พัดลมไฟฟ้ากับวาวล์น้ำ

สวัสดีปีใหม่ครับ
ไม่ได้เจอพี่ฉุยนานเลย
55ได้แต่แนะสมาชิกไปซื้อPOSI

M104ผม..ร้อนเหมือนที่พี่ฉุยกล่าว
ลุ้นตลอดเมื่อต้องไปย่านถนนอโศก
ตัดสินใจDIYเองเลย
โดยใช้วาวล์น้ำ82C
ใหม่กิ๊กจากแบรนด์ฝาหรั่ง
แต่ประกอบในไทย

โดยแกะเสื้อฯจากวาวล์เก่า
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=82252&highlight=%C7%D2%C7%C5%EC%B9%E9%D3
ไม่ได้ฟรีจากใครนะ ไม่รู้มีHidden Agendaอะไร แต่ไม่มาตอบ

ผมเลยแชร์DIYให้เลย ไม่ต้องไปซื้อใคร
สำคัญแค่จานล่าง
เจียร์รีเวตที่ล๊อคทิ้ง

ใส่วาวล์82C ยาวเท่าเบนซ์
รองWasherแล้วใช้แหวนเกือกม้าล็อค
ขอบด้านบน อุดร่องเสื้อด้วยมหาอุต
วางให้แห้ง1คืน..แข็งแรงด้่งเนื้อเดียวกันเชียว

ทดสอบโหดๆมาหลายรอบแล้ว
ติด3ชม.ถนนสาธร
สรุปว่าไม่มีความเครียด.ดีที่สุดครับ

สเปกเบนซ์รถใหม่87Cไม่เถียง
มีสปริงอ่อน/แข็ง..ก็เปิดไม่เท่ากันอีก

เส้นเลือดคนเราอุดตันยังไม่เท่ากันเลย
ลอกการบ้านทั้งหมดไม่ได้ครับ.
ยินดีให้เอาไอเดียไปDIY

เคยโชว์ภาพในไลน์DIY ALL BENZ
ตั้งแต่สมัยตั้งกลุ่มๆปีก่อน
ทริคเด็ดๆผม/และเพื่อนๆปล่อยของบอกกันชนิดไม่หวง

เสียดายก็แต่วัตถุดิบมีน้อย
ไม่งั้นล่ะก็..
ผมสละเวลา
ทำได้ผล..จะมาแชร์อีกหลายเรื่องครับ

วานนี้มีสมาชิกไลน์มาถาม
ขอตอบที่พร้อมๆกันทีเดียว
วาวล์ของมาสด้าCronosครับ
ในshoppee เห็นขายอยู่4-500

(เด๋วนี้ผมสั่งท่อGATESก็ที่นี่
Benzเส้นละ1100ใช้2เส้น
ไม่ไหวครับ)

เพราะไปร้านอะไหล่ญี่ปุ่น
เด๋วจะเขว
คนขายบอกใช้กับเบนซ์ไม่ได้!!!
ท่านๆอ่านที่นุ่ม ผมแชร์หมดแล้ว
อยู่ที่จะทำหรือไม่เท่านั้นครับ
 
Last edited:
กระทู้ผม,มีคนสนใจเยอะนะครับ
(แม้แต่คนที่ไม่ค่อยอยากจะคุยกับผมก็มา)
55555
 
Last edited:
ปัญหาปิงปองมาจากความร้อน M104 ติดวาล์วน้ำ 87 °C
ทำพัดลมไฟฟ้าทำงานสเต็จ 1.5 หรือ 2 ที่ 93 °C
ต่อมาใช้วิธีแก้โดยลงวาล์วน้ำ 80 °C มาลงแทน

สำหรับสี่สูบความร้อนไม่มาก จะติดวาล์วน้ำ 87 °C มีหนทางทำได้
พัดลมไฟฟ้าจะคู่กันกับการขยายหม้อใบใหญ่ขึ้น
เมื่อใช้กับ C220 ปัญหาความร้อนไม่มีแน่
ทางแก้ไข คือการตัดหรือไม่ต่อพัดลมไฟฟ้ากับสวิทช์สีเทาที่ 93 °C
เข้าใจง่าย คือระบบไฟฟ้าของรถเบ็นซ์เดิมๆ กับระบบพัดลมไฟฟ้าเพียงพอแล้ว
สเต็จแรก => แรกดันน้ำยาแอร์
สเต็จสอง => เครื่องร้อน 107 °C

ถ้าติดสวิทช์สีเทาแล้วทำให้ดีขึ้นเพื่อไว้เวลาปิดแอร์ขับรถ
สเต็จแรก => แรกดันน้ำยาแอร์ และที่ 93 °C ต่อกับสวิทช์สีเทา

ถ้าคิดว่าสเต็จสอง 107 °C ร้อนไปเปลี่ยนลงมา 100 °C ได้ด้วย
สเต็จสอง => เครื่องร้อน 107 °C และที่ 100 °C ต่อกับสวิทช์สีเทาขาที่สาม

ลืมไปว่าสวิทสีเทา มีอีกขาคือขา99องศา
หนีมาใช้ขานี้ได้แฮะ
 
สรุปคร่าว (ถ้าจะใช้วาวล์น้ำ87)
st1 แรงดันน้ำยาแอร์
st2 สวิทสีเทาขา99(ไม่ใช้ขา93เพื่อหลีกเลี่ยงping-pong)
st2 อีกตัวคือ สวิทสีฟ้าเดิมๆของรถคือร้อน107(จริงไปโดนขา99ของสีเทาตัดไปทำก่อนแล้ว)
 
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากอีกมุมนึงครับ อาจจะยาวไป ก็อภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ


เครื่องBenzในยุค90-00(ปีอื่นไม่แน่ใจ)จะเซทค่าoperating tempไว้คอ่นข้างสูงที่ 93องศา

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ระบบได้จ่ายเชื้อเพลิงในอัตราส่วน 14.7:1 (อากาศ/เชื้อเพลิง)


>>> ตรงนี้จึงเป็นที่มาของการเซทค่าวาล์วน้ำมาตรฐานอยู่ที่ 87องศา เพื่อให้สอดคล้องลักษณะ

การทำงานข้างต้น ให้เครื่องwarm ไปถึงจุด optimum (93 องศา)โดยเร็วที่สุด ถ้าไม่ถึงระบบ

ก็จะสั่งจ่ายน้ำมันหนาอยู่ตลอด (อุณภูมิต่ำ =มวลอากาศหนา/อุณภูมิสูง=มวลอากาศบาง) ตรงนี้

ปัญหาอื่นจะตามมา มลพิษ แคทตัน กำลังเครื่องลดลง ฯลฯ ฉนั้นกรณีเครื่องเย็นเกินไปในขณะใช้

งานประจำวันปกติจึงอันตรายต่อเครื่องยนต์ในระยะยาว


>>> ผมอยากแนะนำแบบนี้ ถ้าเครื่องยนต์อยู่ในสภาพสมบูรณ์วาล์ว 87 เหมาะสมด้วยประการ

ทั้งปวง (ย้ำนะครับเป็นloopทำงานของเครื่องยนต์ ส่วนเรื่องสภาพอากาศ เมื่องร้อน/เมืองหนาว

อันนี้ไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด) ผมเปลี่ยนถ่ายน้ำหล่อเย็นทุกปี เคยเปลี่ยนหม้อน้ำมา1ครั้ง และ

ใช้น้ำกลั่นเติม(แทนน้ำเปล่า) จึงไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำขุ่นข้น ตะกรัน หม้อน้ำตัน พัดลมเสีย ฯลฯ


>>> นอกเสียจากว่า เครื่องมีปัญหาความร้อนแบบเรื้อรัง อาจจะเพราะตะกรันเกาะภายในช่องทาง

เดินน้ำ หรือหม้อไม่สะอาด อันนี้ช่างบางท่านแนะนำว่าวาล์วน้ำ 71 อาจจะพอให้ใช้ แต่ก็เป็นการแก้

ปัญหาที่ปลายเหตุละครับ (อันนี้เป็นความเห็นของช่างบางท่านนะครับ)


>>> ส่วนตัวเคยทดสอบกับปลาวาฬสองคัน (เครื่องM104) สภาพเครื่องสมบูรณ์พอกัน คันนึงใช้

วาล์ว 87 อีกคันใช้ 71 การขับขี่ต่างเลยครับ (สองคันนี้ดูแลอย่างดีเหมือนกัน เปลี่ยนเซนเซอแทบ

จะทุกตัวทั้งสองคัน) คัน 87 เร่งสู้สึกเบาเท้ามาก เครื่องเดินนิ่งกว่า กำลังมาเร็วกว่า ประยัดน้ำมัน

ส่วนคันที่ใช้วาล์ว 71 ก็ตรงกันข้ามเลยครับ เลยเปลี่ยนกลับเป็นวาล์ว87


>>> ผมเองก็เคยหลงคิดไปว่าเครื่องวิ่งอุณหภูมิเย็นๆ (เช่น 85)จะดี เนื่องจากตอนนั้นยังไม่เคย

รู้ว่าเครื่องเบนซ์เค้า fix อุณภูมิการทำงาน (operating temp)ไว้ที่ 93 อันนี้เราจะไปแก้ไขอะไร

ไม่ได้เพราะเป็นค่า default โรงงาน ตอนนั้นดูแลทุกอย่างดี (ตั้งแต่สิบกว่าปีก่อนตอนเพิ่งได้รถ)

เปลี่ยนวาล์วน้ำ71 อุณภูมิอยู่ที่ 80 ต้นๆตลอด แต่กำลังเครื่องจะอืดๆ ขับไม่สนุก (w140 มันเห็น

อาการชัดเพราะรถน้ำหนักเยอะ) สุดท้ายไปเจอบทความใน benzworld.com เลยพบว่าวาล์ว71

ตัวนี้เป็นจำเลย เปลี่ยนแล้วขับเหมือนคนละคันเลยครับ


>>> เขียนมาซะยาว ไม่ได้จะตำหนิคนใช้วาล์ว 71 มันอาจเป็นทางออกในบางกรณี แต่กับรถที่

ทุกอย่าง(หรือเกือบทุกอย่าง)ยังทำงานสมบูรณ์ วาล์ว87 คือสิ่งที่ดีที่สุดครับ

ขอเสริมนิดนึงครับ ที่ทางผู้ผลิตเซ็ตอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์ไว้ที่ 93องศาซี เพราะเป็นอุณหภมิที่เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและสึกหรอน้อยที่สุด เพราะที่อุณภูมิที่ว่ามานั้น สัมประสิทธิ์การขยายตัวของลูกสูบและกระบอกสูบจะพอดีกัน มีผลให้ระยะclearanceกระบอกสูบได้ตามสเปก จึงได้กำลังอัดที่ดี อัตราเร่งที่ดี ส่วนผสมไอดีได้ตามทฤษฎี 14.7ต่อ1 อะไรๆดีๆก็จะตามมา และอีกอย่างเมื่อclearanceน้อยเวลากดคันเร่งรอบก็จะมาเลย ลูกสูบก็ไม่เสียเวลาตั้งท่าจนขาสั่นเขกกระบอกสูบและยังทำให้น้ำมันเบนซินมีโอกาศเล็ดลอดไปผสมกับ นมค. ได้น้อย มีผลต่อความทนทานของเครื่องยนต์ในระยะยาว ทางบริษัทผู้ผลิตจึงยึดเอาจุดนี้ไว้เป็นหลัก
แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้คืออุดมคติของเครื่องยนต์ที่ใช้ในเมืองหนาว พอข้ามน้ำข้ามทะเลมาใช้ชีวิตในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ต้องหาวิธีปรับตัวเช่นที่บักสีดาตาน้ำข้าวทำกัน
 
Last edited:
ขอเสริมนิดนึงครับ ที่ทางผู้ผลิตเซ็ตอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์ไว้ที่ 93องศาซี เพราะเป็นอุณหภมิที่เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและสึกหรอน้อยที่สุด เพราะที่อุณภูมิที่ว่ามานั้น สัมประสิทธิ์การขยายตัวของลูกสูบและกระบอกสูบจะพอดีกัน มีผลให้ระยะclearanceกระบอกสูบได้ตามสเปก จึงได้กำลังอัดที่ดี อัตราเร่งที่ดี ส่วนผสมไอดีได้ตามทฤษฎี 14.7ต่อ1 อะไรๆดีๆก็จะตามมา และอีกอย่างเมื่อclearanceน้อยเวลากดคันเร่งรอบก็จะมาเลย ลูกสูบก็ไม่เสียเวลาตั้งท่าจนขาสั่นเขกกระบอกสูบและยังทำให้น้ำมันเบนซินมีโอกาศเล็ดลอดไปผสมกับ นมค. ได้น้อย มีผลต่อความทนทานของเครื่องยนต์ในระยะยาว ทางบริษัทผู้ผลิตจึงยึดเอาจุดนี้ไว้เป็นหลัก
แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้คืออุดมคติของเครื่องยนต์ที่ใช้ในเมืองหนาว พอข้ามน้ำข้ามทะเลมาใช้ชีวิตในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ต้องหาวิธีปรับตัวเช่นที่บักสีดาตาน้ำข้าวทำกัน


>>> ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ ผมเข้าใจเลยที่พี่สื่อครับ เมื่อก่อนผมก็คิดแบบพี่นี่แหละ ซึงบาง

ประเด็นผมก็เห็นด้วยนะครับ แต่ในบางประเด็นมันยังไม่เคลียร์ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ

อาจจะต้องแยกย่อยไป เพราะเด๋วคนจะเข้าใจผิด


1. เรื่องทฤษฎีที่พูดมานั้นถูกต้องครับ เพราะมันเป็นกฏทางฟิสิก"ภายใน"ของเครื่องยนต์ครับ

มันก็เป็นอย่างนี้ทุกทีทุกเวลาไม่เกี่ยงสถานที่ครับ (และผมย้ำเสมอครับว่าหมายถึงเครื่องที่

มีการทำงานที่สมบูรณ์ด้วยนะ) อุณหภูมิภายนอก(เมืองร้อน/หนาว)จะเกี่ยวก็แค่ไม่กี่อย่าง

เช่น ตอน cold start การวอร์มเครื่องเพื่อที่จะไปให้ถึงจุด operating temp จะต่างกัน

เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คนออกเบนซ์ใหม่ป้ายแดงมาคงต้องแห่กันไปเปลี่ยนโมวาล์วน้ำกันใหญ่

หรือไม่ก็บริษัทแม่ของ benz คงต้องออกระบบระบายความร้อนversionเมืองร้อนมาให้เลือก

เป็นแน่ครับ แต่เค้าไม่ทำ เรื่องengineeringแค่นี้ benzคงไม่ตกม้าตายหรอกครับ เช่นใน

อเมริกาซึ่งbenzก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และเป็นประเทศที่มีความต่างของอุณหภูมิค่อนข้างมาก

เวลาร้อนก็เอาๆมาก ส่วนเมืองที่หนาวก็หนาวติดลบ ที่ก็เคยมีการหยิบยกเรื่องวาล์ว71มาพูด

คุยก็อยู่พักใหญ่ (ลองหาอ่านได้ครับใน benzworld.comหรือmbclub.co.uk)แต่สุดท้าย

ประเด็นนี้ก็ตกไปเพราะมีคนเข้ามาแย้ง/ชี้แจงทำความเข้าใจและทำสำคัญคือทางBenzไม่ได้

approve ตรงนี้ ก็ยังมีคนใช้อยู่บ้างครับด้วยเหตุผลตามข้อถัดไป


2. วาล์วนี้เป็นตัว"รักษา"ความเสถียรของอุณภูมิน้ำไม่ให้แกว่งขึ้นลงมากไป ไม่ได้ทำให้ระบาย

ความร้อนได้ดีขึ้น/แย่ลงแต่อย่างใด และที่สำคัญอีกอย่างเป็นตัวที่ทำให้เครื่องwarmไปถึง

จุด operating temp เร็วที่สุด (คือร้อนเร็วขึ้น) ผมเข้าใจว่าตรงนี้คงเป็นสิ่งที่ทำให้หลายๆ

คนกลัว ยิ่งกับรถที่มีปัญหาความร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งดูเลวร้ายขึ้นไปอีก เข้าใจว่าตรงนี้จึงเป็นที่มา

ความแพร่หลายของวาล์วนี้ 71 ในบ้านเรา ก็อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ดีก็ได้ครับ เพราะอย่างที่

ผมบอก ถ้ารถเริ่มเก่าแล้ว ปัญหามาแล้วไล่หาสาเหตุแล้วก็ไม่จบ วาล์วนี้ 71 ก็อาจเป็นทาง

เลือกที่ดีที่สุดก็ได้ครับ



>> ถือเป็นการแลกเปลี่ยนนะครับพี่ ช่วง COVID เลยมีเวลาเขียนเยอะ :D ผมอาจจะผิดก็ได้ครับ

ใครเห็นต่างก็มาแลกเปลี่ยนเป็นความรู้/ประสบการณ์กันครับ ผมเองโชคดีหน่อยตอนนั้นได้รถมา

สภาพดี (W140 S280 ME ได้มาเมื่อปี2007 สิบกว่าปีแล้ว) ก็เริ่มดูแลอย่างที่ว่าตั้งแต่ตอนนั้น

ทำให้เครื่องค่อนข้างสมบูรณ์ (รถไม่ค่อยใช้งานครับ ทำเก็บซะมากกว่า ปกติใช้งานรถยุ่นอีกคัน)

ตอนนี้รถอยู่สตูลติดมาเลเซีย ภูมิอากาศ southeast แท้ๆเลย แต่ไม่เคยมีปัญหาความร้อนเลยครับ


>> อย่างที่ผมบอกในสภาพเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์ ผมเคยใส่วาล์ว 71แล้วขับไม่สนุกครับแถมกิน

น้ำมัน (ตอนนั้นใช้งานในกทม. ตอนหลังเน้นทางไกล สตูล-กทม-สตูล) และขอบอกเลยว่าขืนใช้

วาล์ว 71 ต่อไปปัญหาในระยะยาวจะตามมา อุณภูมิแกว่ง เครื่องร้อนช้า อุณภูมิเฉลี่ยเย็นกว่าspec

ทำให้ต้องจ่ายน้ำมันหนา >> รถอืดลง(ถ้าเครื่องสมบูรณ์จะเห็นความต่างชัด)>> มลภาวะ >>

แคทตันเร็วขึ้น >> frictionในเครื่องยนต์มากขึ้น (หลวมง่ายและเร็วขึ้น) ซึ่งมันก็ย้อนกลับไปที่

ทฤษฎีที่พี่ว่า benzweiler นั่นแหละครับ


สุดท้าย ขอสรุปที่ว่าดังนี้ครับ จะพูดเรื่องวาล์วน้ำ 71/87 มันต้องแยกประเด็นให้ชัด

>>>> เรื่องกฏทษฎี ทางฟิสิกภายในเครื่องยนต์ อันนี้เป็น universal ครับเหมือนกันทั่วโลก

ไม่งั้นคงจะมี"Benzเขตร้อน"มาจำหน่ายให้เห็นกันแล้ว เรื่องengineeringแค่นี้ไม่ได้

เกินความสารมารถ Mercedes-Benz หรอกครับ

>>>> ถ้าทุกอย่างสมบูรณ์ แต่แรกผมแนะนำว่าให้ยึดวาล์ว 87 ไว้แล้วจะไม่มีปัญหาตามใน

ระยะยาว (หรือมีน้อย) เช่น เครื่องสึกหรอง่าย > จ่ายน้ำมันหนา > แคทตันเร็ว>

กำลังหด > สร้างมลภาวะ > สุดท้ายเปลืงเงินและเวลามาไล่ซ่อมเนื่องจากเป็นปัญหา

เรื้อรังที่สืบเนื่องมาจากปัญหาก่อนหน้า (บ้านเราที่เจอกันบ่อยซ่อมไม่จบก็เพราะสาเหตุ

นี้แหละครับ เป็นปัญหาสืบเนื่อง+บวกกับการขาดการเอาใจใส่และการดูแลที่ถูกต้อง

เลยต้องเข้าออกอู่เป็นประจำ)

>>>> ถ้าได้รถมาสภาพต้องสงสัย ระบายความร้อนไม่ดี ไล่หาสาเหตุไม่จบ อันนี้วาล์ว 71อาจ

จะพอทำให้ใช้งานต่อไปได้ หรือใส่แล้วไปจบอีก อาจต้องไล่เปลี่ยนรายชิ้นตามอาการ

ฉนั้นสำหรับผม วาล์วน้ำ71 จะจอบโจทย์แค่คนกลุ่มหลังนี้เท่านั้นครับ


สุดท้ายนี้ถ้าผิดพลาดประการใดก็ต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ยินดีรับฟังความคิดเห็นของพี่ๆทุก

ท่านครับ เขี่ยนมาซะยาวเพราะต้องการแยกประเด็นให้ชัด กลัวเกิดการเข้าใจผิดและหลงประเด็น

จริงๆอยากให้ท่านที่สนใจและสงสัยในสิ่งที่ผมพูดและทำมาลองรถผมได้เลย แต่ติดที่อยู่ไกลไปแต่

ถ้ามาได้ก็ยินดีครับ รถอายุ 23 ปี ขับดีขับสนุกในแบบเครื่อง M104 (ที่สมรรถนะใกล้เคียงรถใหม่)

มันมีอยู่จริงและท่านก็สามารถทำได้ครับ
 
Last edited:
วาวล์น้ำ / thermostat..... ที่เหมาะสม

ขออนุญาตครับ

ทั้งหมดทั้งปวงตามประสาบ้านๆ.... ผิด/ถูก ขึ้นกับดุลยพินิจ​ของท่านครับ

ใช้/ ทำรถตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เกือบ 100 % ใช้วาวล์น้ำ 87 องศา ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีถึงดีมากมาโดยตลอด spec ถูกกำหนดขึ้นโดยวิศวกรของ Mercedes Benz​ ชัดเจนโดยตัวเอง

ทั้งนี้มีเงื่อนไขประกอบ

1.หม้อน้ำมีสภาพสมบูรณ์ดี เปลี่ยนใหม่เป็นระยะๆเสมอ ใช้ coolant/ น้ำสะอาด
2.พัดลมไฟฟ้า/ ฟรีคลัชสภาพสมบูรณ์ดี....เปลี่ยนเป็นระยะ
3.ปั๊มน้ำสภาพดี
4.sensor/ ตัวควบคุม ตรวจเช็ค ตรวจสอบ/ เปลี่ยนเป็นระยะ

ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นกระบวนการ การทำงานที่เป็นเหตุ เป็นผลธรรมดา

เห็นด้วยกับแนวทางของคุณ LeMans24

การรักษาสภาพตามข้อ 1. 2.3. และ 4 อย่างถูกต้อง น่าจะเป็นเหตุที่นำไปสู่ผลซึ่งวิทยาศาสตร์สามารถอธิบาย ตอบขั้นตอนต่างๆได้

อย่างไรก็ตาม.... เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ

ขอขอบคุณ
ช่าง​วันหยุด​
 
ขออนุญาตแจมกับประเด็นวาล์วน้ำ 71 และ 87 ซี แต่ขอไปเน้นที่วาล์วน้ำ
82 ซี ของรถฟอร์ดรุ่นเฟียสต้านะครับ ตัวผมเองใช้รถฟอร์ดโฟกัสรุ่นที่ 2
ปี 2007 จึงเป็นจุดเริ่มเข้าไปคลุกคลีในคลับรถฟอร์ดหลายๆ คลับครับ
โฟกัสรุ่นที่ผมใช้โดยรวมมีปัญหาน้อยมาก เพราะยังใช้เกียร์ออโต้แบบเดิม
คือ Torque Converter รถฟอร์ดที่มีปัญหามากมายคือรุ่นใหม่ที่ฟอร์ด
นำเกียร์ที่ตนเองอวดอ้างว่าเป็นเกียร์อัจฉริยะที่เรียกว่าเกียร์ Power Shift
คลัชคู่ ครับ

เฟียสต้าไม่มีเกจความร้อนเป็นแบบเข็ม ก็เช่นเดียวกับรถรถใหม่เล็กๆ เช่น
วีออส ยาริส หรือซิตี้ (รวมทั้งมาสด้า CX5) ที่ล้วนไม่มีเกจความร้อนให้
เป็นจุดสังเกตเลย คนขับจะมารู้ตัวอีกทีก็มีไฟเตือนความร้อนติดฟ้อง นั่นก็
หมายถึงความร้อนสูงระดับประมาณ 120 ซี ที่บางเคสโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เกิดความร้อนสูงจากปัญหาจากน้ำหล่อเย็นรั่วออก และยังมีการขับลากยาว
อาจเพราะคนใช้รถไม่ทราบปัญหา หรือไม่ทราบว่าจะเกิดผลร้ายมากๆ ครับ
โดยปกติระดับความร้อนของเฟียสต้า เมื่อเปิดดูตัวเลขผ่านฟังชั่นเมนูลับ
จะอยู่ที่ประมาณ 95-100 ซี ด้วยมีช่างฟอร์ดในคลับจำนวนหนึ่งคิดว่าระดับ
ความร้อนดังกล่าวสูงมากไป มีผลให้วัสดุภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้นทั้งสุ่มเสียง
ที่จะมีภาวะความร้อนสูงจนฮีทเสียหายมากๆ ได้ (มีหลายท่านใช้เหตุผลเชิง
ตำหนิวิศวกรฟอร์ดเองนั่นแหละผิดพลาดที่เอารถออกแบบสำหรับเมืองหนาว
มาขายในเมืองร้อนด้วยครับ)

นวัตกรรมหนึ่งที่เป็นผลพวงการคิดค้นทดลองและมีผลออกมาใช้กันคือต้อง
เปลี่ยนวาล์วน้ำเป็นของโตโยต้า เช่นจากรุ่นโซลูน่า 76.5 ซี มีการขยายผล
กันมากในคลับเฟียสต้า เพราะเมื่อเปลี่ยนวาล์วน้ำรุ่นนี้ที่มีขนาดพอดีกับวาล์ว
น้ำเดิมฟอร์ด 82 ซี แล้วระดับความร้อนโดยรวมลดลงได้จริง อยู่ระหว่าง
85-90 ซี ครับ ผมเองไม่ใช่ช่างไม่ได้อยู่หน้างานตรงๆ แบบที่ช่างอาชีพเขา
ก็ข้องใจมากและตามไปถามเขาอยู่หลายครั้ง ในสาระสำคัญว่าระดับความร้อน
ลดลงได้อย่างไรหากแค่วาล์วน้ำ 76.5 ซี ที่ย่อมต้องเปิดอ้าเร็วขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ
สุดท้ายก็มีทีมงานที่คิดค้นท่านหนึ่งออกมาเฉลยว่าวาล์วน้ำโตโยต้า 76.5 ซี
มีตูดวาล์วยาวกว่าของฟอร์ดเดิม 82 ซี แค่นี้ผมก็จบหายข้องใจแล้ว คือเมื่อ
ตูดวาล์วยาวกว่าขณะที่วาล์วเปิดอ้าสุด ช่องว่างมากกว่าเดิม น้ำหล่อเย็นย่อม
ไหลเวียนไประบายเอาความร้อนออกที่รังผึ้งหม้อน้ำได้มากกว่าเร็วกว่าเดิม
ในภาวะอย่างอื่นๆ เท่าเดิม ระดับความร้อนย่อมลดลงได้อยู่แล้วนี่ครับ ในคลับ
มีสมาชิกมากปัจจุบันกว่า 2 หมื่นคน ก็ยังดีที่มีหลายท่านที่ทักท้วงว่า
ระดับความร้อน 85-90 ซี เย็นเกินไปกว่าที่วิศวกรเขาออกแบบไว้ไหม
ทั้งจะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วขึ้นไหม อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
มากไปไหม...ก็คงเข้าใจแหละ แต่ขอเย็นๆ ไว้ก่อนเถอะ

ขออนุญาตปิดด้วยคำถามว่า แล้ววาล์วน้ำ MB ที่เราทราบดีมาตลอดคือ
วาล์วน้ำ 71 หรือ 87 ซี นั้น ขนาดมิติเท่ากันเปะๆ ไหม หรือวาล์ว 71
เมื่อเปิดอ้าสุดมีช่องว่างมากกว่าวาล์ว 87 ซี น้ำหล่อเย็นจึงไหลเวียนได้
มากกว่าไหม เมื่อเทียบเคียงหลักการและเหตุผลตามประเด็นของรถฟอร์ด
เฟียสต้า

ขอบพระคุณยิ่งครับ
 
ขออนุญาตแจมกับประเด็นวาล์วน้ำ 71 และ 87 ซี แต่ขอไปเน้นที่วาล์วน้ำ
82 ซี ของรถฟอร์ดรุ่นเฟียสต้านะครับ ตัวผมเองใช้รถฟอร์ดโฟกัสรุ่นที่ 2
ปี 2007 จึงเป็นจุดเริ่มเข้าไปคลุกคลีในคลับรถฟอร์ดหลายๆ คลับครับ
โฟกัสรุ่นที่ผมใช้โดยรวมมีปัญหาน้อยมาก เพราะยังใช้เกียร์ออโต้แบบเดิม
คือ Torque Converter รถฟอร์ดที่มีปัญหามากมายคือรุ่นใหม่ที่ฟอร์ด
นำเกียร์ที่ตนเองอวดอ้างว่าเป็นเกียร์อัจฉริยะที่เรียกว่าเกียร์ Power Shift
คลัชคู่ ครับ

เฟียสต้าไม่มีเกจความร้อนเป็นแบบเข็ม ก็เช่นเดียวกับรถรถใหม่เล็กๆ เช่น
วีออส ยาริส หรือซิตี้ (รวมทั้งมาสด้า CX5) ที่ล้วนไม่มีเกจความร้อนให้
เป็นจุดสังเกตเลย คนขับจะมารู้ตัวอีกทีก็มีไฟเตือนความร้อนติดฟ้อง นั่นก็
หมายถึงความร้อนสูงระดับประมาณ 120 ซี ที่บางเคสโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เกิดความร้อนสูงจากปัญหาจากน้ำหล่อเย็นรั่วออก และยังมีการขับลากยาว
อาจเพราะคนใช้รถไม่ทราบปัญหา หรือไม่ทราบว่าจะเกิดผลร้ายมากๆ ครับ
โดยปกติระดับความร้อนของเฟียสต้า เมื่อเปิดดูตัวเลขผ่านฟังชั่นเมนูลับ
จะอยู่ที่ประมาณ 95-100 ซี ด้วยมีช่างฟอร์ดในคลับจำนวนหนึ่งคิดว่าระดับ
ความร้อนดังกล่าวสูงมากไป มีผลให้วัสดุภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้นทั้งสุ่มเสียง
ที่จะมีภาวะความร้อนสูงจนฮีทเสียหายมากๆ ได้ (มีหลายท่านใช้เหตุผลเชิง
ตำหนิวิศวกรฟอร์ดเองนั่นแหละผิดพลาดที่เอารถออกแบบสำหรับเมืองหนาว
มาขายในเมืองร้อนด้วยครับ)

นวัตกรรมหนึ่งที่เป็นผลพวงการคิดค้นทดลองและมีผลออกมาใช้กันคือต้อง
เปลี่ยนวาล์วน้ำเป็นของโตโยต้า เช่นจากรุ่นโซลูน่า 76.5 ซี มีการขยายผล
กันมากในคลับเฟียสต้า เพราะเมื่อเปลี่ยนวาล์วน้ำรุ่นนี้ที่มีขนาดพอดีกับวาล์ว
น้ำเดิมฟอร์ด 82 ซี แล้วระดับความร้อนโดยรวมลดลงได้จริง อยู่ระหว่าง
85-90 ซี ครับ ผมเองไม่ใช่ช่างไม่ได้อยู่หน้างานตรงๆ แบบที่ช่างอาชีพเขา
ก็ข้องใจมากและตามไปถามเขาอยู่หลายครั้ง ในสาระสำคัญว่าระดับความร้อน
ลดลงได้อย่างไรหากแค่วาล์วน้ำ 76.5 ซี ที่ย่อมต้องเปิดอ้าเร็วขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ
สุดท้ายก็มีทีมงานที่คิดค้นท่านหนึ่งออกมาเฉลยว่าวาล์วน้ำโตโยต้า 76.5 ซี
มีตูดวาล์วยาวกว่าของฟอร์ดเดิม 82 ซี แค่นี้ผมก็จบหายข้องใจแล้ว คือเมื่อ
ตูดวาล์วยาวกว่าขณะที่วาล์วเปิดอ้าสุด ช่องว่างมากกว่าเดิม น้ำหล่อเย็นย่อม
ไหลเวียนไประบายเอาความร้อนออกที่รังผึ้งหม้อน้ำได้มากกว่าเร็วกว่าเดิม
ในภาวะอย่างอื่นๆ เท่าเดิม ระดับความร้อนย่อมลดลงได้อยู่แล้วนี่ครับ ในคลับ
มีสมาชิกมากปัจจุบันกว่า 2 หมื่นคน ก็ยังดีที่มีหลายท่านที่ทักท้วงว่า
ระดับความร้อน 85-90 ซี เย็นเกินไปกว่าที่วิศวกรเขาออกแบบไว้ไหม
ทั้งจะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วขึ้นไหม อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
มากไปไหม...ก็คงเข้าใจแหละ แต่ขอเย็นๆ ไว้ก่อนเถอะ

ขออนุญาตปิดด้วยคำถามว่า แล้ววาล์วน้ำ MB ที่เราทราบดีมาตลอดคือ
วาล์วน้ำ 71 หรือ 87 ซี นั้น ขนาดมิติเท่ากันเปะๆ ไหม หรือวาล์ว 71
เมื่อเปิดอ้าสุดมีช่องว่างมากกว่าวาล์ว 87 ซี น้ำหล่อเย็นจึงไหลเวียนได้
มากกว่าไหม เมื่อเทียบเคียงหลักการและเหตุผลตามประเด็นของรถฟอร์ด
เฟียสต้า

ขอบพระคุณยิ่งครับ

เรื่องฟอร์ดเฟียสตร้านี่ถือเป้นความรู้ใหม่ของผมจริงๆ ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ

>>> ส่วนเรื่องมิติของวาล์วน้ำ 71 กับ 87 เท่าที่ดูจากสายตาก็แทบจะเหมือนกันทุกอย่าง

แต่ก็ขึ้นอยู่กับยี่ห้อด้วยครับ วาล์วน้ำ 87ต่างยี่ห้อก็ยังมีข้อแตกต่างในรูปแบบที่พอสังเกตุได้

>>> แต่มิติภายนอกก็ไม่สำคัญเท่าระยะการเปิดของรูระบายน้ำหลังจากที่โดนความร้อน

อันนี้ก็คงเอามาต้มเพื่อเทียบกันดู ซึ่งผมก็ไม่เคยทำเหมือนกันครับ แต่คิดว่าวิศกรเค้าคงออกแบบ

ให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านต้องสัมพันธ์ขนาดของรูระบายน้ำเพื่อเลี้ยงให้อุณหภูมิคงที่ตามสเปคมาก

กว่า

>>>> ผมเคยเจอเคสในปลาวาฬดมแก๊สของเพื่อนสนิทท่านนึง ขับมาจากกทม.ไปภูเก็ต อัดไป

แค่ไหนความร้อนก็ไม่เคยเกินขีด 80 ตอนนั้นแปลกใจมาก แต่มีจุดสังเกตอยู่อย่าง เวลาออกตัว

แรงๆ หรือคิกดาวน์ทีไรมักจะมีเสียงแบคไฟร์มากจากท่อไอเสียด้านล่างตามมาบ่อยจนผมรู้สึกกลัว

พอถึงที่หมายจัดการให้ช่างรื้อระบบระบายความร้อนออกมาดู ปรากฏว่าเป็นวาล์วน้ำ71 แถมโดน

ช่างที่ไหนไม่ทราบเจาะรูมาให้เสร็จสรรพ เคสนี้เป็นอะไนที่แปลกสำหรับผม ตอนนั้นเลยพยายาม

ประติดประต่อเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป้น อุณภูมิเฉลี่ยเย็นที่สุดที่เจอมา รถอืดๆ แบคไฟร์บ่อย

น่าจะมาจากอุณภูมิที่เย็นเกินไป (วิ่งสลับน้ำมัน/แก๊ส)

>>>> สรุปจากเหตุการ์ตรงนี้ผมเลยพอเข้าใจได้ว่า ระยะความกว้างการเปิดมาก/น้อย อาจะสำ

คัญน้อยกว่าเปิดช้า/เร็ว เพราะยังไงๆจะเปิดกว้างมาก/น้อยต้องสัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่เคลื่อนที่

ผ่าน (เปิดมากเกินก็เป็น loss /เปิดน้อยไปก็คงส่งผ่านความร้อนได้ไม่ดี) ดังนั้นผมจึงมองว่าการ

เปิดช้าหรือเร็วนั้นจึงมีผลมากกว่าในเเง่ของการฉุดอุณภูมิให้ต่ำลง ดังเช่นเคสของปลาวาฬที่โดน

เจอาะวาล์วน้ำเป็นต้น ซ้ำร้ายคันนี้จะเรียกว่าเปิดตลอดก็ว่าได้เพราะโดนเจาะแบบถาวรจนอุณหภูมิ

ไปอยู่ในแดนที่เป็นอัตรายต่อเครื่องยนต์



ส่วนถ้าถามว่าเค้าเจาะวาล์วยังไง อันนี้ผมจำไม่ได้จริงๆเพราะไม่ได้ถ่ายรูปไว้และเรื่องมันก็นานมาก

แล้วครับ (ปี2009) จำได้แค่ว่าเค้าทำมาเป็นชุดคู่กับหม้อน้ำทองแดงที่เค้าตีขึ้นมาเอง ถ้าคนชอบ

เย็นๆน่าจะตอบโจทย์เพราะเหยียบให้ตายยังไงหรือรถติดแค่ไหนก็ไม่เกิน 80
 
กระทู้ผม,มีคนสนใจเยอะนะครับ
(แม้แต่คนที่ไม่ค่อยอยากจะคุยกับผมก็มา)
55555

Benzuserหรือคนขับเบนซ์
คงไม่วัดเรตติ้งตรงคนมาออกความเห็นเยอะมั้งครับ​
น่าจะดูพัฒนาการ​ ศึกษา​แล้วลงมือทำ
เก่งขึ้นทุกวัน​ จนรู้จริงจึงมาตอบ
เฉพาะในกระทู้สาธารณะ
ด้วยว่ากล้ารับผิดชอบคำพูดทุกคำ

แต่ถ้าในกลุ่มไลน์
ขอเป็นผู้อ่านพอแล้ว
ในนั้นมีคนคอยช่วยเหลือแล้ว

ผมเลือกบริการคนใช้รถอีกกลุ่ม
ที่ขับอย่างเดียว
จะได้ไม่ถูกฟัน
ทุกคนต่องระวังกระเป๋าตัวเองครับ

เจอฟันมาแล้วแหย๊งๆ​
กลัวทุกคนที่มาช่วยอย่างจริงใจ
จะเป็นแบบนั้น

ในด้านคนช่วย
ก็กลัวเจอแบบ
http://www.asasappakij.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&No=1452949
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
ปัญหาคนละส่วน​
หาเหตุ โทษคนนี้คนนั้น

ถ้าเอาเวลาเถียงกัน
ไม่โทษใคร
หาเหตุจุดที่เสีย
แป๊บเดียวก็ซ่อมเสร็จแล้ว​ จริงม่ะ
 
Last edited:
Back
Top