ความร้อนครับเข้าอู่ 5-6 หนแล้วก็ยังไม่จบ

chin

New member
w124 e220 2C มีพัดลมทั้งหมด 2 ตัว หน้าเครื่องนี่เข้าใจว่ายังเป็นแบบมีซิลิโคนเดิมๆน่ะครับ และพัดลมหน้าหม้อน้ำก็มีตัวเดียว อยากขอคำแนะนำเรื่องระบบความร้อนครับ ช่วยตอบทุกข้อจะขอบคุณยิ่งเลยครับ

1) ขับรถติดๆตอนอากาศร้อน เข็มจะแตะ 100 บ่อยครั้งที่เกือบ 110 เลย บางครั้งค้างอยู่นานเกือบ 5 นาทีแล้วเข็มค่อยลง อันนี้ปกติไหมครับ ต้องทำไงบ้าง ผมลองหมุนพัดลมหน้าเครื่องตอนเครื่องเย็นและร้อน(หลังแตะ100) รู้สึกหนืดต่างกันไม่มากนัก

2) ผมเข้าใจถูกไหมครับว่า ระบบน้ำหล่อเย็นเป็นระบบปิดในสภาวะปกติคือถ้าไม่รั่วน้ำในหม้อพักน้ำก็จะไม่มีวันพร่อง หรือว่ามีเงื่อนไขของความร้อน/แรงดันสูงที่ทำให้น้ำพร่องด้วย เพราะสังเกตเห็นท่อยางน้ำทิ้งต่อออกจากคอหม้อพักน้ำ

3) ตอนช่วงน้ำพร่องเยอะเติมน้ำ1.5ลิตรทุก2วัน ผมก็เวียนเข้าอู่เปลี่ยนไปหลายแล้วยังไม่จบครับ ทั้งปั๊มน้ำ หม้อพักน้ำเอย ตอนนี้น้ำพร่อง200ccใน7วันน่ะครับ ไม่แน่ใจว่าข้อ 1 เป็นเหตุให้เกิด ข้อ 2 ไหมครับหรือกลับกัน

4) ตกลง พัดลม step 2 ทำงานที่อุณหภูมิเท่าไหร่แน่ครับ 100, 105, 115 ได้คำตอบจากหลายช่างก็ไม่เหมือนกันครับ
 
1. ไม่ปกติครับ พัดลมเครื่อง ถ้าความร้อนถึงระดับ จะหนืดแบบเอามือหมุนแล้วปล่อย จะไหลประมาณแค่ครึ่งรอบ พัดลมเครื่องจะเปลี่ยนของใหม่ไปเลยก็ได้ หรือ ให้ช่างที่ทำเป็น เติมซิลิโคนที่แกนหัวพัดลมก็ได้ แต่อย่าเติมเกินนะ เอาออกยากมากๆๆๆๆๆ

2. ถ้าทุกอย่างเป็นปกติ ซัก 2 เดือน น้ำยังไม่พร่องเลยครับ นอกจากหาจุดรั่วซึมในระบบแล้ว ( อย่าลืมว่ามันมีระบบท่อน้ำฮีดเตอร์ วิ่งเข้าไปในห้องโดยสารด้วย ) เรื่องง่าย ๆ อย่างฝาหม้อพักน้ำสปริงล้า น้ำก็ดันออกได้ เปลี่ยนก็ดีไม่กี่ตังก์

4. โดยมากออกมาจากโรงงาน จะเป็น 105 องศา ดูที่เทอร์โมสวิทช์ที่คุมมันก็ได้ น่าจะเป็นสีฟ้านะ
 
แล้วเวลาหลังจากเวลา คุณ Chin วิ่งด้วยความเร็วสูง (เช่นบนทางด่วน) แล้วลงมาติดไฟแดง ความร้อนเป็นงัยบ้างครับ อยากรู้จัง
icon_confused.gif
แล้ว air เย็นฉำมั้ย
 
ขอรายละเอียดนิดหนึ่งว่า ที่เข้าอู่ไปแล้ว 5-6 หนนั้น ช่างเขาวินิจฉัยว่าอย่างไรและได้เปลี่ยนอะไรไปแล้วบ้างครับ
 
chui said:
ขอรายละเอียดนิดหนึ่งว่า ที่เข้าอู่ไปแล้ว 5-6 หนนั้น ช่างเขาวินิจฉัยว่าอย่างไรและได้เปลี่ยนอะไรไปแล้วบ้างครับ

แล้วเรื่องน้ำพร่อง ได้คำตอบมาอย่างไรบ้างครับ
 
ขอบคุณทุกคนที่ช่วยมาตอบนะครับ ผมขอตอบต่อนะครับ
5. วิ่งเร็วแล้วมาจอดติดไฟแดงนี่ ความร้อนก็ 80 หน่อยๆ แล้วถ้าติดนานสัก 10 นาทีก็จะเริ่มไปแตะ 100 ล่ะครับ ส่วนแอร์นี่ก็เย็นมากครับ จริงๆเรื่องแอร์ก็มีประเด็นคือ ต้องตั้งไว้ 18-20 องศา ถึงจะเย็นตลอด(แบบคอมพ์ตัดแป๊ปเดียว) ถ้าตั้ง 22+ นี่จะต้องรอนานจนรู้สึกตัวเหนอะหน่อยๆคอมพ์ถึงจะตัดมาทำงาน ซึ่งผมว่าในห้องโดยสารนี่ถ้าตั้ง 22 คอมพ์ก็ต้องทำงานตลอดแล้ว เพราะยังไงก็ไม่มีทางเย็นได้ถึง 22 แล้วทำไมคอมพ์ยยังตัดอีก ซึ่งวิ่งกลางวันจะกลายเป็นว่าเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว อันนี้ช่างก็เปลี่ยนกล่องรีเลย์แอร์ไปแล้ว(5,500บ) โดยบอกว่ารีเลย์เสียไม่ detect สัญญานจาก sensor แอร์ ซึ่งหลังเปลี่ยนผมก็รู้สึกว่ามันเป็นเหมือนเดิม สรุปโดนเปลี่ยนฟรี หรือไม่ก็มีปัญหาหลายจุด

6. เรื่องเข้าอู่ 5-6 หน ก็ไล่ไปเรื่อยตั้งแต่ ปั๊มน้ำรั่วก็เปลี่ยน(7,700)ทั้งที่เพิ่งเปลี่ยนไปไม่ถึงปี เข็มขัดท่อยางคลายตัวประมาณ 2-3 ครั้งแต่ละครั้งบอกว่าต่างจุดกัน ล่าสุดมีรอยแตกที่หม้อพักน้ำก็เปลี่ยนหม้อแล้ว(1,850บ) พอขับไป 1 อาทิตย์น้ำก็เริ่มพร่องอีกนิดนึงก็เลยสงสัยเป็นคำถามข้อ 2 น่ะครับ คือเพราะช่างก็บอกว่า อากาศร้อนมันน้ำก็ย่อมมีพร่องบ้าง แต่ผมคิดว่าเป็นระบบปิดและรู้สึกว่ามันพร่องบ่อยเกิน เมื่อก่อนขับรถยุ่นไม่มีพร่องเลย ตอนนี้ก็เลยสงสัยเป็นข้อ 3 น่ะครับว่าเพราะความร้อนขึ้นแตะ100 น้ำเลยดันออกทางท่อทิ้ง ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกไหม

7. เรื่องพัดลมนี่แบบเดิมกับเป็นพัดลมไฟฟ้าต่างกันด้านไหนครับ ผมจะใช้แบบไหนดีกว่าครับ เพราะเห็นมีกระทู้เก่าบอกเป็นไฟฟ้ากินแรงม้ารถน้อยกว่า

8. themo switch สีฟ้าที่คุมพัดลมหน้าเครื่องดูที่ไหนครับ แล้วคำว่า step 2 นี่มีอยู่กับพัดลมแอร์ใช่ไหม คือพัดลมหน้าเครื่องมี step เดียวใช่ไหม ถ้าใช่งั้นถ้าผมขับเร็วรอบสูงแต่ไม่เปิดแอร์ ความร้อนไม่กระฉูดแตะ 120 เลยเหรอครับ งงๆ

9. ผมจะหาช่างที่สามารถจบเรื่องความร้อนและแอร์ ได้ที่ไหนบ้างครับ พอดีอยู่แถวบางแค-พุทธมณฑลสาย 2

สรุปแล้วอยากจะจบเรื่องความร้อนซะทีครับ รู้สึกว่าต้องแวะเวียนซ่อมบ่อยๆ โดนค่าแรงค่าของไปก็เยอะ ต่อไปค่อยลุยเรื่องแอร์ต่อ ขอบคุณครับ
 
อยากให้ลองเทส์ทระบบการระบายความร้อนของหม้อน้ำก่อนครับ ลองวิ่งสัก 160 ขึ้นไป ด้วยความเร็วลมขนาดนี้ส่วนใหญ่เข็มความร้อนจะลดลงครับ แต่ถ้ามันสูงตามความเร็วรถ อาจเป็นไปได้ที่หม้อน้ำตันเป็นบางส่วน หรือแผงคอยด์ร้อนแอร์ตันครับ <<ดูเรื่องการล้างคอยด์ร้อนที่กระทู้ http://www.benzowner.net/forum/viewtopi ... 520a52e76c >>

สำหรับการแนะนำอู่ในหน้าเวป อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่ามีส่วนได้เสียกับเจ้าของอู่นะครับ ผมคงไม่สามารถเอ่ยชื่ออู่ได้ แต่ผมใช้บริการประจำแถวแจ้งวัฒนะครับ ตามเบอร์นี้ 016556251
 
รถเก่าเป็นธรรมดาที่เสียโน่นเสียนี่ ซ่อมไป-ขับไป อย่าเพิ่งท้อไปเสียก่อนก็แล้วกัน ไม่งั้นจะไม่ได้รถดีๆใช้ อย่าง E220 นี่ หาตัวจับยากแล้วครับ
1. ข้อแรกน่าจะเปลี่ยนอู่เพราะช่างบอกว่า อากาศร้อน น้ำก็ย่อมมีพร่องบ้าง และเล่นเปลี่ยนรีเลย์แอร์ เฉยๆงั้นแหละ
2. รถคุณน่าจะมีปัญหา 2 อย่าง น้ำหายกับความร้อนขึ้นแตะ 100 ซึ่งรถ 4 สูบโอกาสเกิดค่อนข้างน้อยครับ
3. น้ำหาย ตามปกติการเติมน้ำของรถเบนซ์ในหม้อพักแค่ระดับปีกเท่านั้น หากเติมเกินจนเต็ม ระบบก็จะ release ออกเองและจะอยู่คงที่แค่นั้น หากน้ำลดลงไปเรื่อยๆ ทุกวันๆ นั่นหมายถึงน้ำหาย ต้องเช็คจุดรั่วซึม คุณเปลี่ยนท่อยาง ขันกิ๊ปรัดทุกตัวแล้ว ผมสงสัยฝาหม้อพักน้ำ ซีลยางแข็ง เก็บแรงดันไม่อยู่ น้ำจึงล้นออกทางนี้ และหากเก็บแรงดันไม่อยู่ ทำให้ความร้อนแตะ 100 ง่ายๆ เสียด้วย อีกจุดหนึ่งคือฝาสูบหรือปะเก็นฝาสูบผุ น้ำหายเข้าห้องเผาไหม้ จุดนี้ไม่อยากให้เป็น เพราะค่าซ่อมหลายเงิน
4. ความร้อนสูง รถติดไฟแดงแตะ 100 ซึ่งเป็นไปได้ค่อนข้างยาก สำหรับรถ 4 สูบ คุณเช็คฝาหม้อพักน้ำในข้อ 3 ก่อน จึงจะไล่ไปจุดอื่นๆ เช่น วาล์วน้ำตาย เปิดไม่สุด รังผึ้งหม้อน้ำตันเป็นบางส่วน พัดลมครื่องฟรีคลัชท์ทำงานดีอยู่หรือไม่
5. เรื่องระบบแอร์ ไม่น่ามีปัญหา แค่ตัดต่อเร็ว อาจจะให้ร้านแอร์ล้างระบบสักครั้ง ก็จะดีเหมือนเดิม ข้างในอาจเป็นขี้โคลน น้ำยาไหลไม่สะดวก
6. อู่แถวฝั่งธน ผมไม่ถนัด แต่ถ้าเป็นฝั่งกรุงเทพเหนือ บางเขน ดอนเมือง รังสิต พอจะแนะนำได้ครับ
 
อู่ฝั่งธน ลองโทร 02-884-1611-2 แถวตลิ่งชั่น ทุ่งมังกร
 
- ถ้าขับ 160 นี่เข็มลงครับ 80 หน่อยๆ
- เพิ่งเปิดเครื่องเปลี่ยนปะเก็นไปหมดแล้วครับ ผมถึงรู้สึกว่ามันไม่จบซะที
- งั้นจะลองเปลี่ยนฝาหม้อพักก่อนแล้วกัน ไม่กี่ร้อย แล้วจะลองไล่อย่างที่คุณ Chui บอกละกันครับ

- แล้วผมจะรู้ได้ไงครับว่าพัดลมเครื่องทำงานดีอยู่ไหมเพราะลองหมุนทั้งตอนเย็นกับร้อนก็หนืดต่างกันไม่มาก ไม่อยากหลับหูหลับตาพึ่งช่างให้เช็คครับเพราะรู้สึกโดนมั่วมาหลายครั้งแล้ว

ขอบคุณทุกคนที่ให้คำแนะนำนะครับ ยังไงก็ชอบ e220 อยู่ดี ก็ต้องสู้กันสักตั้งนึงละครับ
 
พอดีวันนี้ผมผ่านไปแถวรามอินทราเลยลองแวะไปถามพี่เค้าเพราะน้ำหายเหมือนกัน(E220)วิ่งวันนึงก็ต้องเติมแล้ว ลองส่องดูเองหารอยซึมก็ไม่เจอ พอพี่ศักดิ์เดินมาดูแกก็หัวเราะแล้วบอกว่า ยางที่อุกท่อ Heater มันเริ่มเปื่อยครับ พอน้ำร้อนมีแรงดันมันก็ค่อยๆซึมออกครับ พี่ศักดิ์จัดการให้ฟรีอีกต่างหาก :D :D
 
จบข่าวพยากรณ์อากาศ ต่อไปเชิญชมข่าวกีฬาครับ
 
ขอต่อข่าวพยากรณ์อากาศนะครับ
icon_lol.gif


- เปลี่ยนฝาหม้อพักน้ำแล้วครับ จะคอยสังเกตการต่อว่าน้ำพร่องไหมแล้วจะแจ้งครับ
- เรื่องพัดลมหน้าเครื่อง e220นี่ ตกลงที่ว่ามีซิลิโคนเติมเกินเอาออกยากมากกับที่ว่าพัดลมฟรีคลัตช์นี่คือเรื่องเดียวกัน ตัวเดียวกันใช่ไหมครับ หรือว่าแล้วแต่รุ่นรถ
- ผมขอทราบข้อเสียถ้าเปลี่ยนใช้เป็นพัดลมไฟฟ้าหน่อยได้ไหมครับ
- งบ 6000 ที่คุณ nathapol ใช้ในการเปลี่ยนเป็นพัดลมไฟฟ้ากับช่างกานต์นี่รวมพัดลมไหมครับ หรือผมต้องหาพัดลมเอง(กำลังตัดสินใจเทียบกับการเปลี่ยนฟรีคลัตช์อย่างเดียว ค่าอะไหล่ก็ 2,700บ.แล้ว แต่ได้ระบบเก่ากินแรงเครื่อง ไม่ประหยัดน้ำมัน)
 
- เรื่องซิลิโคนและฟรีคลัทช์เข้าใจถูกแล้วครับ
- ข้อเสียของพัดลมไฟฟ้า ไม่เห็นมีอะไรนอกจากการต้องการให้แวะดูแลมันบ้าง รถสี่สูบบางคันติดพัดลมไฟฟ้าใหญ่ตัวเดียว บางคันติดพัดลมไฟฟ้าเล็กสองตัว ในความเห็นส่วนต้วการติดพัดลมสองต้ว ดูแล้วจะปลอดภัยกว่าถ้าพัดลมตัวที่ติดเกิดเสียขึ้นมา ถึงแม้จะสามารถชักปลั๊กหลอกให้พัดลมเสตปสองทำงานได้(คนใช้พัดลมไฟฟ้าต้องรู้) แต่ก็ควรทำให้ระบบมีความปลอดภัยสูงที่สุด
- ราคาไม่น่าจะเกิน 5K นั้นเอารถมาจอดทิ้งไว้ แล้วกลับมารับรถพร้อมจ่ายตังแค่นั้นครับ
 
ราคา 6000 นี่รวมพัดลมไฟฟ้าแล้วครับ คุณ Chin
พัดลมไฟฟ้าประมาณ 2500 บาท อันนี้ ของ Volvo S70 ครับ ถ้าเป็นพัดลมของ BMW จะแพงกว่านี้ครับ ราคาน่าจะประมาณ 3500 บาท วันนั้นเดิน เซียงกงบางนาเห็นอยู่ร้านนึง คนขายสวยๆ ขาวๆ (แต่มีแฟนแล้ว)
icon_sad.gif
 
ก็เจ้าชู้อย่างนี้แหละ คนที่เดินด้วยจะหัวแตกเมื่อไหร่ไม่รู้..... คนโสดเนี่ย..จริงๆเลย..พับเผื่อย....

ผมก็ว่าจะหาพัดลมใหญ่ใบเดียว diameter 40 ซม. สักอัน อาตือเจอซื้อมาเผื่อด้วยนะน้องนะ...ร้านที่คนขายไม่สวยก็ไม่เป็นไร ขอให้ของชีๆแปะๆ ก็แล้วกัน...อิอิอิ..
 
ลืมกลับมาส่งการบ้านครับ สรุปแล้วผมเปลี่ยนฟรีคลัทช์ใหม่(2800บ.) จบเลยครับ ความร้อนอยู่ที่ 85-88 เวลารถติด วิ่งก็ 82-85 ลองมาหลายอาทิตย์แล้ว Happyสุดๆเลยครับขับไม่ต้องลุ้นเข็มเกินร้อย แอร์ก็ยังเย็นเหมือนเดิม

ขอขอบคุณทุกคนที่ให้คำแนะนำนะครับ พอดูกระทู้เยอะๆแล้ว ผมเข้าใจว่าติดพัดลมไฟฟ้าอย่างเดียวอาจไม่จบ ต้องไปถึงเบรค รังผึ้ง ระบบอื่นๆ ก็เลยลองอุปกรณ์มาตรฐานก่อน ซึ่งก็หมายถึงต้องรับสภาพมาตรฐานด้วยคือ เสียงดัง กินน้ำมันกว่า เมื่อเทียบกัน
 
ยินดีด้วยครับ คุณ chin ขอให้รถ และเจ้าของรถมีสุขภาพแข็งแรงครับ
 
Back
Top