Teresa
Active member
เริ่มต้นกับเดือนแรกของ Headlightmag.com เป็นวาระที่ค่อนข้างฉุกละหุกพอสมควรสำหรับผม ซึ่งได้ถูกอำนาจมืดจากดาร์ธเวเฟอร์
(รู้จัก ใช่มั้ย? คนนั้นแหละ คนเดียวกับที่เอาหลุยส์์ อาร์มสตรองขึ้นไปบนดวงจันทร์แทนที่จะเป็นนีล อาร์มสตรองนั่นแหละ) เข้าชักชวนให้ผมมารับหน้าที่เขียนบทความในนี้
คง ไม่มีความพร้อมใดๆมารองรับกับคำตอบสั้นว่า “ตกลงโว้ย” แล้วหลังจากนั้นก็ต้องมาคิดว่าจะขีดๆเขียนๆอะไรให้ใครเป็นคนอ่าน ยิ่งเรื่องถ่ายรูปสวยๆนั้นลืมได้เลย
ถ้าไม่ใช่น้องๆอายุระหว่าง 16-24 ปีสวยสาวขาวหมวยรวยเสน่ห์อีกทั้งยังเท่ห์อย่างเป็นธรรมชาติ ผมก็ไม่ใช่คนที่จะใส่ใจรายละเอียดพวกนี้นัก สักแต่ถ่ายๆมันไว้อย่างนั้น ดังนั้นเมื่อไม่พยายามที่จะทำตัวให้เป็นกูรูผู้รู้ใจกล้องแล้ว ผมก็คงต้องขอรับหน้าที่เขียนถึงรถเก่าๆในคอลัมน์ Rewind นี้แหละครับ
อันว่า Rewind มันก็เกือบจะคล้ายกับ Review แต่เป็นรถเก่ากว่า
ทำไม ผมไม่เขียนถึงรถใหม่ ผมเขียนได้ครับ แต่ไม่อยากไปแย่งงานไอ้ดาร์ธ เวเฟอร์มัน อีกอย่างนึงต้องยอมรับตรงๆครับว่ามือยังไม่ถึง เพราะเป็นแค่มือสมัครเล่น ไม่มีรูปแบบเฉพาะ เขียนสั้นบ้างยาว
บ้างตาม อารมณ์ จึงขอบอกไว้ก่อนเลยว่าคงต้องมีรายการผิดหวังกันบ้าง เนื่องจากรถเก่านั้น การหารูปและรายละเอียดบางคันไม่ง่ายนัก ฉะนั้นจะให้ความละเอียดเท่ากับ Review by J!MMY นั้น
คงยากครับ แต่ก็จะพยายามทำให้ดีเท่าที่จะทำได้ครับ
เริ่ม กับรถคันแรกที่ผมจะเขียนเล่าให้ฟังกันนั้น ก็คงขอเริ่มต้นจากอดีตรถของผมเอง ซึ่งก็คือ Mercedes-Benz W124 หรือที่คนไทยชอบเรียกกันติดปากว่า “โลงจำปา” ซึ่งที่เขียนในครั้งนี้เนี่ยก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงมัน หลังจากที่ออกจากรั้วบ้านผมไปได้ครบ 6 เดือนแล้ว และป่านนี้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะวิ่งอยู่แถวๆชลบุรี
หรือพัทยาเนี่ยแหละครับ ผมใส่รูปรถคันนี้ลงไว้ในบทความด้วย ถ้าใครพบเห็นก็ฝากดูกันบ้างนะครับว่ายังดีอยู่หรือเปล่า
W124 นี่ถือว่าเป็นตำนานอันดับต้นๆของเบนซ์ ทั้งในเมืองไทย และเมืองนอก ที่เมืองไทย มันเป็นสัญลักษณ์ของยุคที่รถหรูเฟืองฟูขายดีไม่แพ้รถใช้งานทั่วไป เป็นตัวแทนแห่งความรุ่งโรจน์ก่อนยุคฟองสบู่แตก ที่เยอรมันนี มันเป็นตั้งแต่รถนักธุรกิจไปจนแท็กซี่ เพราะด้วยความทนทานของมันที่สร้างขึ้นมาเพื่อวิ่งตลอดไป
W124เริ่ม ปรากฏตัวให้ผู้คนเห็นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี1984 หรือเกือบจะสองทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา และลงขายจริงในปี 1985 ความทันสมัยของ124ในยุคนั้นถือว่าเป็นรถที่ท้าทายสายตาต่อการมอง..ไม่ใช่ว่า สวยนะครับ แต่เพราะว่ารูปทรงมันช่างเป็นเหลี่ยมเป็นมุมไปเสียทุกส่วน แต่ในด้านของการออกแบบส่วนต่างๆของรถแล้วละก็ ถือว่าเป็นก้าวกระโดดขั้นสูงจาก W123 รุ่นก่อนหน้านี้ เพราะการใช้อุโมงค์ลมช่วยออกแบบ ซึ่ง124นี้นับเป็นเบนซ์รุ่นที่สามที่ได้ผ่านการออกแบบจำลองสภาวะการณ์ด้วย อุโมงค์ลม (ต่อจาก126และ201) ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานของตัวถังนั้นถือว่าต่ำมากสำหรับรถที่ออกแบบ เมื่อ20ปีที่แล้ว (Cd=0.28ในรุ่นที่ไม่มีการตกแต่งตัวถังเพิ่มเติม)
และ ที่ลืมไม่ได้ที่จะพูดถึงก็คือที่ปัดน้ำฝนแบบPanoramaซึ่งอาศัยก้านปัดเพียง ก้านเดียวเท่านั้น แต่ตัวก้านนั้นสามารถยืดและหดได้ ทำให้ก้านปัดสามารถกวาดจากซ้ายสุดไปขวาสุดได้โดยที่ไม่ชนขอบกระจก ทำให้สามารถปัดทำความสะอาดพื้นที่กระจกหน้าได้ถึง80% นั่นเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของวิศวกรเยอรมันที่ให้ประสิทธิภาพดีมาก ถึงแม้วารสารอเมริกันเล่มหนึ่งจะขนานนามที่ปัดน้ำฝนๆก้านเดียวยืดๆหดๆนี้ว่า “One Suck” เป็นว่าอะไรก็ไม่ทราบ หรือว่าจะเป็นก้านปัดอันเดียว เสียวได้ใจ เพราะเขาบอกว่าในยามที่ฝนตกหนักมาก ก้านปัดแบบนี้ไม่สามารถปัดได้เร็วพอที่จะขจัดคราบน้ำฝนได้ทัน ซึ่งในฐานะเจ้าของผมก็มีความเห็นในลักษณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวแล้ว การได้จ้องไอ้โคนก้านปัดน้ำฝนยืดๆหดๆในระหว่างปัด มันช่างเป็นอะไรที่ ว้าว..ร้อนแรง..กระตุ้นอารมณ์เหลือเกิน
Last edited: