ขอบคุณทุกความคิดเห็นครับและโดยเฉพาะความรู้จากพี่มานิตย์ครับเราลองมาดูเสป็ครถรุ่นต่างๆกันดีกว่าเพื่อเป็นไอเดียว่าอะไรมันเป็นอย่างไร เขาทดเกียร์กันอย่างไร http://www.tdi-plc.com/index.php?pge=c_upgrades เพราะพลังในการขับเคลื่อนรถยนต์นั้นได้มาจากสองส่วนคือ กำลังเครื่องยนต์ และการทดเกียร์ การที่จะทำให้รถวิ่งได้ดีนั้นทั้งสองส่วนต้องแมทช์กัน ไม่งั้นแม้ว่าเครื่องจะแรงก็วิ่งไม่ออกครับ
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ก็คือการที่เครื่องยนต์แต่ละรุ่นจะมีกำลังม้าและแรงบิดสูงสุดที่ความเร็วรอบไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงต้องมีการทดเกียร์เพื่อให้จุดที่แรงบิดสูงสุดมาอยู่ในจุดที่เป็นความเร็วใช้งานส่วนใหญ่ รถจึงจะขับง่ายมีอัตราเร่งดี
M104 C280 , 2800 cc
Torque 265 Nm @ 3,000 rpm.
Power 145 kW @ 5,800 rpm.
Gear Ratio
1 = 3.93
2 = 2.41
3 = 1.49
4 = 1.0
5 = 0.83
เฟืองท้าย = 3.07
ยาง 205/55R16
M113 , 4,266 cc V8
Torque 400 Nm @ 3,000 rpm.
Power 205 kW @ 5,750 rpm.
Gear Ratio
1 = 3.59
2 = 2.19
3 = 1.41
4 = 1.0
5 = 0.83
เฟืองท้าย = 2.82
ยาง 235/45R17
Supra MK4 2JZ-GE , 3,000 cc
Torque 284.4 Nm @ 4,800 rpm.
Power 167.8 kW @ 6,000 rpm.
Gear Ratio
1 = 3.285
2 = 1.894
3 = 1.275
4 = 1.0
5 = 0.783
เฟืองท้าย = 4.083
ยาง 225/50R16
Lexsus LS400 1UZ FE , 4,000 cc
Torque 400 Nm @ 4,000 rpm.
Power 210 kW @ 6,000 rpm.
Gear Ratio
1 = 3.357
2 = 2.18
3 = 1.24
4 = 1.0
5 = 0.753
เฟืองท้าย = 3.266
ยาง 225/60R16
จะสังเกตได้ว่าเครื่องยนต์ญี่ปุ่นมักนิยมสร้างให้มีแรงบิดที่รอบสูงกว่าเครื่องยนต์ยุโรป ห่างกันเป็นพันรอบที่เดียว (อาจมีเหตุผลเรื่องต้องการความประหยัดเชื้อเพลิงที่รอบต่ำกว่า)นั่นย่อมหมายความว่าในเครื่องที่มีแรงบิดสูงสุดเท่ากันที่รอบเท่ากัน เครื่องญี่ปุ่นจะมีแรงบิดน้อยกว่า จึงต้องใช้เกียร์ทดช่วยเรียกแรงบิดขึ้นมาไงครับ
โปรดสังเกตเกียร์กำลัง(4)ที่ใช้เป็นเกียร์ที่ทำความเร็วสูงสุดในรถทั่วไปยังคงเป็น 1.0:1 เท่ากันทุกยี่ห้อ ซึ่งอาจไม่เป็นจริงเสมอไปสำหรับรถบางรุ่นที่เครื่องยนต์ที่มีกำลังมากๆเกิน 3-4 ร้อยแรงม้าขึ้นไปจนถึงจุดที่ว่าแรงต้านอากาศที่เกิดจากตัวถัง(ขึ้นกับค่า Cd ด้วย)ที่ความเร็วสูงนั้น เมื่อคิดอัตราทดรวมแล้วรถบางรุ่นอาจสร้างให้กร้าฟแรงม้าตัดแรงต้านอากาศที่เกียร์สูงสุดได้เหมือนกัน![]()
ถ้าเราให้รถทุกคันวิ่งที่เกียร์ 4 ซึ่งจะมีอัตราทดเท่ากันหมดคือ 1:1 ดังนั้นจะตัดตัวแปรเรื่องอัตราทดของเกียร์ไป จะเหลืออัตราทดของเฟืองท้ายกับขนาดของล้อและยางเท่านั้น ดูจากสามคันแรกเป็นเบนซ์สองคัน รถญี่ปุ่นคันหนึ่ง ขนาดของล้อและยางยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก
โดยถ้าเราให้ขนาดล้อของคันแรก(205/55R16)เป็นหลักไว้เทียบเคียง วิ่งที่ความเร็ว 100 กม./ชม.
คันที่สอง(235/45R17) ความเร็วจะขึ้น 98.2 กม./ชม.
คันที่สาม(225/50R16) ความเร็วจะขึ้น 100 กม./ชม.
คันที่สี่ (225/60R16) ความเร็วจะขึ้น 93.4 กม./ชม.(ขนาดล้อใหญ่กว่าแตกต่างกัน 6.58% เกิน 3% ถึอว่าอัตราทดน้อยต่างกว่าเพื่อนๆเกินเกณฑ์ที่จะมาเปรียบเทียบว่าเท่ากันได้)
http://www.1010tires.com/TireSizeCalculator.asp?action=submit
แสดงว่า เครื่อง M104 , M113, 2JZ-GE สามารถใช้เกียร์และขนาดล้อพอกล้อมแกล้มกันไปได้ แต่พอมาดูเฟืองท้ายไม่ยักกะเหมือนกันซักคัน นั่นย่อมแสดงว่าเป็นการใช้อัตราทดเฟืองท้ายเพื่อปรับให้ย่านกำลัง(Power Band)ของเครื่องยนต์ที่รอบต่างๆนั้นเหมาะสมกับน้ำหนักของรถและมีอัตราเร่งที่น่าพอใจ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาสำคัญก็คือความเร็วรอบที่มีแรงบิดสูงสุด และน้ำหนักของรถ ถ้ามีแรงบิดที่รอบสูงกว่าก็ต้องทดมากกว่าเพื่อเรียกแรงบิดด้วยอัตราทดมาชดเชยแทนแรงบิดจากเครื่องยนต์ และถ้ารถมีน้ำหนักมากขึ้นก็ต้องทดมากขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกัน
สังเกตใหมครับว่า แม้แรงบิดจะสูงสุดที่รอบเท่ากันแต่รถเครื่องใหญ่ซึ่งมีแรงบิดมากกว่าจะทดเฟืองท้ายน้อยกว่า ทั้งนี้ก็เพราะว่าเมื่อมีแรงบิดส่วนเกินที่มากกว่าพอที่จะส่งรถให้มีอัตราเร่งที่เร็วกว่าเขาแล้ว ก็ยังสามารถแปลงแรงบิดด้วยอัตราทดที่น้อยกว่ามาเป็นความเร็วที่สูงกว่าที่รอบเท่ากันด้วย และถ้าแรงบิดเหลือมากเกินไปก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ยางจะไม่สามารถยึดเกาะถนนไว้ได้อีกต่อไปจะเกิดการหมุนฟรีทิ้งตามมาด้วยท้ายปัดไปเปล่าๆ ความเร็วรอบที่มีแรงม้าสูงสุดในเครื่องยนต์ทั่วๆไปนั้นไม่แตกต่างกันมากนัก แต่รถที่เครื่องใหญ่แรงม้ามากจะวิ่งเร็วกว่าเขาก็ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเฟืองท้ายนี่แหละ(ถ้าคิดว่าอัตราทดเกียร์ และขนาดล้อใกล้เคียงกัน)
อ้อ...เกือบลืมเจ้า 1UZ ขวัญใจของหลายๆคนแถวนี้ ดูจากข้อมูลข้างบนจะเห็นได้ว่าถ้าประกบกับ M113 ซึ่งเป็น V8 เหมือนกันเครื่องยนต์ขนาดใกล้เคียงกัน แถมมีแรงบิดเท่ากันอีกต่างหาก แต่ปรัชญาการออกแบบต่างกัน สังเกตดูที่รอบที่มีแรงบิดสูงสุด ต่างกันเป็นพันรอบ/นาที ของเบนซ์ได้เปรียบขนาดเครื่องยนต์เล็กน้อย แรงบิดจึงมาก่อนที่ 3,000 rpm. เฟืองท้ายจึงทดแค่ 2.82 ส่วนเจ้า 1UZ แรงบิดยังไม่มาที่ความเร็วรอบนี้ถ้าขึ้นใช้เฟืองท้ายทดเท่าเขาไล่ยังไงก็ไม่ทันเบนซ์แน่ จึงใช้วิธีทดเฟืองท้ายให้มากกว่าเพื่อเรียกแรงบิดมาให้สูสีกันจะได้วิ่งตีคู่กันไปได้ เครื่องหมุนจี๋กว่าเขาหน่อยก็ยอม...แถมดันไปใส่ยางใหญ่กว่าเขาอีกเลยต้องทดเพิ่มเข้าไปอีก .... แต่พอเจอกันบนออโต้บานน์แบบไม่จำกัดความเร็วก็แล้วแต่ว่าค่า Cd ใครจะต่ำกว่าเครื่องใครจะอึดกว่ากัน..หึ..หึ
แถมให้อีกเวบเอาไว้เผื่ออยากลองคำนวณดูเล่นๆ http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=8523
ยังไม่มีใครมาอ่านเลยแถมให้อีก http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?p=21427#post21427
ขออณุญาติ จขกท และพี่มานิตนะครับ
คืออยากถามว่า
300e อยากจะให้มันออกตัวคล่องดี(โดยที่ จะใช้แบบแตนๆๆเพียงพอดีแล้ว ขับก็ไม่เกิน 140 - 160)
พอดีเห็นเฟืองท้ายมีขายกันเยอะ และก็อยากจะหาใว้สำรองสักอัน เพราะอันที่ติดรถก็เยิ้มๆๆ
ใหนๆๆจะหาใหม่อีกอัน ก็เลย จะหา อัตราทดมากกว่า 3.07 เดิม อาจจะ 3.27 หรือไปแถวๆ 3.7 3.9
น่าจะทำให้ต้นดีมากอีกเยอะเลย และก็ปลายไม่น่าห่วงถ้าจะหายไป เพราะวิ่งยังไงก็ไม่เกิน 160-170คับ
แล้วก็เอาของสี่สูบ 3.27 อะไรเงี้ยมาใส่จะพังไหมคับ
ขอบคุณครับ
ความเร็ว100 ที่รอบ3000 ก็เหนื่อยจะแย่แล้วนะพี่ ถ้าเปลี่ยนเป็นทดจัดๆ3.9 มีหวัง ความเร็วที่100 เกือบๆ4000รอบ
ขับไปไหนไม่ได้เลย เอาไว้ออกไฟแดงอย่างเดียว อิอิ
ของผมทดสอบโดยใช้เครื่องมือเท่าที่มี เช่น คอม เพื่อวัดรอบเครื่อง, GPS เพื่อวัดความเร็ว
ซึ่งทั้งหมดเมื่อมาเปรียบเทียบ กับหน้าเรือนไมล์ ไกล้เคียงมาก ฯฯ ครับ ผลออกมาดังนี้
รอบเครื่องที่ 2,700 รอบ ความเร็วอยู่ที่ 100 พอดีครับ 3000 รอบ ความเร็ว 120
สเปค เครื่อง 2 J GE/W 124 เฟืองท้ายสกาย 4.1 ลิมิเต็ด เรือนไมล์ 230E (4สูบ)ใช้ไมล์สาย วัดรอบใช้ตัวแปลง MPAX(จาก 4 สูบ-6 สูบ) ล้อลาย 8 ช่อง ยาง205/R15/65 แต่ขอบอกว่าในการออกตัวสามารถทำให้ล้อฟรีฯฯ แบบถนนดำฯฯได้เลยครับ
ส่วนผมได้หาข้อมูล/วิเคราะห์มาก่อน ที่จะวางเครื่อง+เฟืองท้าย พร้อมกันเลย ตอนนี้วิ่งได้ประมาณ 1 แสนโลแล้วครับ ปกติกทุกอย่างครับ ไปทุกที เหนือ-อีสาน-ไต้ ไปมาหมด(แบบโหด) กินแก้ส ทางไกล 1.42 บาท/กม. ทางไกล้ไม่เกิน 1.7บาท/กม.(ลิตรละ 11.50 บาท) หัวฉีด AC ครับ
เรียน สมาชิกช่วยวิเคราะห์หน่อย ครับว่าอย่าไรบ้าง