คุยสารพัดเรื่องกับ Mr.Lo

น้ำยาหม้อน้ำ (Antifreeze & Coolant) ใช้อะไรดี ตอนที่ 3

น้ำยาหม้อน้ำใช้อะไรดี ?

ใช้แบบเดิมที่เคยใช้ดีที่สุดครับ
หากระบบหล่อเย็นเดิมไม่มีปัญหาเรื่องสนิม-ตะกรัน เปลี่ยนถ่ายตามกำหนดเดิม
ไม่ควรเปลี่ยนน้ำยาหม้อน้ำยี่ห้อใหม่ เพราะน้ำยาหม้อน้ำแต่ละผู้ผลิตจะมีสูตรไม่
เหมือนกัน แม้ว่าจะเป็นประเภทเดียวกันก็ตาม หรือฉลากบอกว่าใช้แทนกันได้

ผู้ผลิตเดียวกัน แต่น้ำยาหม้อน้ำคนละรุ่น ก็ไม่ควรนำมาเติม - ผสม
หรือเปลี่ยนถ่ายแทนของเดิม เพราะว่าถึงแม้จะถ่ายน้ำหล่อเย็นออกหมด แต่อาจมี
หลงเหลือในเครื่องยนต์แค่ 10 % ก็สามารถทำให้ประสิทธิภาพน้ำยาหม้อน้ำใหม่
ที่เปลี่ยนเข้าไปใหม่ลดลง

น้ำยาหม้อน้ำแบบ Concentrate ไม่ควรใช้แบบไม่ผสมน้ำ แต่ควรใช้น้ำสะอาด
เติมผสม ดีที่สุดคือใช้น้ำกลั่นผสมตามคำแนะนำผู้ผลิต ส่วนแบบ Premix
โดยมากจะผสมน้ำ 50 % จากโรงงานผู้ผลิต และแนะนำให้เติมใช้งานได้เลย
การลดความเข้มข้นน้ำยาหม้อน้ำ อาจทำให้ประสิทธิภาพ และอายุการใช้งาน
น้ำยาหม้อน้ำสั้นลง

แต่หากเราต้องการลดความเข้มข้นของน้ำยาหม้อน้ำ ควรอย่างยิ่งที่จะใช้น้ำกลั่น
ผสมไม่ควรใช้น้ำทั่วไป เพราะถ้าเป็นน้ำยาหม้อน้ำประเภท OAT แบบ Long Life
Coolant ที่รถญี่ปุ่นนิยมใช้กันจะมี Phosphate ผสมอยู่


ในความเห็นส่วนตัว สำหรับ W124 ที่มีอายุกว่า 20 ปี หากจำต้องเปลี่ยนน้ำยา
หม้อน้ำยี่ห้อใหม่ เช่นรถไปเปลี่ยนปั้มน้ำมา อู่เติมน้ำยาหม้อน้ำยี่ห้อใหม่ให้ หรือ
ด้วยเหตุใดก็ตามที่เติมหรือเปลี่ยนน้ำยาหม้อน้ำยี่ห้อใหม่ ควรจดรุ่นและยี่ห้อน้ำยา
หม้อน้ำที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ สังเกตเป็นระยะว่าน้ำหล่อเย็นเป็นสนิม สีผิดปกติหรือไม่
ถ้าน้ำยาหม้อน้ำใหม่ไม่มีปัญหาอะไร ควรเปลี่ยนถ่ายก่อนกำหนดที่ผู้ผลิตแนะนำ
และหากรถเปลี่ยนถ่ายน้ำหล่อเย็นทุกปี การใช้ยี่ห้อใหม่ต่อไปเลยไม่น่าจะมีปัญหา

สิ่งที่ควรระวังคือ น้ำยาหม้อน้ำปลอม หากปลอมเฉพาะยี่ห้อ แต่ใช้น้ำยาหม้อน้ำ
จริงยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นน้ำเปล่าใส่สีจะทำให้ระบบหล่อเย็นกัดกร่อนเป็นสนิม


อ้างอิง:

https://en.wikipedia.org/wiki/Antifreeze

http://www.machinerylubrication.com/Read/841/coolant-fundamentals

https://www.google.co.th/url?sa=t&r...le.pdf&usg=AFQjCNEPLOOH0wUhQkrdujyXdzz7Y40GyA

http://www.glysantin.de/en/products.html

http://www.coolantexperts.com/coolant_overview/coolant_technologies_application

http://www.penriteoil.com.au/assets/pdf/tech/Nov2015/Coolants.pdf

:D
 
Last edited:
เมื่อลูกรอกสายพานหมดอายุ

.

ลูกรอกสายพานเครื่อง M111 E220 W124

thIpukn.jpg





วันอาทิตย์ที่ผ่านมาไปทานอาหารเที่ยงนอกบ้าน ขากลับหลังเครื่องยนต์ติดแล้ว
ได้ยินเสียงลูกปืนจึงกดสวิทซ์ตัดการทำงานแอร์คอมเพรสเซอร์ แต่เสียงยังดัง
เหมือนเดิม เปิดฝากระโปรง สังเกตการหมุนของปั้มน้ำกับลูกรอกสายพานก็ดูปกติ
ไดชาร์จเพิ่งเปลี่ยนมาไม่ถึงเดือน จึงขับรถกลับบ้านคอยดูหน้าปัดกับฟังเสียงผิดปกติ
เช้าวันรุ่งขึ้นจึงเปิดฝากระโปรง สังเกตหน้าเครื่องเห็นฝาปิดลูกปืนลูกรอกสายพาน
หายไปแล้ว ลองขยับลูกรอกดูก็ไม่โยกคลอน เมื่อติดเครื่องไม่มีเสียงดังแบบเมื่อวาน

i9XopT1.jpg



8cpseUC.jpg





พิจารณาสภาพลูกปืน ฝาปิดด้านหน้าหลุดหาย ลูกปืนแถวแรกเหลือครึ่งเดียว
ส่วนลูกปืนแถวหลังยังอยู่ แต่ไม่มีจารบีหล่อลื่น หากไม่รีบเปลี่ยนลูกปืนคงไหม้
และแตกหลุด ถึงตอนนั้นงานจะเข้าอีกหลายอย่าง จึงไปอู่ใกล้บ้านดำเนินการซ่อม


ขั้นตอนการถอดการถอดเปลี่ยน

GHMVpFI.jpg




qJgtyYa.jpg





เมื่อถอดลูกรอกสายพานออกมาแล้ว พิจารณาสายพานยังดีอยู่ ช๊อคอัพสายพานให้
ช่างแอร์ช่วยเปลี่ยนพร้อมแอร์คอมเพรสเซอร์เมื่อตอนต้นปี สภาพยังแน่นอยู่
ลูกรอกสายพานที่ถอดออกมาเป็นอะไหล่แท้ ไม่มีประวัติว่าเจ้าของเดิมเคยเปลี่ยน
ตลับลูกปืนเป็นแบบลูกปืนสองชั้น อัดปิดผนึกตลับลูกปืนกับขอบเสื้อลูกรอก


ไปซื้ออะไหล่แถววัดโสม สอบถามร้านประจำมีแต่ของเทียบ ราคาหนึ่งพันมีทอน
คุณภาพไม่รู้จะทนทานแค่ไหน สมาชิกท่านใดเคยใช้บ้าง แชร์ประสบการณ์กันหน่อย

O3li0We.jpg




ZuQCAc4.jpg





สำหรับการใช้งานลูกรอกสายพาน จะทนทานแค่ไหนคงต้องรอพิสูจน์ดูครับ
 
Last edited:
กล่องเขียวยี่ห้อ INA ผมก็ใช้ตัวนี้ ยังไม่เจอปัญหาอะไร เท่าที่เช็คราคาในเมืองนอก ราคาแพงกว่าของเทียบยี่ห้ออื่นๆ ก็พอจะวางใจได้
 
ผมเคยเปลี่ยนเฉพาะลูกปืนน่าจะเกือบ 3 ปีแล้วก็ยังใช้ได้เป็นปกติ
ค่าลูกปืนดูเหมือน ไม่ถึง 300 บาท ค่าแรงไม่มีเพราะทำเอง

ตอนไปซื้ออะไหล่ตัวนี้ที่วรจักร เจอะร้านขายดูมันป๋องแป๋ง
ไม่เข้มแข็งเหมือนของเดิมเลยไม่ซื้อ เปลี่ยนเฉพาะลูกปืน
 
ผมเคยเปลี่ยนเฉพาะลูกปืนน่าจะเกือบ 3 ปีแล้วก็ยังใช้ได้เป็นปกติ
ค่าลูกปืนดูเหมือน ไม่ถึง 300 บาท ค่าแรงไม่มีเพราะทำเอง

ตอนไปซื้ออะไหล่ตัวนี้ที่วรจักร เจอะร้านขายดูมันป๋องแป๋ง
ไม่เข้มแข็งเหมือนของเดิมเลยไม่ซื้อ เปลี่ยนเฉพาะลูกปืน

ผมได้ความรู้จากพี่ coffee cup เกี่ยวกับเบอร์ตลับลูกปืน
ซื้อตลับลูกปืนเตรียมไว้ กะจะเปลี่ยนพร้อมกับช๊อคอััพสายพาน



T2zYgpe.jpg




B7LU7TF.jpg





แต่ลองหมุนขยับลูกรอกสายพาน ลูกปืนมันยังแน่นดี จึงไม่ได้เปลี่ยน
ที่มันเสียคราวนี้คงเนื่องจากจารบี และลูกปืนคงหมดอายุ
ดีแต่ว่ามันมีเสียงเตือน ลูกปืนเป็นแบบสองแถว แถวแรกเสียหาย
แถวที่สองยังประคองลูกรอกสายพานไว้ ไม่หลุดออกมาทำความเสียหายอุปกรณ์อื่น

ผมเอาตลับลูกปืนใหม่พร้อมกับลูกรอกสายพานเดิม ให้เพื่อนเอาไปโรงกลึงดัดแปลงใส่
clip lock ตลับลูกปืนด้วย กะว่าเที่ยวหน้าเปลี่ยนช๊อคอัพสายพานจะเปลี่ยนใส่พร้อมกัน

ตลับลูกปืนอะไหล่เทียบ ไม่แน่ใจเป็นแบบลูกปืนแถวเดียวหรือสองแถว
เพราะตลับลูกปืนที่เตรียมไว้ ราคายังแพงกว่าอะไหล่เทียบทั้งชุด
คือลูกกรอกสายพาน พร้อมตลับลูกปืน
 
Last edited:
ผมเคยไปถามร้านขายตลับลูกปืนวรจักร
พวก SKF FAG Made in Germany
เบอร์ตรง ตลับละเป็นพันบาท
ถ้าทำในโปแลนด์ เม็กซิโก หรือ สเปน
ก็ถูกกว่าหน่อย
ถวกตลับลูกปืนยี่ปุ่น NTN NHK ฯลฯ
ตลับละไม่ถึง 300 บาท
ส่วนของจีน/ไต้หวัน
ไม่รู้มีขายเปล่า
ถ้ามี ผมว่าจะระดับ ร้อยต้นๆ
ถูกกว่าของญี่ปุ่นแน่ๆ
ผมคิดว่าคุณภาพอาจจะต่างกันบ้าง
แต่ไม่มากขนาดต่างกันหลายเท่าตัว
เพราะเท็คโนโลยี่การทำตลับลูกปืนมัน
สูงกว่าโลหะทั่วไปมาก
 
ป้องกันฝาสูบโก่งได้อย่างไร

ป้องกันฝาสูบโก่งได้อย่างไร



ฝาสูบเครื่อง M111


ArGXBDY.jpg





สาเหตุที่ทำให้ฝาสูบโก่ง เนื่องจากเครื่องยนต์ร้อนจัด (Overheat)
หลายท่านอาจมีประสบการณ์ไฟเตือนเครื่องยนต์ร้อนจัด เมื่อเปิดฝากระโปรง
ดูปรากฏว่าน้ำหม้อน้ำแห้ง บางคันเครื่องยนต์ร้อนจัดจนดับไปเองก็มี
การเปิดฝาหม้อน้ำขณะเครื่องยนต์ร้อนจัด น้ำร้อนอาจพุ่งออกมาโดนหน้า
หรือร่างกาย จึงมีคำเตือนห้ามเปิดฝาหม้อน้ำขณะร้อนจัด แต่หลายคนก็ใจ
ร้อนหาผ้าหนาๆคลุมฝาหม้อน้ำบิดจังหวะแรก ถ้าน้ำร้อนพุ่งจะได้มีผ้ากั้นไว้
จึงค่อยบิดจังหวะสองเปิดฝาออก จัดการรีบเติมน้ำทันที น้ำเย็นที่เติมเข้าไป
ทันทีทันใดจะเดือดกลายเป็นไอ เกิดการหดตัวรุนแรงเฉพาะจุด ทำให้ฝาสูบ
เกิดการบิดตัว เมื่อเย็นตัวลงไม่สามารถกลับคืนรูปเดิม เ รียกว่าฝาสูบโก่ง

วิธีป้องกันฝาสูบโก่ง เมื่อเครื่องยนต์ร้อนจัด (Overheat) เพราะหม้อน้ำทะลุ,
ปั้มน้ำรั่ว หรือเหตุอื่นทำให้น้ำหม้อน้ำพร่องหรือแห้ง จงอย่ารีบเติมน้ำหม้อน้ำ
ควรดับเครื่องรอให้เครื่องยนต์เย็นลงก่อน (ประมาณ 20 นาที) หาผ้าหนาๆจับ
ฝาหม้อน้ำบิดออกอย่างระมัดระวัง ถ้ามีไอน้ำออกมาให้รอสักพักจนไม่มีไอ
จากนั้นค่อยๆเติมน้ำทีละน้อย สังเกตดูหากมีไอน้ำสวนกลับออกมาให้หยุดเติม
รอเวลาให้เครื่องยนต์เย็นลงอีกนิด ค่อยเริ่มเติมน้ำใหม่ อาจใช้เวลานานหน่อย
เมื่อเติมน้ำเต็มแล้ว ขับรถระหว่างทาง ให้สังเกตดูมาตรวัดความร้อนตลอด
หากร้อนเกิน 100 C ให้จอดพักก่อน เปิดฝากระโปรงรอเครื่องเย็นลงสักนิด
เช็คระดับน้ำ ถ้าพร่องให้เติมน้ำให้เต็ม จึงค่อยขับต่อไปจนกว่าจะถึงจุดหมาย

น้ำหม้อน้ำแห้งอย่ารีบเติมน้ำ รอเครื่องเย็นลงก่อนจึงค่อยเติม ฝาสูบจะไม่โก่ง
หาสาเหตุน้ำแห้งและเครื่องยนต์ร้อนจัด และรีบดำเนินการแก้ไขครับ
 
Last edited:
ขออนุญาตร่วมแจมจากที่เคยมีประสบการณ์จริงครับ
...แต่หลายคนก็ใจร้อนหาผ้าหนาๆคลุมฝาหม้อน้ำบิดจังหวะแรก ถ้าน้ำร้อนพุ่งจะได้มีผ้ากั้นไว้ จึงค่อยบิดจังหวะสองเปิดฝาออก...สำหรับท่านที่ใจร้อนอย่างที่ผมเคยเป็นมาแล้ว แม้จะมีผ้าหนาๆ แต่ผ้าก็คือผ้าครับ ไอน้ำที่ร้อนๆ เขาแทรกผ่านผ้ามาได้ครับ ผมโดนมาแล้วแม้วันนั้นจะไม่ได้ผลกระทบมากนักแต่ร้อนๆๆๆ ครับ คราวต่อไปหลังจากนั้นเมื่อยังใจร้อนหรือเพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นผมจะเรียกร้องหาถุงก็อบแก็บหนาๆ จากในรถผมเองหรือจากรถคันที่มีโอกาสเจอกันกลางทางมารองทับไว้ก่อนอีกชั้นหนึ่งครับ...ปลอดภัยขึ้นครับ

อีกประเด็นจากประสบการณ์จริงที่เคยพบรถคันที่ความร้อนขึ้นสูงๆ เมื่อเปิดฝากระโปรงออกมา สิ่งที่เราจะพบได้คือหม้อพักน้ำยังเดือดพลั๊กๆ แม้จะดับเครื่องยนต์แล้ว เคสเช่นนี้มักพบว่าท่อหม้อน้ำตัวบนยังบวมเบ่ง และด้านบนของหม้อน้ำแตะหรือจับดูร้อนๆ จนร้อนมากๆ (พอสัมผัสได้ครับ) อีกส่วนที่ร้อนๆ มากคือฝาครอบวาล์ว/ฝาสูบ/เสื้อสูบ หากเผลอไปสัมผัสเข้า สาเหตุหลักที่ทำให้ฮีทมักเกิดจาก พัดลมไม่ทำงาน หรือวาล์วน้ำตายปิดหรือเปิดบ้างแต่น้อยๆ ครับ หรือเริ่มมีรั่วที่ท่อน้ำหล่อเย็นโดยรอบ ปั๊มน้ำ รังผึ้งหม้อน้ำ จนมีผลให้ระดับน้ำหล่อเย็นลดลงไปมาก
สำหรับผลร้ายอาจไม่เสียหายมากหากรู้ตัวก่อนและไม่ได้ปล่อยเผลอจนเครื่องยนต์ร้อนจัดๆ และน้ำมันเครื่องทนรับความร้อนสูงไม่ไหวและสูญเสียประสิทธิภาพการหล่อลื่นไปมากจึงมีความฝืดมากๆๅ และต้องดับไปเองครับ ผมเองเชื่อว่าประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องที่ทนความร้อนได้มากมีผลดีมากต่อความเสียหายด้วย ฉะนั้นการเลือกใช้ชนิดของน้ำมันเครื่องจึงมีความสำคัญมาก อย่างน้อยๆ ก็ควรเป็นกึ่งสังเคราะห์ ที่ย่อมดีกว่าเกรดธรรมดาของยี่ห้อเดียวกันครับ (รถอีคาร์ที่พี่ผู้หญิงใช้งานและผมแนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่อง ปตท.เซมิฯ พบว่าเครื่องยนต์ร้อนจัดๆ และดับไปเองจากสาเหตุพัดลมไม่ทำงานขณะรถติดไฟแดงนานๆ ที่ผมนึกว่าไม่รอดแต่สุดท้ายแก้ไขปัญหาพัดลมทำงานได้ดีแล้ว ยังรอดครับ เป็นแบบนี้มา 2 ครั้งรอดทั้งสองครั้งครับ แต่ก็อาจเพราะยังโชคดีก็ได้นะครับ)

อีกแบบหนึ่งที่เคยพบคือแม้จะเพิ่งหยุดรถข้างไหล่ถนนเพราะเครื่องยนต์ดับไปเองแล้ว หรือต้องหยุดรถเพราะทราบว่ามีความผิดปกติที่สำคัญแล้ว โดยจะพบว่าที่หม้อพักน้ำไม่มีปฏิกริยาใดๆ จับดูหรือสังเกตดูที่ท่อหม้อน้ำตัวบนไม่บวมเบ่ง หรือแตะที่ด้านบนหม้อน้ำได้และพบว่าเย็นๆ ไม่ร้อนเลย แต่ที่ตัวเครื่องยนต์ได้แก่ฝาครอบวาล์ว ฝาสูบ และเสื้อสูบร้อนจัด แบบหลังนี้มักพบว่าน้ำในระบบหล่อเย็นไม่มีเลยคือรั่วออกไปหมดแล้ว สาเหตุที่พบคือท่อหม้อน้ำตัวบนหรือตัวล่างแตก ท่อยางน้ำหล่อเย็นท่อเล็กๆ โดยรอบบางจุดเลื่อมแตก/หลุด รวมทั้งที่ยางขาโต๊ะที่ปิดรูน้ำไว้เสื่อมสภาพบวมและแตก/หลุดออก (ส่วนมากพัดลมยังหมุนทำงานเพราะไม่ใช่เป็นสาเหตุหลักเช่นแบบแรกครับ)
 
Last edited:
ขออนุญาตต่อข้างบนนิดหนึ่ง คือความเสียหายจากการฮีท และเป็นฮีทแบบที่เกิดจากน้ำระบบหล่อเย็นรั่วๆๆๆ รั่วจนเหลือน้อยๆ จนแห้งและเรายังไม่รู้ตัว หรือพอรับรู้ล่ะว่าเครื่องยนต์ความร้อนขึ้นสูง (อาจมีไฟความร้อนโชวในรถรุ่นเล็กๆ ที่ไม่มีเกจความร้อนเป็นเข็ม หรือเข็มกือบยันเกจแล้ว) แต่คนขับยังลากยาวๆ ไปจนไปต่อไม่ได้เพราะเครื่องยนต์ดับไปนั้นความเสียมักมากมายเพิ่มขึ้นจากแค่ประเก็นฝาสูบแตก หรือฝาสูบโก่ง บางเคสไปยาวถึงท่อนล่าง ลูกสูบติด กระบอกสูบเป็นรอย ถ้าระดับชาร์ฟละลายคงเป็นแบบน้ำมันเครื่องแห้งมากกว่า (มีข้อมูลแลกเปลี่ยนในคลับฟอร์ดกล่าวถึงปั๊มน้ำมันเครื่องของเรนเจอร์ T6 รุ่นที่ยังใช้อยู่นี้ หัวผักบัวสั้นไป หากน้ำมันเครื่องพร่องไปมาก หรือขับขึ้นเขาสูงมีสิทธิน้ำมันเครื่องไม่ถูกดูดเข้าปั๊มครับ เครื่องพังได้ตรงนี้ก็อันตรายครับ)

มีข้อสังเกตุหนึ่งหากภายหลังปัญหาฮีทผ่านพันไปแล้ว เช่นน้ำหล่อเย็นรั่วไประดับหนึ่ง พัดลมไม่หมุน เมื่อรอเครื่องเย็นเติมน้ำแล้ว ถ้ายังสตาร์ทเครื่องยนต์ได้และเครื่องยนต์ติดเครื่องเดินเรียบๆ แม้อาจมีน้ำดันๆ บ้าง มีฟองอากาศบ้าง อาจมีน้ำหล่อเย็นไปปน นมค. หรือมี นมค.ปนในหม้อน้ำบ้าง แม้จะมีความเสียในระดับต้องเปิดฝาสูบก็ตาม อาจมีแค่ประเก็นฝาสูบแตกคือไม่คิดอะไรไปไกลแบบไหนๆ เปิดฝาสุบแล้วไปทำแพ็คเกจวาล์วเสียเลย แค่เปลี่ยนประเก็นฝาสุบก็จบครับ (ช่างต้องวัดดูด้วยตนเองด้วยว่าฝาสูบไมาโก่ง แต่ส่วนใหญ่ช่างไม่วัดครับแต่จะโยนภาระไปโรงกลึงเพียงเพราะไหนๆ ก็เปิดฝาสูบแล้วควรไปทำวาล์วด้วยเลย ความคิดของช่างแม้จพถูกต้องส่วนหนึ่งแต่ช่างเองนั่นอแหละจะไม่ทราบว่าฝาสูบโก่งไหม ลูกค้าก็จะจำได้อยู่คำเดียวว่าฝาสูบโก่ง ที่บางรายก็ถูกช่างลากไปแบบ Go so big เปลี่ยนฝาสูบใหม่ทั้งฝาก็มีที่อย่างน้อยใหล้ 2 หมื่น ทั้งๆ ที่แค้่ให้โรงกลึงแก้ไขก็จบมีค่าใช้จ่ายที่โรงกลึงอีก 3-5 พันบาท ครับ
 
Last edited:
อัดตลับลูกปืนใหม่ในลูกรอกสายพานเก่า

มายืนยันว่าลูกรอกสายพานเก่าติดรถ ใช้ไฮดรอลิคอัดตลับเก่าออก
และอัดตลับใหม่ใส่แทน แน่นดีไม่ต้องมีคลิปล๊อคครับ


ES74rcQ.jpg




v3MC2Mt.jpg




.
 
Last edited:
ขอบพระคุณสำหรับข้อมูลดีๆ การ DIY เปลี่ยนตลับลูกปืน ทั้งนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจของเพื่อนๆ สมช.ว่าควรเลือกวิธีซื้อลูกรอกใหม่ทั้งชุด หรือเลือกวิธีเปลี่ยนเฉพาะลูกปืนที่เราย่อมมั่นใจในแบรนด์ลูกปืนดี
จึงใคร่ขอทราบข้อมูลค่าใช้จ่าย ได้แก่ ค่าตลับลูกปืน + ค่าบริการอัดลูกปืนเก่าออกและอัดลูกปืนใหม่เข้า ด้วยครับ
 
ตลับลูกปืน SKF3202 A-2ZTN9/MT33 ซื้อเมื่อปีที่แล้ว ราคาลดแล้วเหลือแปดร้อยกว่าบาท
ค่าอัดลูกปืนฟรี คือเพื่อนอัดให้ฟรี

เดิมตั้งใจจะมาเปลี่ยนพร้อมกับโช๊คดันสายพานที่ดัง
ณ.ตอนนั้น ลองหมุนลูกรอกยังดีอยู่ แน่น ไม่มีสดุด ไม่มีเสียง
คิดว่าจะใช้ได้อีกนาน ใช้ต่อมาได้เกิน 1 ปี กับอีกไม่กี่วัน
ลูกปืนก็ดัง ฝาปิดหลุด ลูกปืนแถวหน้าหลุดหาย
ดีแต่ว่าลูกปืนแถวสองยังอยู่ แต่จารบีแห้งหมดแล้ว
ถึงขั้นนี้ขับเร็วยังกลัวมันจะหลุด รีบไปอู่ให้เขาจัดการให้

ซื้อลูกรอกสายพาน มีลูกปืนใส่มาเรียบร้อย
แถวหลังวัดโสม ราคาแปดร้อยกว่าบาท ถูกกว่าตลับลูกปืนข้างบนอีก
แต่คุณภาพต้องรอพิสูจน์ครับ
 
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=18979

ขออนุญาตคุยเรื่องการเปลี่ยนตลับลูกปืนลูกรอก
ตัวปรับสายพานหน่อยนะครับ

ผมเปลี่ยนตลับลูกปืนลูกรอก KOYO เบอร์ 5202zz
ตลับลูกปืน KOYO Made in Japan 295.-บาท มาตั้งแต่
เดือน 3/2555นับเวลาถึงตอนนี้ก็ 5 ปีเศษแล้วก็ยังใช้ได้เป็นปกติ
อยู่นะครับ

แต่ผมได้ ถอดออกมาใส่จาระบีของเบนซ์ 2 - 3 หนแล้วครับ
แต่รถผมเอาเป็นมาตรฐานไม่ได้ เนื่องจากใช้งานจริงเป็น กม.
น้อยกว่าคนอื่นครับ ปีละไม่ถึง 10,000.- กม.ครับ
 
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=49616

ผมเคยถ่ายรูปเอาเรื่องวิธีการเปลี่ยนลูกปืนลูกรอกสายพาน
มาลงไว้ตอนที่ผมเปลี่ยนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่รูปภาพประกอบ
มันหายไปหมดแล้วครับ
 
ผมใช้ข้อมูลของพี่ coffee cup เรื่องตลับลูกปืน และการเปลี่ยนนี่ละครับ
ท่านอื่นลองใช้ Koyo ก็เป็นทางเลือกที่ไม่แพงครับ
 
เปลี่ยนหัวเทียน และทำความสะอาดเซ็นเซอร์

เมื่อหลายวันก่อน สตาร์ทเครื่องตอนเช้าครั้งแรก รอบเครื่องยนต์ค้างอยู่ที่พันกว่ารอบ
หลังจากผ่านไปนาทีกว่า รอบก็ไม่ลงค้างที่เดิม ปกติรอบควรลงมาที่ประมาณ 750 rpm
ต้องย้ำคันเร่งช่วยสองสามครั้ง รอบจึงลงมาเป็นปกติ
ก่อนหน้านี้มีอาการขณะเครื่องยนต์เดินเบา สะดุดเล็กน้อยบางจังหวะ
ขณะรถจอดรอติดสัญญาณไฟแดง แต่อาการนี้ไม่ได้เป็นทุกครั้ง
เช็คจากบันทึก เปลี่ยนหัวเทียนครั้งสุดท้าย ได้ผ่านการใช้งานมาแล้ว 45,0xx ก.ม.
มีเวลาจึงเปลี่ยนหัวเทียน และทำความสะอาดอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่อง

ลำดับการถอดชิ้นส่วนเริ่มจากถอดสายสัญญาณ Air Mass, กรองอากาศ, Air Mass,
ท่อข้ามเครื่อง, Air Temp. Sensor, ฝาครอบหัวเทียน .........


xY0RiEp.jpg




1.ถอดสาย Air Mass Sensor


T9dZs5V.jpg






2.ถอดฝาครอบกรองอากาศ และไส้กรองอากาศ


FP0cPEw.jpg






3.ถอด Air Mass Sensor


joU9hk0.jpg






4.ถอดท่อข้ามเครื่อง


QZU9V1c.jpg






5.ถอด Air Temp. Sensor หลังจากท่อข้ามเครื่องหลุดจากไอเดิลฯจะง่ายขึ้น


3ObpjQP.jpg






ครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยน Air Temp. Sensor แค่ถอดออกมาใช้ Contact Cleaner ฉีด
ทำความสะอาดเท่านั้น เผื่อบางท่านอยากรู้ Part No. เอารูปมาลงให้ดู


RENEOfI.jpg





6.ถอดฝาครอบหัวเทียน


iPHmuL5.jpg





เมื่อถอดฝาครอบหัวเทียนออกแล้ว เพื่อป้องกันการสลับสายหัวเทียน
จึงเปลี่ยนหัวเทียนทีละสูบ โดยใช้มือดึงที่ขั้วสายโดยดึงขึ้นมาตรงๆ
อาจแน่นหน่อยเมื่อหลุดออกมาแล้ว ใช้ลูกบล็อก #16 ด้านในลูกบล็อก
จะมีจุกยาง เมื่อหัวเทียนหลุดจากฝาสูบ ลูกยางจะยึดหัวเทียนไว้
สามารถดึงหัวเทียนขึ้นมาโดยง่าย หยิบหัวเทียนใหม่ขึ้นมาสังเกตดูว่า
ระยะเขี้ยวหัวเทียนปกติไหม เพราะปกติจะตั้งมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว
หัวเทียนใหม่ระยะเขี้ยวจะชิดกับแกนหัวเทียน มากกว่าหัวเทียนเก่าเล็กน้อย
เมื่อนำมาเทียบกัน

นำหัวเทียนใหม่ใส่ลูกบล็อกพร้อมด้ามต่อ ใช้มือหมุนเข้าให้สุดเกลียวก่อน
จึงใช้ด้ามขันฟรีขันให้แน่น ก่อนใส่ปลั๊กสายหัวเทียนใช้ซิลิโคนสเปรย์ฉีด
บริเวณรูยางเล็กน้อย ดึงปลั๊กหัวเทียนครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องออกแรงเยอะ


หัวเทียนที่เปลี่ยนใช้แบบเดิมๆ ซึ่งถูกและดีอยู่แล้ว


PgidGG9.jpg





สภาพหัวเทียนเก่า


avkq3wg.jpg




.
 
Last edited:
เมื่อเปลี่ยนหัวเทียนครบทุกสูบ ใส่ฝาครอบหัวเทียนแล้ว ก่อนใส่ท่อข้ามเครื่อง
ผมใช้สเปรย์ทำความสะอาดลิ้นปีกผีเสื้อ ฉีดบริเวณลิ้นปีกผีเสื้อของไอเดิลฯ
ถ้าไปที่อู่ช่างอาจถอดทั้งชุดไอเดิลฯมาล้างด้วยน้ำมันเบนซิน
สำหรับ Air Temp. และ Air Mass ผมใช้ Contact Cleaner ฉีดบริเวณ Sensor
ก่อนประกอบกลับ


jQoiNwS.jpg





ไส้กรองอากาศทำความสะอาดมาสองครั้ง เปลี่ยนใหม่เลยดีกว่า


s4XxyUG.jpg





เครื่องมือที่ใช้ถอดเปลี่ยนหัวเทียน


BFAHGm1.jpg





ชุดเครื่องมือที่ควรมีไว้ใช้

UIxQ9ax.jpg




VW25waE.jpg


.
 
Last edited:
ผมใช้ข้อมูลของพี่ coffee cup เรื่องตลับลูกปืน และการเปลี่ยนนี่ละครับ
ท่านอื่นลองใช้ Koyo ก็เป็นทางเลือกที่ไม่แพงครับ

2j gte ผมใช้ KOYO มาครบปีแล้ว ไม่มีปัญหา ราคาบ้านนอกตลับละ
๖๐ บาท ครับ
 
สภาพหัวเทียนสามารถบอกสภาพเครื่องยนต์ได้

.
สภาพหัวเทียนถอดจากเครื่องยนต์ทั่วไป

WNOHPjx.jpg




ภาพที่ 1 สภาพหัวเทียนปกติ
ฉนวนจะออกสีขาว-ขาวเทา-ขาวเหลือง-หรือขาวน้ำตาล
แสดงว่าการเผาไหม้สมบูรณ์ ค่าความร้อนหัวเทียน หรือเบอร์หัวเทียนถูกต้อง
ส่วนผสมน้ำมันกับอากาศ, จังหวะการจุดระเบิดถูกต้อง
โช๊คอัตโนมัติทำงานถูกต้องขณะเครื่องเย็น
ไม่มีคราบเกาะจากน้ำมันเครื่อง และอุณหภูมิสันดาปไม่สูงเกินไป

ภาพที่ 2 สภาพมีคราบคาร์บอนเกาะ
ฉนวน-แกนอีเล็กโทรด-เขี้ยวหัวเทียน มีคราบเหมือนฝุ่นดำเกาะ
แสดงว่าการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ส่วนผสมน้ำมันกับอากาศไม่ถูกต้อง
อาจเกิดจาก หัวฉีดจ่ายเชื้อเพลิงมากเกินไป, กรองอากาศสกปรกหรือตัน,
โช๊คอัตโนมัติทำงานผิดปกติขณะเครื่องเย็น, ขับรถช่วงสั้นๆเป็นประจำ,
ใช้หัวเทียนเบอร์ไม่ถูกต้อง หรือเบอร์หัวเทียนเย็นไป
คราบคาร์บอนที่เกาะอยู่ที่หัวเทียน จะมีสภาพเหมือนถ่านติดไฟแดง
ในห้องเผาไหม้ขณะเครื่องยนต์ทำงาน ทำให้เกิดการชิงจุดระเบิดได้
และสตาร์ทติดยากขณะเครื่องเย็น

ภาพที่ 3 ยังไม่ได้หามาให้ดูครับ
สภาพหัวเทียนแฉะ ไม่แห้งสนิทมีคราบคาร์บอนเหนียวเกาะ เกิดจากมีน้ำมันเครื่อง
รั่วเข้ากระบอกสูบ อาจเกิดจากแหวนกวาดน้ำมันลูกสูบชำรุด-เติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป
หรือรั่วเข้าทางปลอกวาวล์ฝาสูบ



สภาพหัวเทียนอื่นๆสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากลิ้งค์ข้างล่าง
https://www.pakwheels.com/forums/t/what-ur-spark-plug-says-problems-solutions/64065

หรือดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ตามลิ้งค์ข้างล่าง
https://www.boschautoparts.com/documents/101512/0/0/ec0f482d-e566-490d-9132-1dadd0d5def6


.
 
Last edited:
การเลือกใช้น้ำมันเครื่อง (Motor Oil)

B2d5B8b.jpg




การเลือกใช้น้ำมันเครื่อง (Motor Oil)

นั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนยังไงดี ตัดสินใจว่าใช้ภาษาเขียนแบบบ้านๆดีที่สุด
น้ำมันเครื่องที่เหมาะกับเครื่องยนต์ของเรานั้น ให้ดูคู่มือรถยนต์เป็นสำคัญ
ซึ่งจะอ้างอิงมาตรฐานผู้ผลิต เช่น Mercedes Benz 229.1, 229.3, 229.5 เป็นต้น
ขณะเดียวกันอ้างอิงตามมาตรฐานสากล เช่น API, ACEA, ILSAC
บ้านเราจะคุ้นกับมาตรฐาน API (American Petroleum Institute)
ซึ่งแบ่งน้ำมันเครื่องตามประเภทเครื่องยนต์ออกเป็น 2 กลุ่มคือ
1.เครื่องยนต์เบนซิน มาตรฐานใช้อักษร S นำหน้าเช่น SF, SL, SM, ล่าสุดคือ SN
2.เครื่องยนต์ดีเซล มาตรฐานใช้อักษร C นำหน้าเช่น CH-4, CI-4, CJ-4, ล่าสุด CK-4
โดยทั่วไปมาตรฐานล่าสุด สามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์รุ่นเก่าทั้งเบนซินและดีเซล
อาจมีข้อยกเว้นสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ใช้งานหนัก ที่ควรใช้ตามที่ผู้ผลิต
แนะนำ เพราะมาตรฐานใหม่จะเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม และการประหยัดพลังงานพลังงาน

เลือกน้ำมันเครื่องความหนืดแบบไหนดี
ความหนืดที่เราคุ้นเคยคือ SAE (Society of Automotive Engineers) Standard
ความหนืดน้ำมันเครื่องแบ่งเป็น 2 อย่างคือ Single Grade และ Multi Grade
จะกล่าวเฉพาะแบบ Multi Grade เพราะใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน
จุดประสงค์น้ำมันเครื่องมัลติเกรด ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในทุกสภาพอากาศของท้องถิ่น
ตั้งแต่หน้าหนาวจนถึงหน้าร้อน ในบางประเทศอุณหภูมิในแต่ละฤดูแตกต่างกันมาก
สมัยก่อนที่ยังไม่มีน้ำมันเครื่องมัลติเกรด หน้าหนาวใช้น้ำมันเครื่องใสหน่อย
พอเข้าหน้าร้อนต้องเปลี่ยนใช้น้ำมันเครื่องข้นหน่อย



น้ำมันเครื่องมัลติเกรด เลือกความหนืดเบอร์อะไรดี

CVc7fzs.jpg





15W40, 10W40, 5W40, 0W40 ตัวอย่างข้างต้นเป็นน้ำมันเครื่องที่มีขายทั่วไป
ตัวเลขหลังอักษร W คือเลข 40 บอกความหนืดน้ำมันเครื่อง สำหรับอากาศหน้าร้อน
ส่วนตัวเลขหน้าอักษร W ตัวเลขจะบอกความหนืดน้ำมันเครื่อง สำหรับอากาศหน้าหนาว
ตัวเลขหน้าอักษร W น้อยจะเหมาะสมใช้งานในสภาพอากาศที่หนาวกว่า
เขียนให้เข้าใจง่ายๆคือ ความหนืดหรือความข้นใส เปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ
มากหรือน้อย เช่น 15W40 ที่อุณหภูมิอากาศภายนอก 0 C น้ำมันจะหนืดกว่า 0W40
ตัวเลขหน้า W สำคัญมากสำหรับรถใช้ในเมืองหนาว ขณะสตาร์ทครั้งแรกในตอนเช้า
หากน้ำมันหนืดมากจะสตาร์ทติดยาก น้ำมันหล่อลื่นจะถูกส่งไปส่วนต่างในเครื่องยนต์
ช้ากว่าเมื่อเทียบกับน้ำมันที่หนืดน้อยกว่า แม้เป็นเวลาเสี้ยววินาทีก็มีผลกับประสิทธิภาพ
การหล่อลื่น ตลอดจนการสึกหรอของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์
สำหรับบ้านเราตัวเลขหน้า W อาจไม่สำคัญนัก แต่มันพอจะบอกถึงคุณภาพ Base Oil
ที่นำมาใช้ผลิตเป็นน้ำมันเครื่อง สังเกตได้ว่าน้ำมันเครื่องตัวเลขหน้าอักษร W ยิ่งต่ำ
ราคาจะแพงกว่า เช่น 0W40 ราคาจะแพงกว่า 10W40

สรุปวิธีเลือกเบื้องต้น
1.เลือกน้ำมันเครื่องให้เหมาะกับประเภทเครื่องยนต์คือเบนซิน หรือดีเซล
2.ใช้มาตรฐานน้ำมันเครื่อง และความหนืดตามที่ผู้ผลิตแนะนำ
คือตัวเลขหลังตัวอักษร W ส่วนตัวเลขหน้าอักษร W ไม่สำคัญสำหรับ
อากาศบ้านเรา แต่เป็นตัวบอกคุณภาพน้ำมันเครื่องได้ระดับหนึ่ง
มาตรฐานใหม่สุด เช่น SN จะใช้ได้กับเครื่องยนต์เบนซินรุ่นเก่าทุกรุ่น
3.ไม่ควรใช้น้ำมันความหนืดน้อยกว่า หรือมากกว่าที่ผู้ผลิตแนะนำ
เพราะว่าเครื่องยนต์รุ่นใหม่ได้พัฒนาไปมากในทุกๆด้าน จึงสามารถใช้
น้ำมันหล่อลื่นที่ความหนืดต่ำกว่าเครื่องยนต์รุ่นเก่า เน้นประหยัดเชื้อเพลิง
มีกรณีเดียวที่เครื่องยนต์หลวมไม่มีกำลังอัด ต้องการใช้รถยนต์ต่อไปสักพัก
อาจเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่หนืดขึ้นสักหนึ่งเบอร์

การเลือกใช้น้ำมันเครื่องแบบธรรมดา, กึ่งสังเคราะห์, สังเคราะห์ 100 %
จะเขียนในรายละเอียดตอนต่อไป
 
Back
Top