ที่สุดของ 190E อยู่ตรงไหน

เอารูปสวยๆมาให้ชม 2.3 16v ของธนันต์
2026107.jpg

1036306.jpg

1036304.jpg

10363014.jpg

10363012.jpg




เอ่อ....รถผมเองครับ ตอนนี้จอดหลับยาวเลย ไม่ได้ออกกำลังมานานมากละ


สามร้อยม้า M111 + turbo ได้ง่ายและอนาคตอีกนาน

แต่ 2.3-16 จะได้ดิบกว่า เพราะว่าลากได้มากกว่า เมืองนอกยัดโบนิดหน่อย ลดกำลังอัด ยัด Standalone 300++ ม้าเห็นเยอะแยะ เพื่อนผมในยุโรปมันซักไปหกร้อยม้ากับ 2.3-16 + turbo

ช่วงล่างใช้ของตัว 8v ได้ทั้งหมดครับ ไม่ต้องห่วง แล้วจะอัพเป็นบูชยูรีเทนก็จะช่วยได้มาก

อะไหล่หาไม่ยากครับ บอกได้เลย ถ้ารู้แหล่ง เมื่อก่อนผมก็คิดแบบนี้แหละ หายาก ไปๆมาๆ เบิกสิงคโปร์ก็ได้ หรือสั่งจากอังกฤษ ไม่ก็เมกาก็เหลือเยอะ

เกียร์แนะนำให้หาเกียร์ธรรมดา ซึ่งจะ 5 speed แต่ถ้างบเยอะ อยากยัดร้อบน๊อตก็เอาเกยีร์ 6 speed จาก W203/ W208 มาครับ เฟืองท้ายก็แล้วแต่ ตามใจอยากครับ LSD 2.3-16v, ASD 2.5-16v

190E ควรจะวิ่งอยู่ที่เครื่องสี่สูบครับ เพราะว่าเน้น Handling จะสนุกมาก

เอก
 
แหะๆ หลังจากคุยกับพี่นพ ซักพัก ผมว่า 3.6 น่าจะโอสุดละ ไม่ใช่ไม่เชื่อว่าวาง 4 สูบ ดีกว่า แต่ขอลองบ้าๆบอๆก่อน:crazy: แต่ของอีกสักพัก รอศึกษาข้อมูลและปัจจัยหลายๆอย่างก่อน
 
แหะๆ หลังจากคุยกับพี่นพ ซักพัก ผมว่า 3.6 น่าจะโอสุดละ ไม่ใช่ไม่เชื่อว่าวาง 4 สูบ ดีกว่า แต่ขอลองบ้าๆบอๆก่อน:crazy: แต่ของอีกสักพัก รอศึกษาข้อมูลและปัจจัยหลายๆอย่างก่อน

ถ้าจะเอาเกียร์ธรรมดาก็เอา 2.3-16/ M111 W203/ W208 มาใช้ได้เลยครับ เพระาว่าหัวหมูรูเหมือนกัน
 
ถ้าจะเอาเกียร์ธรรมดาก็เอา 2.3-16/ M111 W203/ W208 มาใช้ได้เลยครับ เพระาว่าหัวหมูรูเหมือนกัน

รูปห้องเครื่อง ผมไม่เห็น คานค้ำโช๊คด้านบน
ไม่ทราบมีเหตุผลอะไรพิเศษหรือเปล่าครับ ?
รบกวนแนะนำเป็น วิทยาทานหน่อยครับ

ปล. มี 86 อยู่ในรูปซะด้วย
 
แหมคุณ Mikex คำถามตรงใจผมเลย งั้นรอฟังเลคเชอร์ด้วยคน
ว่าแต่โปรเจ็คเทอร์โบของคุณ Mikex ไปถึงไหนแล้วครับ มีอะไรให้ช่วยหรือสนับสนุนก็ยินดีนะครับ รอชมผลงานอยู่ครับ
 
แหมคุณ Mikex คำถามตรงใจผมเลย งั้นรอฟังเลคเชอร์ด้วยคน
ว่าแต่โปรเจ็คเทอร์โบของคุณ Mikex ไปถึงไหนแล้วครับ มีอะไรให้ช่วยหรือสนับสนุนก็ยินดีนะครับ รอชมผลงานอยู่ครับ

ได้เจอรถเจ๋งๆ แถมเจ้าของอยู่ในเวป ดีใจมากมายครับ รอฟังเลคเชอร์กันครับพี่

ผมไปเจอยางในฝัน 255/50/15 V ของ Bridgestone แก้มต่ำหน้ากว้างสุดๆ:n12:
เหมือนเขาผลิตมาให้คนบ้าล้อ15อย่างผมโดยเฉพาะ :rotflol:
เก็บตังได้เมื่อไหร่ คงต้องให้พี่ช่วยส่งมาให้แหงๆครับ
ส่วนของอื่นๆผมสั่งไปเกือบหมดแล้ว ส่งมาครบเมื่อไหร่ไปอู่ทันทีคับ
ผมก็อยากรู้เร็วๆ ว่าที่ศึกษาไว้ พอลงมือจริง มันจะ ออกหัว ออกก้อย :rolleyes:
 
รูปห้องเครื่อง ผมไม่เห็น คานค้ำโช๊คด้านบน
ไม่ทราบมีเหตุผลอะไรพิเศษหรือเปล่าครับ ?
รบกวนแนะนำเป็น วิทยาทานหน่อยครับ

ปล. มี 86 อยู่ในรูปซะด้วย

จริงๆไม่ใช่ค้ำโช๊คครับ มันคือเบ้ายึดหัวโช๊คเดิมๆของ R129 นี่แหละครับ สาเหตุที่เอามาใช้เพราะว่าจะสามารถกดให้หน้ารถมันต่ำลงไปได้อีกจากความสูงเดิมของช่วงล่างเดิมครับ ไม่ได้เอาไว้กันโช๊คทะลุอะไรหรอกครับ ช่วงล่างเดิม พอใส่ชุดแต่ง EVO II หน้ามันจะโย่งๆครับ อีกอย่าง รถวิ่งสนามอย่างเดียว เลยต้องการให้ลดความสูงของรถให้ได้มากที่สุด วิธีประหยัดและเห็นผลง่ายสุดก็ใช้วิธีนี้แหละครับ

เอก
 
^
^^
^^^
ทำอย่างไรมันถึงไม่ตึดฝากระโปรงครับ
ผมเคยคิดจะใส่แต่ลองทาบดูแล้วมันตึด
 
เป็นผมเลือกที่จะทำซี202 มากกว่า เพราะตัวรถสดกว่า ทำออกมาสวยกว่าแรงกว่าเห็นๆในงบพอๆกัน รถเก่าเกินมากเกินไปมันทำภายในออกมาก็ไม่เห็นได้ดี มองเผินๆเหมือนสวยแต่ใช้งานจริงๆมันไม่สมบูรณ์ อะไหล่หาง่ายกว่า ขับสบายกว่า ใช้งานได้ทุกวัน เบื่อก็ขายไม่ยาก เพราะลงทุนไปไม่มาก
ทำ190อี จะให้สวยหรือสมบูรณ์เท่าซี36 เผลอๆแพงมากกว่าด้วยซ้ำ เวลาเบื่อ อยากจะขาย ไม่อยากจะคิดเลย
ถ้าจะเอามาแต่งกันเต็มๆ ผมเลือกรถปีใหม่กว่าครับ เพราะหาของง่ายกว่าเยอะ รถจะน่าใช้ไม่น่าใช้ มันอยู่ที่ภายในครับเพราะต้องนั่งขับเห็นมันทุกวัน
 
^
^^
^^^
ทำอย่างไรมันถึงไม่ตึดฝากระโปรงครับ
ผมเคยคิดจะใส่แต่ลองทาบดูแล้วมันตึด

ติดเหมือนกันครับตอนแรก แต่ของผมมันเป็นฝากระโปรงไฟเบอร์ แล้วทำชั้นค่อนข้างบาง เลยไม่ได้สนใจอะไร แถมเป็นรถแข่งด้วย ช่างมัน แหะๆ ไม่งั้นก็ต้องเจียร์หัวโช๊ตออกหน่อยครับ เพื่อลดความสูงท่จะไปจิ้มกับฝากระโปรง

จริงๆถ้าอยากจะทำแบบปรับได้ ผมแนะนำหาสปริงกับพวกเกลียวปรับสูงต่ำได้มาใช้ดีกว่าครับ ยกตัวอย่างเช่นของ Civic FD หรืแ 350Z ด้านหลังของสองรุ่นจะเป็นคอยสปริงแยก เอามาแปลงได้ครับ ช่างไทยเก่งอยู่แล้ว


เป็นผมเลือกที่จะทำซี202 มากกว่า เพราะตัวรถสดกว่า ทำออกมาสวยกว่าแรงกว่าเห็นๆในงบพอๆกัน รถเก่าเกินมากเกินไปมันทำภายในออกมาก็ไม่เห็นได้ดี มองเผินๆเหมือนสวยแต่ใช้งานจริงๆมันไม่สมบูรณ์ อะไหล่หาง่ายกว่า ขับสบายกว่า ใช้งานได้ทุกวัน เบื่อก็ขายไม่ยาก เพราะลงทุนไปไม่มาก
ทำ190อี จะให้สวยหรือสมบูรณ์เท่าซี36 เผลอๆแพงมากกว่าด้วยซ้ำ เวลาเบื่อ อยากจะขาย ไม่อยากจะคิดเลย
ถ้าจะเอามาแต่งกันเต็มๆ ผมเลือกรถปีใหม่กว่าครับ เพราะหาของง่ายกว่าเยอะ รถจะน่าใช้ไม่น่าใช้ มันอยู่ที่ภายในครับเพราะต้องนั่งขับเห็นมันทุกวัน


อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนครับ แล้วถ้าจะทำ C36 ครบๆ งบก็ไม่น้อยนะครับ ถ้าจะทำจริงๆ คนรักในรุ่นที่อยากทำ ก็เป็นเม็ดเงินของเจ้าของรถครับ ผมเองผมก็เคยมี W202 จริงอยู่สบายกว่า หลายๆอย่างดีกว่า แต่ถ้าจะทำเก็บ ผมก็ขายทิ้ง W202 แล้วก็ซื้อ 2.3-16v แท้มาครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่ามันคือรถที่ผมไม่ได้ใช้ทุกวัน แล้ว petdegree เราๆก็รู้อยู่ คงไม่ต้องอธิบายกันมาก :)
 
สำหรับบางท่านที่มีw201อยู่แล้วคงไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักในการทำเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน (มีรถใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว) แต่อาจจะเพื่อเป็นการใช้ขับเล่นหรือเป็นการสะสมซะมากกว่าความเป็นตำนานสำหรับบอดี่นี้มีมากพอสมควร สำหรับส่วนตัวทำแล้วก็คงเก็บมันอาจจะไม่มีค่าสำหรับคนอื่นเมื่อขายมันไปแต่มันมีคุณค่าสำหรับจิตใจ อย่างเห็นได้จากการนำมาใช้กับ Reto Meisel Mercedes 190E มันคงตอบคำถามอะไรได้อีกหลายอย่าง ด้วยความเคารพ
 
อิอิ อย่างหนึ่งที่ต้องรับให้ได้ถ้าจะไปให้สุดก็คือ แอโรพาท :p
ลิ้นชายหน้าห่างจากพื้น 2" ลด lift
ตีปิดชายหน้าทึบหมดมีรูลมเข้าแค่พอจำเป็นเพื่อลด drag
สปอยเลอร์หลังสูงท่วมรถ เพิ่มdown force
ชายกันชน และกระโปรง แก้ลมดูด ลด drag

ว่าไงน้องส้าววว ไหวอะป่าว เบเบ้
ไหวอะ ป่าวเนี่ย ไหวอะ ไหวอะ ป่าวเนี่ย :D
 
เป็นผมเลือกที่จะทำซี202 มากกว่า เพราะตัวรถสดกว่า ทำออกมาสวยกว่าแรงกว่าเห็นๆในงบพอๆกัน รถเก่าเกินมากเกินไปมันทำภายในออกมาก็ไม่เห็นได้ดี มองเผินๆเหมือนสวยแต่ใช้งานจริงๆมันไม่สมบูรณ์ อะไหล่หาง่ายกว่า ขับสบายกว่า ใช้งานได้ทุกวัน เบื่อก็ขายไม่ยาก เพราะลงทุนไปไม่มาก
ทำ190อี จะให้สวยหรือสมบูรณ์เท่าซี36 เผลอๆแพงมากกว่าด้วยซ้ำ เวลาเบื่อ อยากจะขาย ไม่อยากจะคิดเลย
ถ้าจะเอามาแต่งกันเต็มๆ ผมเลือกรถปีใหม่กว่าครับ เพราะหาของง่ายกว่าเยอะ รถจะน่าใช้ไม่น่าใช้ มันอยู่ที่ภายในครับเพราะต้องนั่งขับเห็นมันทุกวัน

พอดีใจรักใน บอดี้ 190 นี้อยู่ทรงมันเหลี่ยมๆ classic ดูนานๆไม่เบื่อ เหมือนมีมนต์ จริงๆแล้ว w201 มันคือ modern car ยุค golden era ที่มีการแข่งขันทาง motorsport อย่างเข็มข้น ประมาณว่า มีอะไรใส่ไปให้หมด สมัยปะทะกับ E30 สมัยก่อน(youtube) เป็นต้นตำหรับของ c w202 เลย แต่ผมรู้สึก(โดยส่วนตัว)ว่า w201 ขับดีกว่า w202 หลังจากศึกษามาซักพักงบประมาณก็ไม่ได้แพงเว่อร์ ถ้ารู้แหล่งหาของ:rolleyes: จับนู้น ใส่นี้ได้ benz common use อะไหล่ถ้า w202 ยังหาได้อยู่ w201 ก็คงคงเหมือนกัน w123 ทุกวันนี้ยังหาง่ายเลยครับ อีก 10 ปี ก็ยัง ผลิตอยู่ ถ้าผมทำผมคงไม่ขายอะครับ และก็คงไม่ได้ใช้งานทุกวัน ขับเสา อาทิด :p
 
Last edited:
DTM

AMG Mercedes 190 E 2.5-16 Evo II: first ever DTM victory for a woman

1984 marked the inaugural season of the German Touring Car Championship (DTM). Daimler-Benz only became involved two years later, and even then not officially: in 1986, two private teams entered the DTM Championship driving the new Mercedes-Benz 190 E 2.3-16 - one of the two cars bore the magical initials A-M-G. That very same season, AMG driver Volker Weidler took the runner's-up title in the Mercedes 190 E. 1988 saw the official return of Daimler-Benz to the race track, 33 years after the manufacturer withdrew from motorsport. It backed five private teams who lined up on the start grid with a total of fourteen 190 E 2.3-16 touring cars in race trim. At the start of its racing career, the four-cylinder engine with four valves per cylinder delivered just short of 300 hp; AMG constructed all of the powerplants for the other works-backed teams. By the end of the 1988 season, the brand behind the three-pointed star had six victories to its name, with AMG driver Johnny Cecotto taking the chequered flag four times. The more advanced 190 E 2.5-16 Evolution I with an increased output of 340 hp lined up for the start of the 1989 season. During the season, drivers Klaus Ludwig, Roland Asch and Kurt Thiim notched up a total of eight wins between them. In 1990, AMG took over responsibility for all development activities from Daimler-Benz; in this same season, the uprated 375-hp 190 E 2.5-16 Evolution II made its debut. With Kurt Thiim and Klaus Ludwig driving, AMG celebrated a hat-trick of victories, winning the first three races of the season. The next year, in 1991, AMG took the team title and Mercedes-Benz the constructors' title, but Klaus Ludwig was edged out of the DTM title in the final race of the season at Hockenheim. In 1992, AMG and Mercedes-Benz dominated the DTM scene, winning 16 of the 24 races. At Hockenheim, Ellen Lohr recorded the first and, as yet, only ever DTM victory by a woman. This time round, the drivers' title could be added to the team and constructors' titles: driving an AMG Mercedes 190 E 2.5-16 Evolution II, Klaus Ludwig was crowned DTM champion. In its final season of racing for a works team in 1993, and despite having to compete against the Alfa Romeos with their more powerful V6 engines, the 190 E came in first in no less than eight races, with Roland Asch finishing runner-up in the drivers' championship. The Mercedes-Benz 190 E took top spot in a total of 52 DTM races between 1986 and 1993, holding its own against tough competition from the likes of Alfa 155 V6 TI, Audi V8 Quattro, BMW M3, Ford Sierra Turbo and Opel Omega.

เอามาให้อ่านเล่นเกี่ยวกะ DTM :n01:

Credit : http://www.ultimatecarpage.com/forum/showthread.php?t=38914
 

ถ้าปีในวีดีโอจะเป็นสเปคนี้ครับ

Technique:
Engine produced aprox. 373bhp at 9500rpm. but therfore every 600 km the engines needed a revision for aprox. 12.000 Euros.
Capacity: 2490cc
B/H: 97,9 x 82,8
Max power: 373/ 9500
Max torque: 300/ 7750

Track front/ rear 1470mm/ 1455mm,
wheelbase 2665mm,
length 4563mm,
width 1706mm,
heigth 1300mm,
weight 980kg,
privateers 950kg
 
every 600 km the engines needed a revision for aprox. 12.000 Euros

:p:p:p ไปยังไม่ถึง เชียงใหม่เลย ต้องยกเครื่องแล้ว
 
Back
Top