เนื่องจากรถผมใช้มานานแล้ว ซ่อมใหญ่ไปแล้ว แต่ยังเหลือเซ็นเซอร์ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแค่ไม่กี่ตัว ผมใช้ E220 เครื่อง M111.960
เริ่มจากเรื่องกินน้ำมันก่อน (เรื่องแรงจะตามมา)
ตอนแรกก็กินน้ำมันมากประมาณ 6-7 km/l ผมก็เลยเปลี่ยน O2 sensor (เปลี่ยนกันเองได้ไม่ยากนัก จำไม่ผิดใช้แค่ประแจเบอร์ 22 แต่อาจต้องออกแรงมากหน่อย และไม่จำเป็นต้องถอดกันความร้อนที่บังเขาควายออก ให้ดึงปลั๊ก O2 ที่อยู่ตรงแถวกระปุกน้ำมันเบรกในกล่องพลาสติกสีดำออกมา แล้วเอาประแจกลมร้อยเข้าไปในสาย ก่อนหน้าให้ดึงสาย O2 ออกจากกิ๊ปที่ติดกับตัวเครื่องก่อน แล้วพอประแจลงไปล็อกได้ ก็ออกแรงขัน) ตัวใหม่ถ้าเปลี่ยนแบบ universal พี่ ฉ ในเว็บเห็นขาย 22xx ได้ แต่ถ้าของตรงรุ่นเลยตามร้านขาย 3500-3800 บาท มีทากาวสีเทาป้ายมาให้เพื่อให้ขันแล้วล็อคได้แน่นสนิท (ซื้อตรงรุ่นก็ดีตรงที่มีสายมาให้ด้วยเลย เปลี่ยนได้เองง่ายเลย ไม่ต้องมานั่งเชื่อมต่อสายให้วุ่นวาย ความเห็นส่วนตัวถ้าพอมีเงินก็ซื้อตรงรุ่นเถอะ)
ตั้งแต่เปลี่ยนมาจับน้ำมันก็ได้ระยะทางดีขึ้นประมาณ 8-10 km/l ผมก็พอใจ แต่เอ๊ะทำไมรถแต่เดิมนานแล้วเคยวิ่งปรู๊ดปร๊าดเร่งขึ้นกว่านี้นะ นี่ก็เร่งไม่ทันใจมานานละ เปลี่ยน O2 ก็ไม่ได้ช่วยเท่าใด (แต่คนอื่นลองรถผมบอกแรงดีพุ่งดี ทุกคน ผมก็เอ่อ...ไม่เห็นจะจริงเลย ผมจำความรู้สึกรถตอนมันเร่งดี ๆ ได้แต่นานมาแล้ว) เป็นเหตุให้ผมไปหาสาเหตุ หาไปหามา
จำเลยที่่น่าสงสัยคือเจ้า Intake Air Temperature (IAT) มากที่สุด เนื่องจากอย่างอื่นก็เปลี่ยนเกือบหมดแล้ว (เครื่องเกียร์ก็ฮอลหมดแล้วอะไรเปลี่ยนได้เปลี่ยนเกือบหมด พาลจะหมดตัวไปด้วยหลายแสน)
ผมไปหาซื้อ IAT หรือมักเรียกกันว่า Air Temperature Sensor สำหรับรุ่น E220 จะมีหัว 2 แบบ ต้องเอารหัสรถไปเทียบดูจะได้ชัวร์ว่าใช้แบบไหน ตำแหน่งมันจะอยู่ที่ท่อคล่อมเครื่องใกล้กับ Idle Speed Control อยู่ด้านติดกับคอนโซลรถ
พอดึงของเก่าออกมาดูก็เป็นดังคาด สีน้ำตาลแดงอมดำคล้ำ ๆ (ก็พวกคราบที่มาเกาะเพราะใช้มานานแล้ว) ของใหม่แท้หัว sensor สีเหลืองสดใส ไม่บวม (ราคาของแท้ก็ไม่แพงประมาณ 1100-1300 ของเทียบผมไม่ทราบราคาแต่คุ้น ๆ ว่า ไม่ถึงพัน) ถอดจุ๊บล็อกดึงทีเดียวก็หลุดไม่ยาก เปลี่ยนใหม่แน่นกริ๊บออกแรงยัดกับท่อคล่อมหน่อยเพราะยางโอริงมันยังไม่แบนก็กดให้แน่นทั้งตัวล็อกด้านบนและล่าง เป็นอันเสร็จพิธี (จริง ๆ จะวัดว่าเสื่อมมากแค่ไหนก็ไม่ยาก ไปหามิเตอร์มาวัดค่าความต้านทาน เทียบกันระหว่างของเก่ากับใหม่ที่อุณหภูมิเดียวกัน เหมือนที่ทำกับ O2 sensor เหมือนกัน ถ้าเสื่อมระดับหนึ่งจะเห็นค่าต่างกันจนสังเกตได้ง่าย)
พอสตาร์ทเครื่องก็ปกติดี ได้เวลาลองรถ ผมตกใจมาก มาก แล้วก็มาก ว่าเนี่ยแหละหนออัตราเร่งของรถรุ่นนี้ที่ควรจะเป็น สังเกตง่ายตอนขึ้นทางโค้งสะพาน แรงดีไม่ต้องพยายามมาก แตกต่างจากเดิมแบบเอาใครมาขับก็ต้องบอกว่าต่าง เพราะมันต่างอย่างมาก ผมอิ่มใจทั้งวันว่า เปลีย่นแค่พันเศษ โหได้อัตราเร่งดีขนาดนี้เลย น่าจะทำตั้งนานแล้ว ไม่คิดว่าตัววัดอุณหภูมิอากาศ จะสำคัญมีผลขนาดนี้กับอัตราส่วนการฉีดน้ำมันและการเผาไหม้ ตอนแรกผมคิดว่าเปลี่ยนแค่ O2 sensor ก็น่าจะพอวัดสัดส่วนน้ำมันและการเผาไหม้ได้ดีพอแล้ว แต่ไม่จริงเลย
ผมยังจำได้ว่าเคยอ่านกระทู้ที่ อ.แคส แกบอกว่ากินน้ำมันลองเปลี่ยน ITA ดู มีผลมาก ผมได้ลองแล้วก็คิดว่าจริงครับ (ยกมาพูดถึงเพราะทำให้เอะใจครับ ต้องขอขอบคุณด้วยครับ)
ตอนนี้ทดสอบอัตราการกินน้ำมันก็ได้ผลดีขึ้น ผมขับในเมืองและนอกเมือง ขับไม่เร็ว กินประมาณ 9-13 km/l ตอนนี้พอใจมาก ๆ ครับ พอใจจนต้องเอามาบอกต่อ เพราะราคาไม่แพง ท่านใดไม่เคยเปลี่ยนเลย ลองถอดมาดู (เผอิญผมไม่ได้ถ่ายรูปเทียบของเก่ากับใหม่ ลืมไป) ถ้าเก่ามากแล้ว ไม่เคยเปลี่ยนก็ลองเปลี่ยนกันเถอะครับ แล้วก็สังเกตผลที่ได้ ผมก็หวังว่าจะเห็นผลกันบ้างนะครับ
ปล. ขอแสดงความเห็นส่วนตัวนิดหน่อยเรื่องท่อแคต (ก่อนเข้าหม้อพักกลาง) ว่าถ้ามันยังดีอยู่อย่าไปเอาออกต่อตรงเลยครับ เพราะผมทำมาแล้ว แล้วก็หาท่อแคตทั้งเส้นมาใส่คืนแล้ว ผมวัดแล้วด้วยว่า ไม่ได้ประหยัดน้ำมันขึ้นแต่อย่างใด ข้อดีก็คือรถเร่งดีขึ้นในตอนออกตัวแบบรู้สึกได้ แต่ถ้าลอยตัวแล้วก็ไม่ได้เร่งดีขึ้นเท่าไหร่เลย แต่เวลาปล่อยคันเร่ง รถจะไม่มีแรงส่งต่อแบบตอนมีท่อแคต (ตอนใส่แคตเวลาถอนคันเร่งเหมือนมีแรงเฉื่อยส่งให้รถวิ่งไปอย่างกับกด cruise control เลย ได้นานพอสมควร ไม่น่าจะคิดไปเอง หรือคิดไปเองหว่า 555+) ผมว่าระบบเดิม ๆ เค้าออกแบบมาดีแล้วครับเรื่องสูตรท่อไอเสีย ไหน ๆ ก็เชื่อว่าวิศวกรออกแบบเครื่องมาดีแล้ว ระบบต่อเนื่องก็น่าจะคำนวณไว้ให้รับกันหมด
มีอะไรผิดพลาดก็แนะนำด้วยนะครับ
ขอบคุณที่อ่านครับ
เริ่มจากเรื่องกินน้ำมันก่อน (เรื่องแรงจะตามมา)
ตอนแรกก็กินน้ำมันมากประมาณ 6-7 km/l ผมก็เลยเปลี่ยน O2 sensor (เปลี่ยนกันเองได้ไม่ยากนัก จำไม่ผิดใช้แค่ประแจเบอร์ 22 แต่อาจต้องออกแรงมากหน่อย และไม่จำเป็นต้องถอดกันความร้อนที่บังเขาควายออก ให้ดึงปลั๊ก O2 ที่อยู่ตรงแถวกระปุกน้ำมันเบรกในกล่องพลาสติกสีดำออกมา แล้วเอาประแจกลมร้อยเข้าไปในสาย ก่อนหน้าให้ดึงสาย O2 ออกจากกิ๊ปที่ติดกับตัวเครื่องก่อน แล้วพอประแจลงไปล็อกได้ ก็ออกแรงขัน) ตัวใหม่ถ้าเปลี่ยนแบบ universal พี่ ฉ ในเว็บเห็นขาย 22xx ได้ แต่ถ้าของตรงรุ่นเลยตามร้านขาย 3500-3800 บาท มีทากาวสีเทาป้ายมาให้เพื่อให้ขันแล้วล็อคได้แน่นสนิท (ซื้อตรงรุ่นก็ดีตรงที่มีสายมาให้ด้วยเลย เปลี่ยนได้เองง่ายเลย ไม่ต้องมานั่งเชื่อมต่อสายให้วุ่นวาย ความเห็นส่วนตัวถ้าพอมีเงินก็ซื้อตรงรุ่นเถอะ)
ตั้งแต่เปลี่ยนมาจับน้ำมันก็ได้ระยะทางดีขึ้นประมาณ 8-10 km/l ผมก็พอใจ แต่เอ๊ะทำไมรถแต่เดิมนานแล้วเคยวิ่งปรู๊ดปร๊าดเร่งขึ้นกว่านี้นะ นี่ก็เร่งไม่ทันใจมานานละ เปลี่ยน O2 ก็ไม่ได้ช่วยเท่าใด (แต่คนอื่นลองรถผมบอกแรงดีพุ่งดี ทุกคน ผมก็เอ่อ...ไม่เห็นจะจริงเลย ผมจำความรู้สึกรถตอนมันเร่งดี ๆ ได้แต่นานมาแล้ว) เป็นเหตุให้ผมไปหาสาเหตุ หาไปหามา
จำเลยที่่น่าสงสัยคือเจ้า Intake Air Temperature (IAT) มากที่สุด เนื่องจากอย่างอื่นก็เปลี่ยนเกือบหมดแล้ว (เครื่องเกียร์ก็ฮอลหมดแล้วอะไรเปลี่ยนได้เปลี่ยนเกือบหมด พาลจะหมดตัวไปด้วยหลายแสน)
ผมไปหาซื้อ IAT หรือมักเรียกกันว่า Air Temperature Sensor สำหรับรุ่น E220 จะมีหัว 2 แบบ ต้องเอารหัสรถไปเทียบดูจะได้ชัวร์ว่าใช้แบบไหน ตำแหน่งมันจะอยู่ที่ท่อคล่อมเครื่องใกล้กับ Idle Speed Control อยู่ด้านติดกับคอนโซลรถ
พอดึงของเก่าออกมาดูก็เป็นดังคาด สีน้ำตาลแดงอมดำคล้ำ ๆ (ก็พวกคราบที่มาเกาะเพราะใช้มานานแล้ว) ของใหม่แท้หัว sensor สีเหลืองสดใส ไม่บวม (ราคาของแท้ก็ไม่แพงประมาณ 1100-1300 ของเทียบผมไม่ทราบราคาแต่คุ้น ๆ ว่า ไม่ถึงพัน) ถอดจุ๊บล็อกดึงทีเดียวก็หลุดไม่ยาก เปลี่ยนใหม่แน่นกริ๊บออกแรงยัดกับท่อคล่อมหน่อยเพราะยางโอริงมันยังไม่แบนก็กดให้แน่นทั้งตัวล็อกด้านบนและล่าง เป็นอันเสร็จพิธี (จริง ๆ จะวัดว่าเสื่อมมากแค่ไหนก็ไม่ยาก ไปหามิเตอร์มาวัดค่าความต้านทาน เทียบกันระหว่างของเก่ากับใหม่ที่อุณหภูมิเดียวกัน เหมือนที่ทำกับ O2 sensor เหมือนกัน ถ้าเสื่อมระดับหนึ่งจะเห็นค่าต่างกันจนสังเกตได้ง่าย)
พอสตาร์ทเครื่องก็ปกติดี ได้เวลาลองรถ ผมตกใจมาก มาก แล้วก็มาก ว่าเนี่ยแหละหนออัตราเร่งของรถรุ่นนี้ที่ควรจะเป็น สังเกตง่ายตอนขึ้นทางโค้งสะพาน แรงดีไม่ต้องพยายามมาก แตกต่างจากเดิมแบบเอาใครมาขับก็ต้องบอกว่าต่าง เพราะมันต่างอย่างมาก ผมอิ่มใจทั้งวันว่า เปลีย่นแค่พันเศษ โหได้อัตราเร่งดีขนาดนี้เลย น่าจะทำตั้งนานแล้ว ไม่คิดว่าตัววัดอุณหภูมิอากาศ จะสำคัญมีผลขนาดนี้กับอัตราส่วนการฉีดน้ำมันและการเผาไหม้ ตอนแรกผมคิดว่าเปลี่ยนแค่ O2 sensor ก็น่าจะพอวัดสัดส่วนน้ำมันและการเผาไหม้ได้ดีพอแล้ว แต่ไม่จริงเลย
ผมยังจำได้ว่าเคยอ่านกระทู้ที่ อ.แคส แกบอกว่ากินน้ำมันลองเปลี่ยน ITA ดู มีผลมาก ผมได้ลองแล้วก็คิดว่าจริงครับ (ยกมาพูดถึงเพราะทำให้เอะใจครับ ต้องขอขอบคุณด้วยครับ)
ตอนนี้ทดสอบอัตราการกินน้ำมันก็ได้ผลดีขึ้น ผมขับในเมืองและนอกเมือง ขับไม่เร็ว กินประมาณ 9-13 km/l ตอนนี้พอใจมาก ๆ ครับ พอใจจนต้องเอามาบอกต่อ เพราะราคาไม่แพง ท่านใดไม่เคยเปลี่ยนเลย ลองถอดมาดู (เผอิญผมไม่ได้ถ่ายรูปเทียบของเก่ากับใหม่ ลืมไป) ถ้าเก่ามากแล้ว ไม่เคยเปลี่ยนก็ลองเปลี่ยนกันเถอะครับ แล้วก็สังเกตผลที่ได้ ผมก็หวังว่าจะเห็นผลกันบ้างนะครับ
ปล. ขอแสดงความเห็นส่วนตัวนิดหน่อยเรื่องท่อแคต (ก่อนเข้าหม้อพักกลาง) ว่าถ้ามันยังดีอยู่อย่าไปเอาออกต่อตรงเลยครับ เพราะผมทำมาแล้ว แล้วก็หาท่อแคตทั้งเส้นมาใส่คืนแล้ว ผมวัดแล้วด้วยว่า ไม่ได้ประหยัดน้ำมันขึ้นแต่อย่างใด ข้อดีก็คือรถเร่งดีขึ้นในตอนออกตัวแบบรู้สึกได้ แต่ถ้าลอยตัวแล้วก็ไม่ได้เร่งดีขึ้นเท่าไหร่เลย แต่เวลาปล่อยคันเร่ง รถจะไม่มีแรงส่งต่อแบบตอนมีท่อแคต (ตอนใส่แคตเวลาถอนคันเร่งเหมือนมีแรงเฉื่อยส่งให้รถวิ่งไปอย่างกับกด cruise control เลย ได้นานพอสมควร ไม่น่าจะคิดไปเอง หรือคิดไปเองหว่า 555+) ผมว่าระบบเดิม ๆ เค้าออกแบบมาดีแล้วครับเรื่องสูตรท่อไอเสีย ไหน ๆ ก็เชื่อว่าวิศวกรออกแบบเครื่องมาดีแล้ว ระบบต่อเนื่องก็น่าจะคำนวณไว้ให้รับกันหมด
มีอะไรผิดพลาดก็แนะนำด้วยนะครับ
ขอบคุณที่อ่านครับ
