ใส่ยางกว้างแล้วรถมันเลื่อยจริงเป่าครับ

ponsit

New member
ตอนนี้ใช้ล้อ 18 นิ้วอยูครับ หน้า 8.5 et35 ยาง 225/40 หลัง 9.5 et36 หลัง 255/35 มีปัญหาคือตอนถนนเรียบๆมันก็วิ่งดีอยู่หรอก แต่พอเจอถนนที่เป็นคลื่นมันออกจะเลื้อยชอบกลอยู่ ยิ่งเจอถนนที่ทรุดตามแนวล้อ ตรงกลางโหนกๆยิ่งเลื้อยเลย เหมือนว่ารถมันจะเลี้ยวไปเลี้ยวมาเกินกว่าที่เราตั้งใจ ทั้งที่ให้หลายอู่เช็คช่วงล่างก็ไม่มีอะไรเสีย ตั้ง0 มาหลายที่ก็ไม่หาย เลยสงสัยว่ามันเกี่ยวกับยางกว้างๆ หรือแม็คกว้างๆมั๊ยครับ เป็นตั้งแต่ยางใหม่ๆเลย(ยาง made in japan)

แต่บางครั้งผมหาข้อมูลในbon เห็นมีแต่บอกว่ายางหน้ากว้าง ล้อกว้างจะทำให้เกาะถนน เลยงงๆๆครับ

อีกคำถามครับ คือเล็งล้อชุดนี้อยู่ครับ
http://rcw.ms/forums/showthread.php...-C-%A2%CD%BA18-F8.5-R9.5-%C1%D5%C3%D9%BB-quot
ขนาดใกล้เคียงกับของเดิมแต่คงเบากว่าเยอะ(ของเดิมเป็น brabus b5)
ก็คงต้องใช้ยางขนาดเดิม แล้วอาการเลื้อยมันจะหายมั๊ยครับ ล้อเบามันช่วยได้มั๊ยครับ (ในใจคิดว่าไม่น่าเกี่ยว) แต่เท่าที่เคยอ่านในเวปเห็นว่าล้อเบาทำให้ช่วงล่างกระฉับกระเฉงขึ้น เคลื่อนตัวได้ดีขึ้น

ขอบคุณมากครับ
 
ใช่แล้วครับ เพราะ Body W124 นี่ออกแบบมาให้ใส่กะทะล้อไม่กว้างมากนัก ถ้าจะรักษา ET เดิม(ประมาณ 40 กว่าๆ)ไว้ก็จะใส่ล้อกว้างได้ไม่เกิน 7.5 นิ้ว เท่านั้น ถ้าจะใส่ล้อกว้างกว่านั้นก็ต้องลด ET ลงเหลือ 30 กว่าๆ ไม่งั้นขอบล้อจะติดโช้คอัพด้านใน(พิจารณาจากล้อหน้าเป็นหลัก)

เมื่อใส่ล้อกะทะกว้างขึ้นมาก และจำเป็นต้องลดค่า ET ลง เพื่อให้ใส่ล้อเข้าไปได้ จุดสัมผัสถนนที่กึ่งกลางหน้ายางจะเคลื่อนออกมาด้านข้างนอกรถเพิ่มขึ้น มีผลทำให้ระยะระหว่างจุดกึ่งกลางหน้าสัมผัสของยางที่ว่ากับจุดที่เป็นแกนเลี้ยวของล้อ(Steering axis inclination)ที่พุ่งลงไปที่พื้น(Scrub Radius) เปลี่ยนไป ทำให้การบังคับรถในทางตรงไม่ค่อยดีนัก

รถเบนซ์ W124 นั้นช่วงล่างของล้อหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัดที่กำหนดให้เป็น Negative Scrub Radius (ตามรูปล่างสุด)เพื่อลดผลกระทบหน้าไวจากการขับขี่ไปบนถนนที่ไม่เรียบ หรือยางหน้าอ่อนไม่เท่ากัน หรือแม้แต่ยางหน้าข้างหนึ่งเกิดระเบิด ก็จะเกิดโมเมนต์ที่แกนบังคับเลี้ยวเพื่อฝืนกับการที่หน้ารถจะสบัดไปด้านที่ยางแตกโดยอัตโนมัติด้วย


ของ W124 จะเป็นรูปสุดท้ายคือ Negative Scrub

ดังนั้นการเปลี่ยนกะทะล้อให้กว้างมากขึ้น ควรพิจารณาค่า ET ที่เหมาะสมที่จะทำให้ขอบล้อหน้าด้านในอยู่ใกล้กับโช้คอัพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
การตั้งมุม Camber ก็มีผลกระทบต่อ Scub Radius ด้วย ขึ้นอยู่กับว่าในขณะนั้นค่า SR อยู่ในช่วงใหน สมมุติว่ากะทะล้อกว้างมาก SR อาจอยู่ที่ 0 ในขณะที่ล้อตั้งตรง(แคมเบอร์ 0)เมื่อเราเซทค่าแคมเบอร์เป็นลบ 1 อาจทำให้ค่า SR กลายเป็นบวกได้ การบังคับรถจะหน้าไวกว่าเดิม เวลาเดินทางไกลคนขับจะเหนื่อยกว่ามาก

อาการหน้าไวควรตรวจสอบมุม Caster ของล้อหน้าด้วยควรอยู่แถวๆ 10 องศา ถ้ามุมนี้น้อยลงหน้าจะไวขึ้นด้วยครับ :)
 
Last edited:
ชัดเจน แจ๋วแหวว เลยครับ พี่มานิต สุดยอด!
 
ลองวิธีผมมั่ง

รถเค้าออกแบบมาให้ล้อ คู่หน้ามีความกว้างมากกว่าล้อคู่หลัง เพื่อไม่ให้รถหมุนได้ง่ายๆ พอพี่เปลี่ยนล้อ เป็น หน้ากว้างน้อยกว่าหลัง แต่ ET เกือบเท่ากัน ทำให้ความกว้างของล้อคู่หลังมีมากกว่าล้อคู่หน้า รถจึงหมุนได้ง่ายๆ เสียการทรงตัวง่าย ....แต่สวยดี

แล้วยางที่ใช้อาจมีใหล่ยางที่ไม่มนพอ คือ ใหล่เป็น เหลี่ยม พอวิ่งทางไม่ดีจะคุมลำบากคับ
 
ขอบคุณมากครับ
แต่ว่าของผมเป็น w202 อ่ะครับ ดูช่วงล่างหน้าเหมือนว่าจะไม่เหมือนกับ 124 อย่างนี้จะใช้หลักการเดียวกันได้มั๊ยครับ

ถ้าเป็นหลักเดียวกัน แสดงว่าเราสามารถใช้ยางหน้ากว้าง และหน้าหลังไม่เท่ากันก็ได้ ถ้าหากปรับ มุม caster camber ได้เหมาะสม รถก็จะไม่เลื้อย ใช่มั๊ยครับ (เหมือนพวกเฟอรารี่ ประมาณนั้นเป่าครับ)

อย่างนี้แม็กชุดนี้ก็พอรับมาเลี้ยงดูได้เหมือนกันนะเนี่ย
 
Last edited:
ขอบคุณพี่มานิตย์มากครับ สำหรับความรู้ดีๆอีกแล้ว :)
 
ความรู้นี้ เพิ่งเคยได้ยิน

ตรงข้ามกับความคิดเดิมๆ ของผมเลยละครับ ที่ว่าใส่ยางหลังใหญ่ขึ้นจะช่วยเรื่องออกตัวล้อฟรี อย่างเดียว
แต่ ก็มีข้อเสีย เรื่องการทรงตัวบ้างเหมือนกัน

ขอบคุณครับ
 
w202 ด้านหน้าเป็น double wishbone ครับ
จริงๆแล้วช่วงล่างแบบนี้จะทำให้รถนิ่งมากกว่าแบบที่เป็น Strut ด้วยซ้ำเพราะเมื่อช่วงล่างยุบตัว การเปลี่ยนแปลงของมุม camber จะเป็น - อยู่ตลอดเวลา ข้อเสียหลักๆคือ มีอุปกรณ์เยอะมากกว่าแบบ Strut ทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมภายหลัง

น่าเสียดายที่ w202 แทบไม่สามารถปรับมุมอะไรได้เลย อาจเป็นเพราะ double wishbone เอื้อประโยชน์ให้ engineer สามารถปรับแต่งได้เยอะตั้งแต่ตอนออกแบบ ประมาณว่าเค้าตั้งมาดีแล้วว่างั้น ... :mad:

ล้อหน้ากว้างขึ้นมันก็ทำให้มีโอกาสไปทับถนนส่วนที่มันไม่เรียบ (ซึ่งบ้านเราถนนมันก็เรียบซะเหลือเกิน) มากขึ้น ก็ ทำให้มีแรงส่งขึ้นมาที่พวงมาลัยมากขึ้นเป้นปกตินะครับ

รถขับหลังที่มีล้อหลังกว้างกว่าหน้า เพราะ ล้อหน้าแคบทำให้เลี้ยวได้ไวกว่า แล้วจึงใช้ยางหลังกว้างบังคับท้ายไม่ให้หมุนกับเป็นตัวส่งกำลัง

ผมเดาว่า ไม่กระปุกพวงมาลัยพี่หลวม ก็ โช็คพวงมาลัยมั้งครับ :welcome:
 
มีส่วนครับ แต่ถ้าใหลตามแนวตะเข็บมากๆก็น่าจะตามที่พี่ oph117 ว่าเลยครับ

ของผมเคยเลื้อย โดนทั้ง โชคพวงมาลัย ทั้ง กระปุกพวงมาลัย =.=''
 
วันนี้ผมเปลี่ยนยางมาแล้ว
ได้ 245/40 R18 เปลี่ยนเฉพาะคู่หน้า
ของเดิม 235/40 R18

อยากถามว่า ใส่หน้ากว้างเพิ่มขึ้นนี่ ดอกมันจะอยู่ทน คือ จะสึกน้อยกว่าหน้าที่แคบกว่า ใช่มั้ยครับ
ข้อดี ข้อเสีย ? มันจะออกตัวอืดกว่าเดิม ?

ปรกติ หน้ากว้าง +10 ราคาก็แพงกว่าเกือบ 1000บาท ครับ
และคนขายเค้าบอกว่า หน้ากว้างรับน้ำหนักรถได้มากกว่า เพราะแก้มยางหนากว่า
 
วันนี้ผมเปลี่ยนยางมาแล้ว
ได้ 245/40 R18 เปลี่ยนเฉพาะคู่หน้า
ของเดิม 235/40 R18

อยากถามว่า ใส่หน้ากว้างเพิ่มขึ้นนี่ ดอกมันจะอยู่ทน คือ จะสึกน้อยกว่าหน้าที่แคบกว่า ใช่มั้ยครับ
ข้อดี ข้อเสีย ? มันจะออกตัวอืดกว่าเดิม ?

ปรกติ หน้ากว้าง +10 ราคาก็แพงกว่าเกือบ 1000บาท ครับ
และคนขายเค้าบอกว่า หน้ากว้างรับน้ำหนักรถได้มากกว่า เพราะแก้มยางหนากว่า

ผมเข้าใจว่า

ถ้ายางรุ่นเดียวกันแต่ต่างขนาด มันก็น่าจะสึกไม่ต่างกันมากนะครับ ... compound ของยางน่าจะส่งผลเรื่องการสึกหรอมากกว่า ...

แก้มยางที่หนากว่า ผมไม่แน่ใจเรื่องการรับน้ำหนัก .. แต่ยางที่ low profile ส่วนใหญ่จะสร้างให้แก้มยางมีความแข็งแรง
และที่สำคัญคืดลดพื้นที่ของการบิดตัวของแก้มยางขณะเลี้ยว .. เพิ่ม stability ให้ handling

ยางหน้ากว้างกว่า ... น่าจะแน่นอน มี grip ที่มากกว่า เนื่องจาก มีผลรวมพื้นที่สัมผัสกับถนนต่อหน่วยเวลามากกว่า ... และต้องใช้แรงมาทำให้มัน slip มากกว่า จึงลดอาการ slip ได้

ด้านความคงทน... ยางที่กว้างกว่าก็จำเป็นที่จะต้อง soft กว่า เพราะมีพท.สัมผัสบนพื้นถนนที่ "ไม่เรียบ" มากกว่า ... ถ้ายางกว้างแล้วแข็ง ยางจะสัมผัสถนนแค่จุดที่นูนขึ้นมาของถนนเท่านั้น
เป็นที่สังเกตุว่าทำไมยางใหญ่ๆส่วนมาก สำหรับรถ performance สูงๆมักจะเป็นยาง soft compound เสมอ
แปลว่ายางsportหน้ากว้างน่าจะหมดเร็วกว่ายางเบอร์บ้านๆด้วยซ้ำ :eek:

สรุปว่า ยางหน้ากว้าง เกาะกว่า ... แต่คุมยากกว่า ออกตัวอืดกว่า แย่กว่าบนถนนเปียก หมดเร็วกว่า เสียงดังกว่า ต้านลมกว่า นำหนัก(อาจจะ)มากกว่า แพงกว่า :(
แต่ผมก็เลือกที่จะ "เกาะกว่าบนทางเรียบ" ที่เหลือผมทนได้หมดครับ :n02:


ในกรณีที่เพิ่มขนาด"ยางหน้า"ให้กว้างขึ้น ... ผมว่า
เพิ่ม grip แน่นอน... แต่ grip ที่เพิ่มขึ้นด้านหน้า จะส่งผลให้เกิดอาการ oversteer มากขึ้นเช่นกัน

ถ้ารถที่ล้อหน้ามี grip มากกว่าล้อหลัง (สมมุติว่ายางหน้ากว้างกว่าหรือดีกว่าหลัง)
เวลาเลี้ยว ... โอกาสที่ล้อหน้าจะยึดเกินไปทำให้ล้อหลัง slip (โดยเฉพาะสำหรับรถขับหลัง) เป็นอันตรายมากเพราะรถจะหมุน จากอาการท้ายปัด (oversteer)
ตราบใดที่ ล้อหลังยัง ยึด กับถนนมากกว่าล้อหน้า ก็จะไม่เกิดอาการท้ายปัด หรือ ต่อให้ปัด ก็ยังคุมกลับมาได้ง่ายกว่า

แต่อาการพวกนี้ จะแทบไม่เกิดขึ้น ถ้า ... เครื่องไม่แรงพอ หรือ ไม่เข้าโค้งเร็วๆแรงๆ หรือ ไม่เบรคกลางโค้ง หรือ ไม่ถอนคันเร่งกลางโค้ง หรือ ไม่เร่งส่งแรงเกินไปก่อนออกโค้ง

ผิดถูก ขาดตกอย่างไร รอพี่ๆมาเพิ่มเติมครับ ;)
 
Last edited:
โช๊คอัพช่วยพวงมาลัย และบูกหมากคันชักคันส่งหลวมก็มีส่วนที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ลองตรวจสอบดีๆอีกครั้ง เช่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วช่างบอกว่าลูกหมากคันชักคันส่งหลวม แต่โช๊คฯช่วยพวงมาลัยยังดีอยู่ไม่มีน้ำมันซึม ผ่านไปแค่5วัน กลับมาเปลี่ยนลูกหมากคันชักคันส่ง พอช่างเริ่มถอดโช๊คฯช่วยพวงมาลัยก็นำมันออกมาแล้วบอกว่ารั่วแล้วจ้า ทั้งที่ตลอด5วันที่ผ่านมาไม่เคยลงหลุมหรือกระแทกใดๆเลย สรุปโช๊คฯช่วยพวงมาลัยตัวนี้ใช้ได้แค่เกือบๆหนึ่งปีเองก็กลับบ้านเก่าซะแล้ว ดีนะที่ตัวนึงไม่กี่ร้อย
 
ลองเติมลมสัก 40 ดู บางทีแก้มยางมันนิ่มไป มันจะเลื้อย
 
อาจารย์มานิต สุดยอดครับ
ผมอ่านกระทู้แล้วนึกสาเหตุไม่ออก จนได้อ่านความเห็นอาจารย์นี่แหละ :)

ยางหน้ากว้าง ถ้าแรงดันเท่าเดิม พท สัมผัสเท่าเดิมนะครับ เพียงแต่รูปร่างผิวสัมผัสเปลี่ยนไปทางกว้างเท่านั้นเอง
 
โช๊คอัพช่วยพวงมาลัย และบูกหมากคันชักคันส่งหลวมก็มีส่วนที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ลองตรวจสอบดีๆอีกครั้ง เช่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วช่างบอกว่าลูกหมากคันชักคันส่งหลวม แต่โช๊คฯช่วยพวงมาลัยยังดีอยู่ไม่มีน้ำมันซึม ผ่านไปแค่5วัน กลับมาเปลี่ยนลูกหมากคันชักคันส่ง พอช่างเริ่มถอดโช๊คฯช่วยพวงมาลัยก็นำมันออกมาแล้วบอกว่ารั่วแล้วจ้า ทั้งที่ตลอด5วันที่ผ่านมาไม่เคยลงหลุมหรือกระแทกใดๆเลย สรุปโช๊คฯช่วยพวงมาลัยตัวนี้ใช้ได้แค่เกือบๆหนึ่งปีเองก็กลับบ้านเก่าซะแล้ว ดีนะที่ตัวนึงไม่กี่ร้อย


สงสัยต้องเล็งไปที่โช้คพวงมาลัยซะแล้ว เปลี่ยนมาตั้งหลายปีแล้วไม่เคยไปใสใจมันเลย สงสัยแต่บุชกับลูกหมาก นึกว่าอยู่ได้5-6 ปี อ้าวได้ปีเดียวเอง
ขอบคุณมากครับ
 
โช๊คอัพช่วยพวงมาลัย และบูกหมากคันชักคันส่งหลวมก็มีส่วนที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ลองตรวจสอบดีๆอีกครั้ง เช่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วช่างบอกว่าลูกหมากคันชักคันส่งหลวม แต่โช๊คฯช่วยพวงมาลัยยังดีอยู่ไม่มีน้ำมันซึม ผ่านไปแค่5วัน กลับมาเปลี่ยนลูกหมากคันชักคันส่ง พอช่างเริ่มถอดโช๊คฯช่วยพวงมาลัยก็นำมันออกมาแล้วบอกว่ารั่วแล้วจ้า ทั้งที่ตลอด5วันที่ผ่านมาไม่เคยลงหลุมหรือกระแทกใดๆเลย สรุปโช๊คฯช่วยพวงมาลัยตัวนี้ใช้ได้แค่เกือบๆหนึ่งปีเองก็กลับบ้านเก่าซะแล้ว ดีนะที่ตัวนึงไม่กี่ร้อย

ตามนี้ครับ

ตะก่อนก็เลื้อยเหมือนกันเข้าใจว่าปกติของ ยางหน้ากว้าง แต่พอเปลี่ยนโช๊คพวงมาลัย อาการเลื้อยหายเลย เจอหลุม เจอคลื่นก็ ไม่เลื้อยแล้ว ไม่ไปซ้ายทีขวาที ไม่ต้องคอยจับพวงมาลัยตลอด

บางทีมันไม่เสียแต่เริ่มหมดคุณภาพแล้ว รอวันรั่ว ก็กลายเป็นทนใช้ :smash:
 
ชอบคุณพี่มานิตครับ

เคยเลื้อยเหมือนกัน ตอนหลังพบว่าเป็นที่คันชักคันส่งหลวม
 
แล้วล้อ CDI 16" ET33 ล่ะครับ จะมีผลกับการควบคุม(เลื้อย)มากหรือเปล่าครับ? กับ W124
 
Back
Top