ติดตั้งสวิทช์ Central lock , Remote และอื่นๆ สำหรับ w201,w124

หลังจากเจอสัญญาณจากตัวรีโมทฯ ที่พอจะมีความเป็นไปได้ในการที่จะเอามาทำให้ชุด push start ทำงานได้ (เพราะ push start จะต้องถูกผูกระบบบางส่วนไว้กับรีโมทฯนั่นเอง) แต่สัญญาณที่ออกมายังมีรูปแบบที่ต้องมีการปรับปรุง เพราะยังไม่ตรงกับสัญญาณที่ push start ต้องการซะที่เดียว จึงต้องมีชุด แปลงสัญญาณ มาช่วย....ลองสร้างชุดแปลงสัญญาณขึ้นมาแล้วได้ผลที่น่าพอใจครับ เช็คสัญญาณหลังผ่านชุดนี้แล้วตรงเป๊ะกับที่ต้องการ และไม่มีผลพวงหรือผลกระทบกับระบบรีโมทฯเลย ระบบ เปิด-ปิด กระจกด้วยรีโมทฯยังทำงานได้ตามปกติ ทั้งทำเปิดและทำปิด ถึงตรงนี้จะบอกว่า 100% แล้วที่จะสามารถทำได้ก็น่าจะพอได้ครับ เหลืออย่างเดียว ติดตั้งและทดสอบครับ


เรียบร้อยแล้วครับ คันแรกติดตั้งเรียบร้อย ลักษะณะใช้งานปกติ รีโมทฯทำงานปกติ ทุกอย่างยังปกติครับ

ขอคำนวณต้นทุนนิดนึงแล้วจะมาแจ้งราคาให้ทราบครับผม

และทำได้ตั้งแต่ 124 140 129 210 202 ยกเว้น 210 รีโมทฯน้ำเต้าขึ้นไปครับ
 
โปรเจคต่อไป......

หลังจาก กอดรัดฟัดเหวี่ยง กับรีโมทฯอินฟาเรดอยู่พักใหญ่ เพื่อให้ไปคุยกับปุ่มสตารท์รู้เรื่อง บัดนี้เสร็จแระ และสมบูรณ์แบบพอควรเพราะท่านจะสามารถติดเครื่องได้ ไม่ว่าท่านจะกดเปิดรถที่ฝาท้ายหรือประตูขวา เอาเป็นว่าจบแระ รอราคาอย่างเดียวแต่เบื้องต้นถ้าเป็น 124 รีโมทฯโรงงาน ไม่ว่าจะรีโมทฯเล็ก รีโมทฯใหญ่ ก้อ 5500 บาทครับ ส่วนรถรุ่นอื่นกรุณาโทรฯสอบถามครับ และ ขอย้ำครับ จุดประสงค์ในการติดมิใช่การทำให้รถดูไฮเทคทันสมัยขึ้น(อันนั้นคือผลพลอยได้)แต่มันคือการลดการใช้งานของชุดกุญแจสตารท์ เพื่อให้พังช้าลงครับ

ส่วนโปรเจคฯถัดไป สำหรับรถแอร์กดโดยเฉพาะครับ คือ ระบบปรับ สปีดพัดลมแอร์แบบอิสระครับ หรือสามารถปรับความแรงลมได้ตามความต้องการ (มิใช่มีแค่ hi-lo เหมือนของเดิม) โดยจะเลี่ยนแบบปุ่มปรับสปีดพัดลมของรถ 140 ครับ ....รอชมครับ
 
รบกวนพี่ท็อบมีคิวแจ้งทีนะครับ
0898972493ที่โทรคุยเรื่องแอร์นะครับ
เอ้ครับ
 
รบกวนพี่ท็อบมีคิวแจ้งทีนะครับ
0898972493ที่โทรคุยเรื่องแอร์นะครับ
เอ้ครับ

รับแซบครับ มีรถสำรองรอนิดนะครับ งานเพียบบบบบบบ

แล้วจะรีบติดต่อไปครับ

ขอบคุณครับ
 
condensor w210

โปรเจคฯที่โพสไว้ก่อนหน้านี้ คือ การเพิ่มตัวปรับสปีดพัดลมของรถแอร์ปุ่ม ตอนนี้รอเวลาไปเดินบ้านหม้อเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ ในระหว่างนี้ เกิดอาการคัน อยากรู้ ว่าสิ่งที่ทุกคนเข้าใจรวมถึงตัวผมเอง นั้นมันถูกต้องตามที่เราเข้าใจหรือเปล่า จึงจัดการ ผ่าพิสูจน์ คอยล์ร้อนตากลม ว่ามีทางเดินน้ำยาตามที่เราๆคิดกันหรือเปล่า (พอดีมีของที่ชำรุดจากอุบัติเหตุอยู่อันนึง)...........ผลปรากฏว่า ผิดถนัด แล้วมันจะมีผลเสียหรือไม่อย่างไรกับบรรดารถ 124 ที่ใส่คอยล์ร้อนตัวนี้ ไม่ว่าจะใส่คู่กับหม้อน้ำพัดลมไฟฟ้า หรือ ใส่กับระบบพัดลมเดิมติดรถ(ที่ทำกับผม) เพราะไม่ว่าจะแบบไหนก็จะต้องมีวิธีติดตั้งหลักๆเหมือนกันจะต่างกันก้อตรงการใช้พัดลมแค่นั้นเอง ซึ่งถ้าดูจากทางเดินของน้ำยากับวิธีติดตั้งที่ทำกันอยู่ ขอบอกว่า น่าตกใจ ครับ ตอนนี้กะลังเขียนเรื่องราวดังกล่าวเพื่อการอธิบายให้ทุกท่านได้เข้าใจได้ง่ายๆครับ
 
ต่อครับ

ก่อนอื่น ที่จะอธิบายรายละเอียดขอทำความเข้าใจกับทุกท่านที่ตามกระทู้ผมอยู่ซะก่อน ว่า การนำคอยล์ร้อน210มาใส่ในรถ 124 เกิดมาจากกลุ่มบุคคลกลุ่มนึงที่มีความต้องการจะแก้ปัญหาที่น่าเบื่อของรถ124 โดยที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวมีเจตนาที่ดีในการปรับปรุงให้รถมีประสิทธิภาพมากขึ้น และปัจจุบันก็มีหลายสำนักฯนำเอารูปแบบดังกล่าวไปเป็นอีกหนึ่ง product ติดตั้งให้กับรถลูกค้า รวมถึงผมเองก็เถอะ ......การโพสเนื้อหาของผมต่อไปนี้ มิใช่การวิจารณ์การคิดค้นดังกล่าว แต่คือการตรวจสอบการทำงานของตนเอง แล้วบังเอิญพบกับ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ (ซึ่งช่างที่ติดตั้งทุกคนมองข้าม) เพื่อทำให้ระบบมีความสมบูรณ์สูงสุดนั้นเอง และก่อนจะเข้าเรื่องเนื้อหา ขอขอบพระคุณ กลุ่มบุคคลฯ ที่เสียสละทั้งเงินและเวลา พัฒนาสิ่งที่หลายคนคิดว่า เป็นไปไม่ได้ ให้ใช้งานได้จริง จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในเวปฯ ขอบพระคุณอีกครั้งครับ
 
ตามอ่านครับ ได้ความรู้ดีครับ สมาชิกย่อมเห็นต่างกันได้ครับ สมาชิกทุกท่านเปิดวิสัยทัศน์รับฟังความคิดเห็นใหม่ๆ กันอยู่แล้วครับ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับข้อมูลครับคุณท้อป โดยส่วนตัวผมยังใช้ของเดิมติดรถ m103 แต่ก็กำลังคิดจะเปลี่ยนตามแนวนั้นเหมือนกัน จะได้มีข้อมูลเพิ่มเติมเพราะเตรียมของไว้หมดแล้วครับ แต่ยังไม่มีเวลาไปทำ ก็เลยเก็บโครงการหม้ออะลูพัดลมไฟฟ้าคอยล์ร้อนตากลมไว้นานพอสมควร กำลังจะปัดฝุ่นมาทำ คงต้องรอดูบทความของคุณท้อปก่อนครับ(เป็นความคิดของผมคนเดียว) :)
 
ตามอ่านครับ ได้ความรู้ดีครับ สมาชิกย่อมเห็นต่างกันได้ครับ สมาชิกทุกท่านเปิดวิสัยทัศน์รับฟังความคิดเห็นใหม่ๆ กันอยู่แล้วครับ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับข้อมูลครับคุณท้อป โดยส่วนตัวผมยังใช้ของเดิมติดรถ m103 แต่ก็กำลังคิดจะเปลี่ยนตามแนวนั้นเหมือนกัน จะได้มีข้อมูลเพิ่มเติมเพราะเตรียมของไว้หมดแล้วครับ แต่ยังไม่มีเวลาไปทำ ก็เลยเก็บโครงการหม้ออะลูพัดลมไฟฟ้าคอยล์ร้อนตากลมไว้นานพอสมควร กำลังจะปัดฝุ่นมาทำ คงต้องรอดูบทความของคุณท้อปก่อนครับ(เป็นความคิดของผมคนเดียว) :)


ขอบพระคุณครับพี่
 
คอยล์ร้อน w210 ที่เห็นอยู่มีแค่ 2 รุ่น คือ ตัวก่อนเฟสฯ กับ ตัวเฟสฯแล้ว หรือถ้าสั่งของร้านจะถามว่า ตัวสูง(ก่อนเฟส) หรือ ตัวเตี้ย(หลังเฟสฯ) นั่นแหละครับ รายละเอียดความแตกต่างเอาไว้ทีหลังนะครับ

ตัวที่เราๆนำมาใส่ในรถ 124 จะเป็นตัวแรก คือ ตัวก่อนเฟสฯหรือตัวสูงนั่นเอง เพราะ ใหญ่เต็มช่องด้านหน้าพอดี ให้ประสิทธิภาพสูงมาก(ถ้าเทียบกับของ STD) และ ราคาถูกกว่า210ตัวเฟสฯแล้วอยู่หลายตังค์

ลักษณะการวิ่งของน้ำยาในคอยล์ น้ำยาจะเข้าที่ด้านบนสุดของคอยล์ ด้านเดียวกับคอมฯแอร์ แล้ววิ่งผ่านหลอดน้ำยา ไปทางอีกด้านนึงของคอยล์ หรือ ด้านฝั่งไดชารจ์ และก็จะวิ่งวนกลับมาทางฝั่งของคอมฯแอร์อีกทีโดยผ่านหลอดน้ำยาอีกเช่นเดียวกัน การวิ่งวนไป-กลับ แบบนี้ผมขอเรียกว่า loop โดยที่ในคอยล์ร้อน1ตัวจะมี loop ดังว่าอยู่ 3 loop หรือ น้ำยาวิ่งไป-กลับ อยู่สามครั้งหรือสามcycleนั่นเอง.......โดยในหนึ่ง loop จะประกอบด้วย สองทางเดินน้ำยา คือ ทางไป และ ทางกลับ.......นั่นหมายความว่า ในคอยล์ร้อน1ตัวจะมี ทางเดินน้ำยาทั้งหมด 6 ทาง คือ ไป3 กลับ3 สลับกันไป
 
และทางเดินน้ำยาแต่ละทาง ก็จะประกอบด้วยหลอดน้ำยารูปทรงแบนหลายๆหลอด เพื่อบังคับให้น้ำยาที่วิ่งผ่านแยกเป็นส่วนย่อยๆหลายๆส่วนเพื่อผลของการระบายความร้อนและลดความเร็วของน้ำยาเพื่อไม่ให้เกิดแรงต้านที่มากเกินไปในระบบ แต่......ทางเดินน้ำยาแต่ละทางที่ประกอบด้วยหลอดน้ำยาหลายๆหลอด.......ตกลงแล้วมันกี่หลอด? อันนี้สำมะคัญ เพราะทางเดินน้ำยาแต่ละทางที่เรียงลงมาจากด้านบนสุดของคอยล์ฯนับจากทางเข้าของน้ำยา จนถึงด้านล่างสุดหรือทางออกของน้ำยา จะมีจำนวนหลอดไม่เท่ากันครับ คือ ทางเดินน้ำยาแถวบนสุดจะประกอบด้วยหลอดน้ำยารูปทรงแบน ประมาณ15หลอด แต่ทางเดินน้ำยาด้านล่างสุดจะมีหลอดน้ำยารูปทรงแบนอยู่แค่ 4-5 หลอดเท่านั้น มาถึงตรงนี้หลาย่ทานจะร้อง เฮ้ย?จิงดิ เหมือนผม เพราะอะไรเดี๋ยวมาต่อครับ
 
ต่อนะ

แล้วทำไม? ทางเดินน้ำยาแต่ละทางจึงมีจำนวนหลอดไม่เท่ากัน? เพราะเวลาที่ระบบทำงานเป็นปกติ สถานะของสารทำความเย็นหลังจากถูกคอมฯแอร์อัดออกมาจะอยู่ในรูปของ ไอแรงดันสูงอุณหภูมิสูง เมื่อพุ่งเข้าคอยล์ร้อนที่ช่องทางเดินน้ำยาบนสุด น้ำยาจะมีปริมาตรใหญ่สุดความหนาแน่นน้อยสุด และเมื่อน้ำยาวิ่งผ่านหลอดฯการระบายความร้อนก็จะเกิดขึ้น เมื่อมีการระบายความร้อนน้ำยาก็จะเริ่มมีปริมาตรเล็กลงความหนาแน่นมากขึ้น หรือเริ่มควบแน่นนั่นเอง เพราะงั้นจำนวนหลอดฯของทางเดินน้ำยาด้านบนสุดไล่ลงมาจนถึงทางเดินด้านล่างสุด จำนวนหลอดจะน้อยลงเรื่อยๆลดหลั่นกันลงไปตามสถานะของน้ำยาที่จะเปลี่ยนไป การระบายความร้อนของน้ำยาในส่วนนี้หลักๆจะเป็นการระบายความร้อนแฝง เพื่อการเปลี่ยนสถานะ ส่วนความร้อนสัมผัสถูกระบายออกด้วยแต่ไม่มากนัก แล้วตั้งแต่แรกที่บอกว่าต้องระวัง ต้องระวังอะไร?

เวลาต้องนำคอยล์รร้อนตัวนี้ประกอบเข้ากับรถ124 เนื่องจากคอยล์มีขนาดใหญ่คับเต็มช่องของตัวถังรถ จึงต้องมีการทุบบางส่วนของคอยล์ฯเพื่อให้ติดตั้งได้ครับ ส่วนที่ต้องโดนทุบก็คือ ด้านล่างสุดของคอยล์ฯ โดยใช้ค้อนค่อยๆทุบเบาๆ ไล่ให้เข้ารูปทรงที่ต้องการโดยความลึกของการทุบ ประมาณหลอดน้ำยาสามแถวครับ เพื่อหลบคานหม้อน้ำล่างนั่นเอง แต่เมื่อก่อนนี้การทุบเพื่อหลบคานฯมีความเข้าใจว่าไม่น่าส่งผลเสียกับการเดินทางของน้ำยา เพราะเราไม่เข้าใจหลักการทำงานของคอยล์ฯตัวนั่นนั้นเองครับ แต่ผลกระทบที่ว่าจะมากหรือน้อยอันนี้ ช่างผู้ติดตั้ง คือตัวแปรสำคัญครับ ทุบยังไงไม่ให้ตัวหลอดฯบี้แบนหรือให้บี้แบนน้อยที่สุด อันนี้ก็แล้วแต่ความสามารถส่วนบุคคลครับ

แต่ผมมีอีกหนึ่งทางเลือกที่ไร้ความเสี่ยงจากช่างครับ
 
แล้วทำไม? ทางเดินน้ำยาแต่ละทางจึงมีจำนวนหลอดไม่เท่ากัน? เพราะเวลาที่ระบบทำงานเป็นปกติ สถานะของสารทำความเย็นหลังจากถูกคอมฯแอร์อัดออกมาจะอยู่ในรูปของ ไอแรงดันสูงอุณหภูมิสูง เมื่อพุ่งเข้าคอยล์ร้อนที่ช่องทางเดินน้ำยาบนสุด น้ำยาจะมีปริมาตรใหญ่สุดความหนาแน่นน้อยสุด และเมื่อน้ำยาวิ่งผ่านหลอดฯการระบายความร้อนก็จะเกิดขึ้น เมื่อมีการระบายความร้อนน้ำยาก็จะเริ่มมีปริมาตรเล็กลงความหนาแน่นมากขึ้น หรือเริ่มควบแน่นนั่นเอง เพราะงั้นจำนวนหลอดฯของทางเดินน้ำยาด้านบนสุดไล่ลงมาจนถึงทางเดินด้านล่างสุด จำนวนหลอดจะน้อยลงเรื่อยๆลดหลั่นกันลงไปตามสถานะของน้ำยาที่จะเปลี่ยนไป การระบายความร้อนของน้ำยาในส่วนนี้หลักๆจะเป็นการระบายความร้อนแฝง เพื่อการเปลี่ยนสถานะ ส่วนความร้อนสัมผัสถูกระบายออกด้วยแต่ไม่มากนัก แล้วตั้งแต่แรกที่บอกว่าต้องระวัง ต้องระวังอะไร?

เวลาต้องนำคอยล์รร้อนตัวนี้ประกอบเข้ากับรถ124 เนื่องจากคอยล์มีขนาดใหญ่คับเต็มช่องของตัวถังรถ จึงต้องมีการทุบบางส่วนของคอยล์ฯเพื่อให้ติดตั้งได้ครับ ส่วนที่ต้องโดนทุบก็คือ ด้านล่างสุดของคอยล์ฯ โดยใช้ค้อนค่อยๆทุบเบาๆ ไล่ให้เข้ารูปทรงที่ต้องการโดยความลึกของการทุบ ประมาณหลอดน้ำยาสามแถวครับ เพื่อหลบคานหม้อน้ำล่างนั่นเอง แต่เมื่อก่อนนี้การทุบเพื่อหลบคานฯมีความเข้าใจว่าไม่น่าส่งผลเสียกับการเดินทางของน้ำยา เพราะเราไม่เข้าใจหลักการทำงานของคอยล์ฯตัวนั่นนั้นเองครับ แต่ผลกระทบที่ว่าจะมากหรือน้อยอันนี้ ช่างผู้ติดตั้ง คือตัวแปรสำคัญครับ ทุบยังไงไม่ให้ตัวหลอดฯบี้แบนหรือให้บี้แบนน้อยที่สุด อันนี้ก็แล้วแต่ความสามารถส่วนบุคคลครับ

แต่ผมมีอีกหนึ่งทางเลือกที่ไร้ความเสี่ยงจากช่างครับ


แมคไกร์เวอร์ ท๊อป จริงๆๆ :D:D:D:n12::n12::n12:
 
เปลี่ยนไปใช้คอยล์ร้อน 210 ตัวที่เฟสฯแล้วไงครับ คือทางเลือก เพราะ?

-มีขนาดเท่าๆกับของ 124 ติดตั้งได้ง่ายกว่าไม่ต้องทุบหลบคานหม้อน้ำเลยแม้แต่น้อย และยังวางบนขารองคอยล์ร้อนได้ด้วย(ปกติใส่คอยล์ตากลมตัวก่อนเฟสฯ ขารองคอยล์ร้อนต้องถอดออกครับ)

-เมื่อมีขนาดเล็กกว่า พวกรถสี่สูบฯที่ติดตั้งก็จะมีความเนียนขึ้นอีกเพราะ ปกติคอยล์ก่อนเฟสฯจะใหญ่คับเต็มช่องหม้อน้ำ ปากท่อดูดอากาศเข้าหม้อกรองอากาศจะถูกถอดออกเพราะไม่มีช่องมากพอที่สอดปากดูดฯอออกมาได้ แต่ถ้าใช้ตัวเฟสแล้วปากดูดฯที่ว่าก็จะติดตั้งได้เหมือนเดิม

-เมื่อบอกว่า เล็กกว่า(เล็กกว่าประมาณ 17%) หลายท่านจะมีคำถามตามมาทันทีว่า แล้วมันมีประสิทธิภาพพอหรือเปล่า น่าจะพอครับ(ที่ใช้คำว่า น่าจะ เป็นเพราะกะลังจะนำไปทดลองกับ124ครับ) แต่ก็มีเหตุผลสนันสนุนครับ

....จริงๆแล้วทดลองหลายอย่าง แต่เคยใส่ให้กับรถ 126 ที่ระบบแอร์มีขนาดทำความเย็นที่ใหญ่กว่า 124 อยู่พอตัว แรงดันด้านอัดยังมีเกณท์ทำงานที่ดี ทั้งที่ต้องรับปริมาณน้ำยาจากคอมฯdensoเบอร์20 จากเครื่องยูแซด (ของ124แค่เบอร์17) .....
 
และขอทำความเข้าใจกับท่านที่ชอบพูดว่า "ของเดิมดีที่สุด" ถ้าใน พ.ศ. นั้นๆผมไม่เถียงครับ เพราะว่าการออกแบบคอยล์ร้อนแบบ124ปัจจุบันเค้าเลิกใช้กันไปนานแล้วครับ เพราะใช้แล้วคอมฯจะเหนี่อยกว่าคอยล์ตากลมมาก เพราะแรงดันด้านอัดสูงมาก เมื่อแรงดันสูงมากแรงที่ไปกดลิ้นอัดของคอมฯก็สูงตามไปด้วย คอมฯต้องออกแรงดันน้ำยามากขึ้นเพื่อต้องเอาชนะแรงที่กดลิ้นอยู่นั่นเองครับ และถ้าจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ เหมือนพี่ผลักประตูแล้วมีอีกคนนึงออกแรงผลักประตูพร้อมกันอยู่อีกด้านของประตู ถ้าพี่มีแรงน้อยกว่า พี่ก็ต้องออกแรงผลักให้มากขึ้นเพื่อเอาชนะแรงผลักอีกด้านของประตูนั่นเอง ถ้าในคอมฯการออกแรงผลักที่มากขึ้นแรงดังกล่าวจะส่งผ่านลงไปที่ เม็ดชู หรือ ตัวที่ทำหน้าที่คล้ายก้านสูบ ของลูกสูบคอมฯซึ่งเป็นส่วนที่อ่อนแอที่สุดในตัวคอมฯครับ แรงที่มากก็จะทำให้การสึกหรอสูง คอมฯมีอายุสั้น

ในทางกลับกัน ถ้าการออกแรงผลักประตูใช้แรงน้อยลง ก็สามารถผลักประตูไปได้ การเคลื่อนตัวของน้ำยาก็จะมีความราบเรียบคล่องตัวมากขึ้น แรงที่จะเข้าไปกระทำกับชิ้นส่วนภายในคอมฯก็จะน้อยลง และเมื่อระบบมีประสิทธิภาพดีขึ้น น้ำยาที่กลับมาเข้าคอมฯที่ทางดูดก็จะมีความสามารถดึงความร้อนหลงเหลืออยู่มาก ความสามารถดึงความร้อนที่เหลืออยู่ก็นำมาใช้ ระบายความร้อนตัวคอมฯ ยังไงละครับ ...ถ้าระบบมีประสิทธิภาพต่ำ ตัวคอมฯจะมีความร้อนระหว่างทำงานสูง เพราะคอมฯระบายความร้อนด้วยไอน้ำยาทางด้านดูดครับ เห็นไมละครับผลพวงมากมายที่จะตามมา
 
หลังจากเรื่อง คอยล์210 จบไปแล้ว มาต่ออีกนิดเรื่องแอร์ฯ แต่คราวนี้ใช้ได้กับรถทุกรุ่นทุกยี่ห้อ เป็นประสบการณ์ที่เจอกับตัวเอง กับรถที่ไว้ใช้งานประจำและเป็นอาการคอมฯพังแบบงงๆ ไอ้ที่ว่างงคือ ขับใช้งานปกติ แอร์เย็นปกติ ไม่มีเสียงผิดปกติใดๆจากคอมฯ ดับเครื่องตามปกติ...แต่...พอมาสตารท์เครื่องเปิดแอร์ ปรากฏว่าคอมฯล็อค ไม่ยอมหมุน ลองหมุนด้วยมือแน่นเปรี๊ยะจนไม่สามารถขยับได้ .....งง..ขับมาปกติ..ไม่มีอาการบ่งชี้ว่ากำลังจะพังนะ แต่ก็พัง ไว้จะมาเหลาให้อ่านกันว่าเกิดไรขึ้นแต่คาดว่า น่าจะเกิดจากการระบายความร้อนของตัวคอมฯนั่นแหละครับ (รถคันที่ว่า ซื้อมามือสองก็ใช้เลย ไม่เคยทำแอร์เลยตั้งแต่ป้ายแดง )
 
ขอบพระคุณครับพี่


จากกระทู้ด้านบน การพังของคอมฯไม่ได้พังตอนรถวิ่งเปิดแอร์ แต่พังตอนที่แอร์หยุดทำงาน หลังจากลองผ่าซากที่พังดูผลก็เป็นตามคาด ...ไม่มีสิ่งแปลกปลอมในคอมฯ...มีน้ำมันหล่อลื่นอยู่เล็กน้อย... ลูกสูบกับตัวเสื้อสูบไม่มีอาการติด...ส่วนที่ติดคือตัวที่ทำหน้าที่ก้านสูบ มีร่องรอยเบียดอัดซะจนผิวชุบถลอก(เปลือกนอกของเม็ดชูเหมือนชุบ ฮารด์โครมฯไว้ เพื่อลดความฝืดและสึกหรอต่ำ เหมือนๆแกนโช๊คฯแกนกระบอกไฮดรอลิคครับ) แล้วมันเกิดได้ไงนะ
วันนั่นเป็นวันที่อากาศร้อนมาก เพราะเป็นช่วงหน้าร้อน ขับรถกลับเข้าบ้านตอนประมาณบ่ายสองโมง เปิดแอร์ด้วยสปีดพัดลมเบอร์สองหรือสามจำได้ไม่แน่ชัดแต่ไม่ใช่เบอร์หนึ่งแน่นอน เพราะเบอร์หนึ่งจะไม่ค่อยสู้แดดและรถไม่ได้ติดฟิลม์.....แล้วสปีดพัดลมแอร์ในรถมันเกี่ยวกับคอมแอร์ได้ไงละ จริงๆแล้วสปีดพัดลมแอร์เนี่ยแหละมีผลโดยตรงกับ ความร้อนสะสมในตัวคอมแอร์ครับ
 
Back
Top