยง กดไปไฟติดแต่ฝ้าดันเยอะกว่าเดิมซะอีก กระจกไฟฟ้าบางทีก็เลื่อนลงได้ บางทีกดลงไปก็เงียบสนิท ไฟหน้าปัดติดๆดับๆ พอไปตะโกนด่าประชดมันกับแพ่นกบาลหน้าปัดอีก 1 ที มันก็ติดขึ้นมาเฉยๆ นี่คงเป็นเพราะการที่มันไปประสบอุบัติเหตุมาและต้องระเห็จไปอยู่ที่อู่สีนาน หลายเดือน พวกสายไฟต่างๆน่าจะโดนมิคกี้เมาส์รุมแทะจนแหว่งไปซะเยอะ


dsc01792.jpg



ถึง แม้จะทำตัวกวนส้นในบางครั้ง แต่ถ้าให้นับกันจริงๆ รถคันนี้มีเรื่องกวนใจน้อยมากถ้าเทียบกับอายุของมัน ตั้งแต่พ่อผมสั่งเข้ามาในเดือนธันวาคม ปี 1989 จนกระทั่งวันที่ขายมันออกไปในเดือนมิถุนายนปี 2008 เจ้าโลงจำปานี้ตายกลางทางด้วยความบกพร่องทางเทคนิคเพียง 2 ครั้งเท่านั้น! ครั้งแรกเกิดจากการที่ Switching Unit คุมจุดระเบิดเสื่อมสภาพ ส่วนครั้งที่สอง เกิดจากไดชาร์จลาออกจากงานกลางคัน มีเท่านั้นจริงๆครับ แต่ถ้าเอาที่ตายกลางทางด้วยความไม่เอาใจใส่ของผู้ขับน่ะ มีมากกว่านั้น มีการเกียร์ตาย 1 ครั้งที่ทำให้ต้องเอารถยก ไปยกออกมาจากห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว เนื่องจากคุณพ่อสุดที่รักของผมใช้รถไปแสนโล โดยที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์เลย มีการโอเวอร์ฮีต 1 ครั้งเพราะตั้งแต่ซื้อมาไม่เคยเปิดหม้อน้ำเช็คเลย พอผ่านไปหลายปี มันก็เลยมีอาการตัวร้อนขึ้นมา แต่ไม่มีปัญหากับเครื่อง ฝาสูบไม่โก่ง วัดกำลังอัดแล้วปกติ นี่ไม่ใช่ฝีมือพ่อ แต่มันเป็นโชคของพ่อที่ไปได้คนขับรถประจำตัวที่ดูแลรถโคตรเก่งพอกัน

และ เมื่อมันมาตกอยู่ในอุ้งเท้าของผมในปี 2000 ผมก็มีปัญหาอย่างเดียวกับแค่แบตเตอรี่ที่ใช้แล้วชอบลืมกำหนดเปลี่ยน ทำให้จู่ๆก็สตาร์ทไม่ติดซะงั้น เป็นแบบนี้ประมาณ 2-3 ครั้ง


dsc08822.jpg



เมื่อ ดูจากที่คนอื่นที่เค้ารักษารถกันดีๆ จะพบว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยถ้าใครสักคนจะพบ W124 ที่สภาพเยี่ยมเหมือนอายุแค่ 4-5 ปีในปัจจุบัน การเก็บเสียงของบอดี้และซีลยางที่ฝ่าแดดและลมมากว่า 10 ปียังคงทำหน้าที่ของมันได้ดี วิ่งทางไกลโดยมีเสียงลมเข้ามาเพียงแผ่วเบา เครื่องยนต์ยังคงทำงานเต็มกำลัง เต็มอัตราเพื่อให้อัตราเร่งที่ต่อเนื่องและมีพละกำลังเหมือนวันที่ออกมา ใหม่ๆ รถที่เข้าข่ายลักษณะนี้คือ 300E ของลุงผมที่เมืองแปดริ้ว และ E220 สีฟ้าที่อยู่ในซอยใกล้ๆ TOPS ตรงข้าม ม.เกษตร แต่พนันกันห้าร้อยเลยว่าเจ้าของที่รักษารถอย่างดีเหล่านี้จะไม่มีทางขายรถ ของตัวเองเด็ดขาด

ส่วน รถที่ใช้แบบสมบุกสมบันเหรอครับ? ก็เน่าสิครับ แต่ดีกรีความเน่าเมื่อเทียบกับชะตากรรมที่รถต้องเจอนั้นคุณจะแปลกใจว่ามัน รอดมาได้อย่างไร ความทนทานของมันหากเปรียบเป็นรถญี่ปุ่น มันก็คือโคโรลล่าสามห่วงจากแดนเยอรมัน และถ้าเปรียบเป็นเครื่องบิน มันก็จะเหมือนพวกเจ็ทโซเวียตที่ต่อให้ไม่ได้รับการบำรุงรักษา สนิมขึ้นปีก ยางบวม มันก็จะขึ้นบินได้ทุกครั้งอย่างไม่มีปัญหา
 
สำหรับคนที่สนใจใน W124 ผมต้องขอเตือนไว้ก่อนว่าอย่าทำให้ระดับชั้นของรถมาสร้างความเชื่อว่า ทุกอย่างในรถคันนี้จะต้องเหนือกว่ารถญี่ปุ่นใหม่ๆ ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป ยกตัวอย่างเช่นพื้นที่การโดยสาร ซึ่งคงช่วยไม่ได้หากเราจะมีความรู้สึกว่ามันเป็นรถใหญ่ แต่ความจริงก็คือด้วยความยาวแค่ 4.74 เมตรของมันและการที่เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง ทำให้พื้นที่ตามยาวของรถไม่มากเท่ารถญี่ปุ่นคันใหญ่ปีใหม่ๆซึ่งนับวันยิ่งจะ เคลื่อนเข้าใกล้หลัก 5 เมตรขึ้นทุกที ส่วนความกว้างของตัวถังนั้นก็ใกล้เคียงกับ Civic และ Mazda 3 ของทุกวันนี้เท่านั้นเองครับ

หรือจะเป็นการออกแบบในบางส่วนที่ผมเองยังไม่เข้าใจจนทุกวันนี้ กระจกมองข้างด้านซ้ายและขวาของ W124 นั้นจะมีขนาดไม่เท่ากัน ด้านคนขับ จะแบน และยาว ส่วนด้านคนนั่งจะแคบและสูง ซึ่งไม่ว่าความตั้งใจในการออกแบบจะเป็นยังไงก็ตามเหอะ ผลออกมาคือกระจกส่องข้างที่มีจุดบอดเยอะเหลือคณา การที่ใช้กระจกมุมแคบมีข้อดีคือทำให้ระยะห่างของวัตถุในกระจกไม่ “ใกล้กว่าที่ท่านเห็น” แต่ข้อเสียก็คืออะไรก็ตามที่อยู่ด้านข้างคุณจะล่องหนเข้าไปในจุดบอดขนาดใหญ่ ตรงนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยถ้าเบนซ์จะมีนิสัยชอบเบียดรถ หรือมอเตอร์ไซค์คันข้างๆ ไม่ใช่เพราะซ่า แต่บางทีมันก็ไม่เห็นจริงๆครับ

ส่วน หนึ่งของรถที่ผมงงที่สุดว่ามันคืออะไร อยู่ในลิ้นชักเก็บของครับ เมื่อเปิดออกมาดูจะพบแอ่งตื้นๆอันลึกลับสองแอ่งที่ภายในของฝาลิ้นชักนั่นเอง บางคนก็บอกว่ามันเป็นที่วางแก้ว แต่ที่วางแก้วที่ไหนในโลกครับที่เตี้ยแค่ไม่ถึงเซ็นติเมตร วางขวดวางแก้วอะไรก็ล้ม หรือว่าเขาเอาไว้วางแก้วตอนที่รถมันอยู่นิ่งๆอย่างเดียวหว่า ? และถ้าไอ้แอ่งพวกนี้มันไม่ใช่ที่วางแก้ว รถ W124 ทั้งคัน ก็จัดได้ว่าเป็นรถที่ไม่มีที่วางแก้วเลยสักที่ ผมขับรถทางไกลๆต้องฝากน้ำไว้กับเบาะข้างๆ หรือถ้ามีคนนั่งข้างๆ ก็ต้องฝากให้เขาถือให้ ทีนี้เพื่อนบางคนมันขี้เกียจถือ มันก็จะเอาแก้ว Big Gulp ของเราไปเสียบไว้ตรงระหว่างขาของมัน แม่มเว้ย เห็นใจกันหน่อย ใครจะไปดูดได้ลงกับสไปรต์โปะไข่เล่าครับ น้ำแข็งน้ำเขิงละลายหมด มันอุ่นมาให้เสร็จสรรพ


dsc09978.jpg


นอก จากนั้นมันก็จะมีเรื่องของเกียร์ ซึ่งเป็นระบบโบราณ และทำงานได้อย่างโบราณสมยุค นอกจากจะมีการเปลี่ยนเกียร์ที่กระตุกให้ได้รู้สึกกันแล้ว มันยังเป็นเกียร์ที่ดูเหมือนต้องการจะพักผ่อนอยู่ตลอดเวลา ที่ความเร็ว 60ก.ม./ช.ม. เมื่อผมกดคันเร่งเต็มที่ เจ้าเกียร์ตัวนี้จะเปลี่ยนลงให้ต่ำสุดถึงแค่เกียร์ 3 ทั้งๆที่สามารถลงได้ถึงเกียร์ 2 สบายๆ ส่งผลให้อัตราเร่งและความเร็วขึ้นไปอย่างช้าเนิบ รถรุ่นแรกๆของ 124 จะเป็นแบบนี้ แต่หลังจากที่ได้ลองขับ E280 ที่เป็นรถล็อตท้ายๆก่อนตกรุ่น ผมพบว่าเกียร์มีการตอบสนองดีขึ้นเล็กน้อย กระตุกเหมือนเดิม แต่ตอบสนองไวขึ้น มีความพร้อมรบมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

แต่ ถ้าคุณรับข้อเสียต่างๆได้หมด สิ่งที่ W124 จะตอบแทนบุญคุณที่คุณได้จ่ายเงินซื้อมันมาก็คือการทำหน้าที่เป็นรถยนต์ สำหรับการเดินทางอย่างแท้จริง แม้วันเวลาจะผ่านไป 20 ปีรถญี่ปุ่นน้อยรุ่นนักที่จะปรับเซ็ตช่วงล่างมาได้ลงตัวอย่างที่ W124 เป็น มันคือรถที่นุ่มนวลพอให้คุณกล้าเชิญนายทหารชั้นผู้ใหญ่นั่งบนเบาะหลังพาไป รับประทานมื้อกลางวันได้อย่างสบายใจ และเมื่อคุณต้องวิ่งผ่านถนนขรุขระ น้ำในแก้ว (ใบที่อยู่ระหว่างขาเพื่อนของคุณนั่นล่ะ) จะไม่หกกระเด็นเซ็นซ่าน เพราะช่วงล่างทำหน้าที่ซับแรงกระแทกส่วนเกินไว้ได้มากทีเดียว

และ ถ้าที่เยอรมันมีออโต้บาห์น เมืองไทยเราก็มีทางหลวงระหว่างจังหวัด และมอเตอร์เวย์ซึ่งเป็นถนนแบบที่ 124 ถนัดเป็นอย่างยิ่ง มันให้ความรู้สึกหนักแน่นมั่นคงในทุกความเร็วที่ใช้ แม้ว่าคุณจะกระโจนลงคอสะพานมอเตอร์เวย์ (ในยุคก่อนที่ยังสร้างได้ไม่เรียบร้อยนัก) รถคันนี้จะมีการยืดและยุบของช่วงล่างในระยะที่มากพอจะดูดแรงสะเทือนต่างๆเอา ไว้ได้ในขณะที่ไม่ส่งอาการแกว่งอย่างไร้การควบคุมให้เห็น และถ้าคุณกล้านำพามันขึ้นไปวิ่งที่ความเร็วระดับ 180ก.ม./ช.ม. หรือเกินกว่านั้น คุณก็จะพบว่ามันนิ่งราวกับรถไฟชินคันเซ็น อันจะพาให้หลายต่อหลายคนนึกว่า 124 เป็นรถที่มีน้ำหนักมาก จึงวิ่งได้อย่างมั่นคง ทั้งๆที่ในความจริงแล้วมันเบากว่า Accord V6 อยู่หลายสิบกิโล และช่วงล่างของ 124 ยังเป็นที่รู้จักกันในหมู่ช่างซ่อมช่วงล่างว่าทนทานยิ่งกว่าคู่ครองคนแรกของ คุณ แถมเมื่อถึงเวลาซ่อม เจียดงบไม่กี่หมื่นก็แทบจะเปลี่ยนช่วงล่างชนิดเบิกโรงงานใหม่ได้ทุกชิ้น
 
dsc08725.jpg


ผม เคยพา 124 ไปปีนเกาะเมื่อสมัยเรียนอยู่ปี 1 ที่ศาลายาจนยางแตกล้อคด แต่ก็ประคองมันไปให้ร้านช่วงล่างดู และก็พบว่าไม่มีความเสียหายใดๆเกิดขึ้นกับช่วงล่างเลย ผมถามช่างว่า

“พี่เช็คดูดีๆ ปีกนกฉีกหรือเปล่า”
ช่างคนนั้นตอบว่า
“โอ้ย น้อง! ไอ้เบนซ์รุ่นนี้ถ้าปีกนกฉีกล่ะก็คนขับตายha ไปแล้วครับ มันเหนียวจะตาย”

นอก จากข้อดีในเรื่องช่วงล่างแล้ว เบาะและการจัดพื้นที่ภายในของ 124 ก็ถือว่าทำได้น่าชมเชยสำหรับยุค 1980 คุณต้องยอมรับข้อเสียที่ว่าตำแหน่งของถังน้ำมันนั้นทำให้มันไม่สามารถพับ เบาะหลังเปิดทะลุได้แบบ C-Class แต่พื้นที่ในฝากระโปรงหลังนั้นใหญ่พอให้ใส่ถุงกอล์ฟและกระเป๋าเดินทางขนาด ใหญ่ได้ไม่ยาก ส่วนการโดยสารและการขับขี่นั้น ถ้าเรานำมาเทียบกับรถญี่ปุ่นขนาดโตสมัยนี้ก็ต้องยอมรับว่าสู้ไม่ได้ แต่ด้วยการออกแบบที่เอาใจใส่ในรายละเอียดเช่น เบาะนั่งไม่มีการแบ่งชนชั้นระหว่างผู้ขับและผู้โดยสาร เพราะเบาะหน้าทั้งคู่สามารถปรับได้หลายทิศทาง รวมถึงส่วนที่รองก้นซึ่งสามารถปรับสูงต่ำ ก้ม-เงยได้ทั้งสองข้าง พนักพิงศรีษะสามารถปรับสูงต่ำได้ง่าย และยังปรับหมอนรองเอนมารับต้นคอก็ได้ หรือจะผลักไปข้างหลังก็ได้เช่นกัน ที่เท้าแขนซึ่งยึดติดกับเบาะฝั่งคนนั่งก็ใหญ่และนุ่ม สามารถรองรับแขนได้อย่างพอดิบพอดี การออกแบบโดยคำนึงถึงจุดเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ทำให้คุณสามารถปรับเบาะจนได้ ตำแหน่งที่ถนัดที่สุด เพื่อการขับขี่อันยาวนานโดยไม่เมื่อยล้า

เสียอยู่อย่างเดียวคือพวงมาลัยปรับได้แค่เข้า-ออก แต่ไม่สามารถปรับก้ม-เงยได้ ไม่งั้นก็คงได้คะแนนเต็ม
และคันเร่งในรุ่นที่เป็นสายคันเร่งแบบเก่าจะมีน้ำหนักแป้นค่อนข้างมาก ทำให้เมื่อยปลายเท้าเวลาเหยียบได้

สวิทช์ และแผงควบคุมต่างๆถูกจัดวางไว้อย่างมีระเบียบ ใช้งานง่ายไม่งุนงง รถสเป็คไทยส่วนมากมักได้แอร์แบบลูกบิดหมุนธรรมดาๆที่แม้แต่เด็กประถมก็เรียน รู้วิธีการใช้งานได้ภายใน 5 นาที รถนอกบางคันจะได้แอร์แบบกดปุ่ม ซึ่งยังไม่ทันสมัยถึงขนาดมีจอดิจิตอล แต่ใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน


x033.jpg



วัสดุ ที่ใช้ภายในห้องโดยสาร แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำรถคันนี้ให้ถูกใช้งานไปจนวันที่มันไม่ สามารถวิ่งได้อีก หลังจากผ่านไป 20 ปี ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเราจะพบ 124 ที่หนังบุภายในยังมีสภาพที่โอเค ฝ้าเพดานยังไม่ห้อย ลายไม้ (ที่ไม่ใช่พลาสติกมาทาสีไม้) ที่ยังขัดขึ้นเงาวับ กรอบแอร์อาจมีการเสื่อมสภาพแตกหักบ้าง แต่ราคาอะไหล่ส่วนนี้ถูกกว่าวิสกี้ 1 ขวดด้วยซ้ำ

เป็น อันว่าถ้าคุณมองหารถสักคันที่ขับแล้วดูภูมิฐาน มีความมั่นคงของช่วงล่าง ความแข็งแกร่งและความปลอดภัยที่แม้จะวัดด้วยมาตรฐานของทุกวันนี้ก็ยังคงถือ ว่าสูงอยู่ แต่คุณมีงบประมาณเท่าๆกับการซื้อรถ Sub compact รุ่นล่างสุด

W124 น่าจะเป็นตัวเลือกที่คุณให้ความสนใจ แต่ทีนี้รุ่นไหนล่ะที่จะเหมาะกับคุณในเมื่อในประเทศไทย เรามี W124 ให้เลือกอย่างต่ำๆ 4 รุ่น

A) ถ้าคุณมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการซ่อมบำรุง และต้องการซื้อรถเพื่อเอาโครงสร้างที่ดีมาเพื่อวางเครื่องพลังสูงจากญี่ปุ่น เพื่อเอาไว้ใช้งานเป็นหลัก หรือเอาไว้ทำรถแต่งซิ่ง ให้เลือกรถ 230E Code B ปีประมาณ 90-92 ซึ่งมีค่าตัวเป็นมิตร และมีอุปกรณ์ต่างๆทัดเทียมกับรุ่นพี่ เครื่องยนต์ไม่ได้ดีอะไรมาก แต่คุณก็จะเอามาวางเครื่องใหม่อยู่แล้วนี่นา

B) ถ้าคุณต้องการซื้อรถไว้ใช้งานจริงๆจังๆ วิ่งในเมืองเป็นส่วนมาก วิ่งต่างจังหวัดนานๆครั้ง และคิดว่าอัตราเร่ง 0-100ใน 11-12วินาทีนั้นเพียงพอแล้ว และอนาคตอาจนำไปติด LPG เพิ่มเติม ขอแนะนำให้เลือก E220 ซึ่งมีเทคนิคเครื่องยนต์ทันสมัยใช้ได้ มีอัตราเร่งที่พึ่งพาได้ และใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่า

C) ถ้าข้างบ้านคุณมีรถบ้าพลังอยู่ และคุณต้องการซื้อรถสักคันมาเพื่อทำตัวแอบจิตแต่แรงจริง โดยไม่ต้องไปวุ่นวายวางเครื่องให้ยุ่งยากอีกต่อไป แต่ค่าเชื้อเพลิงคุณต้องเหลือเฟือหน่อยนะ ถ้าอย่างนี้ E280 คือคำตอบที่น่าสน

D) ถ้าคุณมีบ้านอยู่ข้างๆไอ้คนที่ขับ E280ตะกี้ แต่คุณเป็นสามีที่ดี ซื้อรถดีๆให้ภรรยาจนตัวเองเหลือเงินไม่มากพอซื้อ E280 แต่ขณะเดียวกันก็อยากได้รถที่แรงไล่ๆกับ E280ของบ้านข้างๆ ลองมองหา 300E ดู ซึ่งมันถูกกะตังค์กว่ากันเป็นแสนกว่า ซึ่งคุณควรเก็บไว้เติมน้ำมันให้ดีๆ เพราะเท่าที่ทราบมา เครื่อง 300E ยังมีปัญหากับการติดแก๊สอยู่พอสมควร

ไม่ ว่าทางเลือกของคุณจะเป็นรุ่นไหนก็ตาม ในท้ายสุดคุณก็จะได้ตั๋วที่นั่งเพื่อเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ถือว่าเป็นตำนานรถ หรูของประเทศไทยรุ่นหนึ่งที่พร้อมให้คุณได้สัมผัสกับเอกลักษณ์ความเป็นเบนซ์ ของแท้ที่สมัยนี้เปลี่ยนไปจากเดิมหมดแล้ว และถ้าคุณดูแลมันอย่างพิถีพิถัน รักษาให้ดีๆ อีก 10 ปีข้างหน้า มันอาจได้ทำหน้าที่เป็นรถยนต์ที่สอนให้ลูก หรือหลานของคุณรู้จักการขับรถก็เป็นได้ หรือจะเอาไปแต่งจนดูโฉบเฉี่ยว ดุดันแบบของสมาชิกชาว 124 คันข้างล่างนี่ ก็ยังได้ แบบสบายๆครับ


dscn5723.jpg



เพราะ 124 คือหลักฐานการมีอยู่จริง ของความตั้งใจที่มาจาก Mercedes-Benz ด้วยการเลือกสรรวัสดุ การพิถิพิถันออกแบบชิ้นส่วนต่างๆมาเพื่อเตรียมพร้อมกับการใช้งานในระยะยาว ไม่ใช่ว่าซื้อมาแล้ว 4-5 ปีขายเปลี่ยนมือใหม่

ผม เองก็เชื่อแล้วครับหลังจากที่ใช้มันมา 19 ปี ผมไม่เคยเห็นรถคันไหนที่อายุ 19 ปี ผ่านการใช้งานมาอย่างโหดร้าย และสามารถคงสภาพหลายอย่างเอาไว้เกือบใกล้เคียงกับตอนเป็นรถใหม่ได้

ถ้า ไม่เชื่อ ลองนับดูสิครับว่า W123 อายุ 30 ปีบนท้องถนนในไทยยังมีวิ่งอยู่ตั้งกี่คัน 124 คือรถที่ถูกสร้างมาเพื่อวิ่งตลอดไป แบบเดียวกันนั่นแหละครับ


dsc_5681.jpg


ขอขอบคุณ

Tee Abuser สำหรับรูปถ่ายสวยๆและโบรชัวร์มากมายที่เอามาซูมภาพกันเล่น
ฺBruno Sacco สำหรับการช่วยปั้น 124 ออกมาให้บทความนี้เกิดขึ้น
 
"อ้างอิงจากเว็บไซต์ HeadlightMag"


ก็อปมาอีกเช่นเคยครับ :D

ขอขอบพระคุณ
Tee Abuser สำหรับรูปถ่ายสวยๆและโบรชัวร์มากมายที่เอามาซูมภาพกันเล่น และคุณ Bruno Sacco สำหรับการช่วยปั้น 124 ออกมาให้บทความนี้เกิดขึ้นครับ
 
ขอบคุณครับ

อ่านแล้วทำให้รัก W124 ในครอบครองอีกมากโขเลย :p
 
โหหหห...พี่เป็นคนแรกเลยนะเนี่ย :D :n45:




คิดว่าจะไม่มีใครสนใจซะแล้ว :(:(:(:(:(:(:(
 
ใช่ครับ อ่านแล้ว รัก รถตัวเองขึ้นอีก ซึ่งรักอยู่แล้ว จุ๊บๆ อิอิ
 
เนื้อหาดีมากๆๆครับ

รูปแต่ละรูปสวยสุดๆครับ
 
ม่ายมีอารายจะพูด...
:icon_neutral::icon_neutral:


ซึ้ง...รายละเอียดเยี่ยม...

ขอบคุณ พี่ tere...กั้บ..
:toast:
 
ขอบคุณครับ บทความดีแถมรูปสวยอีกครับ :D
 
ขอบคุณค่ะ ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีก ชอบรูปสุดท้ายจัง :D
 
ออก pocket book เลยอ่ะ ผมจอง 1 เล่ม ขอลายเซ็นส์ ด้วยน่ะครับ.....
 
Back
Top