รถผม E220 w124 ปี 94 (ขอโทษครับไม่ได้ถ่ายรูปไว้ พอดีมัวแต่จดจ่อกับช่างตอนรื้อและประกอบครับ)
มีอาการน้ำเข้าที่ฝั่งคนขับ เมื่อเปิดพรมใต้เท้าที่มีโฟม จะเห็นว่ามีร่องลึงอยู่ 2 ร่อง ซ้ายติดกับคอนโซล และขวาติดกับกล่องพลาสติกครอบสายไฟ อาการคือ จอดรถตากฝนไว้เฉย ๆ แต่ฝนต้องตกเยอะหน่อย จะมีน้ำไหลซึมเข้ามาในร่องฝั่งติดกับพลาสติกครอบสายไฟ (ด้านขวา) ใต้คันเร่ง ถ้าฝนตกนานจะเข้ามาเยอะเหมือนกัน
วันนี้ผมเลยได้ไปให้อู่แถวบ้าน (เลียบด่วน) ดู เค้าให้ช่างกระจกมาดู สรุปไม่ได้เป็นที่กระจกครับ เป็นที่รอยเชื่อมต่อกาบข้างรถยนต์ภายนอกตรงที่มีเหมือนซิลิโคนซีลไว้ มันรั่วครับ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ช่างกว่าจะหาเจอเหนื่อยเลยครับ ตอนแรกช่างต้องรื้อพรมใต้คันเร่งออกหมด รวมทั้งพลาสติกครอบสายไฟ แป้นเหยีบคันเร่ง แล้วก็เปิดฝาพลาสติกด้านข้าง แล้วก็แงะดู จะเห็นด้านในมีฟองน้ำด้วยแต่มีแค่บางส่วน เลยสรุปได้ว่าหาสาเหตุพบแล้ว ว่าแล้วก็จัดการโดยเริ่มจากแงะกาบด้านล่างภายนนอกรถยนต์ที่ถัดจากซุ้มล้อออกก่อน แล้วก็ถอดที่ครอบตัวถังด้านขวา (บนซุ้มล้อทั้งชิ้น) ถอดไฟเลี้ยวหน้าออกก่อน ค่อนถอดออกมาทั้งชิ้น แล้วก็จะเห็นตัวถังเปลือย ๆ พบว่ารอยซีลดูเหมือนปกติมาก ลองเอาน้ำสายยางราดๆ ช่างเรียกให้ไปดู เห็นซึมจะ ๆ เลยครับ ช่างจัดการเอา ซิลิโคนอะไรไม่ทราบดำ ๆ ไปยาอุดด้านในไว้ และด้านนอกก็ทาซิลิโคนทับเช่นกัน แล้วก็ประกอบกลับเข้าไป (ได้เห็นเหมือนกระปุกพลาสติกทรงน้ำเต้าประหลาดด้วยครับ มองจากด้านนอกเห็นเลยครับ อยู่ถัดจากซุ้มล้อพอดี ช่างบอกว่าเป็นหม้อลมระบบถุงลมนิรภัยครับ ผมว่ามันดูแปลกมาก และหวังว่ามันคงไม่ต้องทำงานอีกเลยนะ 555+)
ผมเห็นช่างถอดประกอบก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ดูแล้วถ้าอุปกรณ์ครบน่าจะทำเองได้ไม่เกิดความสามารถ โดนค่าเสียหายไป พันเศษ ถือว่าสบายใจดีครับ เพราะได้ดูตัวถังด้วย สรุปยังไม่มีตรงไหนสนิมกิน เว้นที่เดียว คือฐานแบตฝั่งคนนั่ง ว่าจะไปจัดการซักหน่อย วางแผนว่าจะเปลี่ยนฐานรองแบตเพราะตัวเก่าโดนสนิทกินไปเยอะแล้ว และใช้่แบตแบบเติมน้ำก็ ช่างแนะนำว่า ให้หาสายยางมาต่อที่ตัวแบตจะมีขั้วด้านหนึ่งไว้ระบายไอน้ำกรดมั้งครับ ผมก็ไม่ทราบ ช่างบอกไปหาสายมาต่อยาวๆ ให้ลากไปทิ้งลงพื้นจะได้ไม่กัดโดนฐานแบตอีก ส่วนเรื่องสนิมที่กินฐานแบต ผมยังไม่รู้ว่าจะจัดการได้อย่างไร พี่ๆ คนไหนเคยทำแล้วบอกด้วยนะครับ (สนิมกินพอสมควรแต่ก็ยังไม่ถึงกับทะลุครับ) แบตต่อไปกะว่าจะใช้แบบแห้ง แต่ดันเพิ่งเปลี่ยนมาต้นปี ต้องรออีกนานครับกว่าจะได้เปลี่ยนอีก อ้อลืมบอกไปว่าวันนี้เพิ่งเห็นว่ายางเส้นนึงที่อยู่ใต้ขอบประตูด้านล่าง ลากยาวตั้งแต่ประตูหน้าถึงหลัง มันหายไปทั้งสองข้าง ลองดู ๆ บ้างนะครับว่ายังอยู่กันรึเปล่า น่าจะช่วยกันพวกน้ำกับเสียงเข้ารถได้ครับ
ปล.ขอระบายหน่อย ผมทำเสร็จกะว่าสบายใจละ ไปลองสตาร์ทเครื่อง เปิดพัดลมแอร์ปุ๊บ อ้าว เบอร์ 1-3 ไม่มีลมออก มีแต่เบอร์ 4 เวรกรรม สวิตช์ปรับพัดลมน่าจะเสีย เพราะอย่างอื่นปกติ ผมถึงกับทำใจเลยครับ รถเก่า เหมือนมีกรรม ต้องมีอะไรเสียอย่างน้อย 1 อย่างทดแทนของเดิมที่ซ่อมเสมอ หลายครั้งแล้วครับ แต่ก็ยังทนซ่อมและใช้ไป ยังไม่อยากขาย เพราะตัวถังยังดีอยู่มากครับ หลายคนบอกซ่อมแล้วจบ ผมก็เชื่อครับ เพราะซ่อมมาหลายชิ้นแล้วรู้สึกได้เลยว่าระบบมันไม่ได้ซับซ้อนเหมือนรุ่นใหม่ ๆ แต่ว่าของหมดอายุต้องทำใจหามาทะยอยเปลี่ยนครับ ผมรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่โดนรถใหญ่เบียด หรืออยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมครับ ผมเชื่อว่ามันแข็งแรงพอครับ เพราะเหตุเดียวเลยที่ผมยังใช้อยู่ นอกนั้นผมคิดว่ารถญี่ปุ่นรุ่นใหม่ๆ สู้ได้หมดครับ (แหมรถตั้ง 17 ปีแล้วได้เท่านี้ก็ถือว่าสุดยอดแล้วครับ มีจะสู้ได้ก็คงเป็น Lexus ล่ะครับ 555+)
มีอาการน้ำเข้าที่ฝั่งคนขับ เมื่อเปิดพรมใต้เท้าที่มีโฟม จะเห็นว่ามีร่องลึงอยู่ 2 ร่อง ซ้ายติดกับคอนโซล และขวาติดกับกล่องพลาสติกครอบสายไฟ อาการคือ จอดรถตากฝนไว้เฉย ๆ แต่ฝนต้องตกเยอะหน่อย จะมีน้ำไหลซึมเข้ามาในร่องฝั่งติดกับพลาสติกครอบสายไฟ (ด้านขวา) ใต้คันเร่ง ถ้าฝนตกนานจะเข้ามาเยอะเหมือนกัน
วันนี้ผมเลยได้ไปให้อู่แถวบ้าน (เลียบด่วน) ดู เค้าให้ช่างกระจกมาดู สรุปไม่ได้เป็นที่กระจกครับ เป็นที่รอยเชื่อมต่อกาบข้างรถยนต์ภายนอกตรงที่มีเหมือนซิลิโคนซีลไว้ มันรั่วครับ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ช่างกว่าจะหาเจอเหนื่อยเลยครับ ตอนแรกช่างต้องรื้อพรมใต้คันเร่งออกหมด รวมทั้งพลาสติกครอบสายไฟ แป้นเหยีบคันเร่ง แล้วก็เปิดฝาพลาสติกด้านข้าง แล้วก็แงะดู จะเห็นด้านในมีฟองน้ำด้วยแต่มีแค่บางส่วน เลยสรุปได้ว่าหาสาเหตุพบแล้ว ว่าแล้วก็จัดการโดยเริ่มจากแงะกาบด้านล่างภายนนอกรถยนต์ที่ถัดจากซุ้มล้อออกก่อน แล้วก็ถอดที่ครอบตัวถังด้านขวา (บนซุ้มล้อทั้งชิ้น) ถอดไฟเลี้ยวหน้าออกก่อน ค่อนถอดออกมาทั้งชิ้น แล้วก็จะเห็นตัวถังเปลือย ๆ พบว่ารอยซีลดูเหมือนปกติมาก ลองเอาน้ำสายยางราดๆ ช่างเรียกให้ไปดู เห็นซึมจะ ๆ เลยครับ ช่างจัดการเอา ซิลิโคนอะไรไม่ทราบดำ ๆ ไปยาอุดด้านในไว้ และด้านนอกก็ทาซิลิโคนทับเช่นกัน แล้วก็ประกอบกลับเข้าไป (ได้เห็นเหมือนกระปุกพลาสติกทรงน้ำเต้าประหลาดด้วยครับ มองจากด้านนอกเห็นเลยครับ อยู่ถัดจากซุ้มล้อพอดี ช่างบอกว่าเป็นหม้อลมระบบถุงลมนิรภัยครับ ผมว่ามันดูแปลกมาก และหวังว่ามันคงไม่ต้องทำงานอีกเลยนะ 555+)
ผมเห็นช่างถอดประกอบก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ดูแล้วถ้าอุปกรณ์ครบน่าจะทำเองได้ไม่เกิดความสามารถ โดนค่าเสียหายไป พันเศษ ถือว่าสบายใจดีครับ เพราะได้ดูตัวถังด้วย สรุปยังไม่มีตรงไหนสนิมกิน เว้นที่เดียว คือฐานแบตฝั่งคนนั่ง ว่าจะไปจัดการซักหน่อย วางแผนว่าจะเปลี่ยนฐานรองแบตเพราะตัวเก่าโดนสนิทกินไปเยอะแล้ว และใช้่แบตแบบเติมน้ำก็ ช่างแนะนำว่า ให้หาสายยางมาต่อที่ตัวแบตจะมีขั้วด้านหนึ่งไว้ระบายไอน้ำกรดมั้งครับ ผมก็ไม่ทราบ ช่างบอกไปหาสายมาต่อยาวๆ ให้ลากไปทิ้งลงพื้นจะได้ไม่กัดโดนฐานแบตอีก ส่วนเรื่องสนิมที่กินฐานแบต ผมยังไม่รู้ว่าจะจัดการได้อย่างไร พี่ๆ คนไหนเคยทำแล้วบอกด้วยนะครับ (สนิมกินพอสมควรแต่ก็ยังไม่ถึงกับทะลุครับ) แบตต่อไปกะว่าจะใช้แบบแห้ง แต่ดันเพิ่งเปลี่ยนมาต้นปี ต้องรออีกนานครับกว่าจะได้เปลี่ยนอีก อ้อลืมบอกไปว่าวันนี้เพิ่งเห็นว่ายางเส้นนึงที่อยู่ใต้ขอบประตูด้านล่าง ลากยาวตั้งแต่ประตูหน้าถึงหลัง มันหายไปทั้งสองข้าง ลองดู ๆ บ้างนะครับว่ายังอยู่กันรึเปล่า น่าจะช่วยกันพวกน้ำกับเสียงเข้ารถได้ครับ
ปล.ขอระบายหน่อย ผมทำเสร็จกะว่าสบายใจละ ไปลองสตาร์ทเครื่อง เปิดพัดลมแอร์ปุ๊บ อ้าว เบอร์ 1-3 ไม่มีลมออก มีแต่เบอร์ 4 เวรกรรม สวิตช์ปรับพัดลมน่าจะเสีย เพราะอย่างอื่นปกติ ผมถึงกับทำใจเลยครับ รถเก่า เหมือนมีกรรม ต้องมีอะไรเสียอย่างน้อย 1 อย่างทดแทนของเดิมที่ซ่อมเสมอ หลายครั้งแล้วครับ แต่ก็ยังทนซ่อมและใช้ไป ยังไม่อยากขาย เพราะตัวถังยังดีอยู่มากครับ หลายคนบอกซ่อมแล้วจบ ผมก็เชื่อครับ เพราะซ่อมมาหลายชิ้นแล้วรู้สึกได้เลยว่าระบบมันไม่ได้ซับซ้อนเหมือนรุ่นใหม่ ๆ แต่ว่าของหมดอายุต้องทำใจหามาทะยอยเปลี่ยนครับ ผมรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่โดนรถใหญ่เบียด หรืออยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมครับ ผมเชื่อว่ามันแข็งแรงพอครับ เพราะเหตุเดียวเลยที่ผมยังใช้อยู่ นอกนั้นผมคิดว่ารถญี่ปุ่นรุ่นใหม่ๆ สู้ได้หมดครับ (แหมรถตั้ง 17 ปีแล้วได้เท่านี้ก็ถือว่าสุดยอดแล้วครับ มีจะสู้ได้ก็คงเป็น Lexus ล่ะครับ 555+)