124 วิ่งสองร้อยสี่สิบ สองร้อยห้าสิบ .. จริงเหรอ ..

เสก

Active member
ฟังมาเยอะแยะมากมายเรื่องว่ารถแรงวิ่งดี ตีนปลาย สองร้อยสีสิบงั้น สองร้อยห้าสิบงี้
ถามว่ารู้ได้งัย ก็บอกว่า ดูเข็มไมล์เอา .. ปั๊ดถ่อ ..
ฟังแล้วมันหงุดหงิด เลยขอเอาข้อมูลเท่าหางอึ่งที่มีมาเเชร์ตามนี้..

ประเด็นที่หนึ่ง..เข็มไมล์น่ะเอาไว้ดูเป็นแนวได้แค่นั้นคับ ส่วนใหญ่จะออกไปทางอ่อน เอาใจเจ้าของอีกต่างหาก อย่าไปเชื่อมันมาก
มันบอกข้อมูลได้แค่พอเป็นแนวประมาณๆเทานั้น ยิ่งความเร็วยิ่งสูงความผิดเพี้ยนมันยิ่งแยะ เพราะมันกวาดขึ้นตามการหมุนของเกียร์ และแรงดึงของสปริงเข็มไมล์ซึ่งยากมากที่จะผลิดให้มันมีแรงดึงเป็นเส้นครงตลอดวงการกวาดของเข็ม จะออกแนว ดึงแรงตอนความเร็วต่ำแล้วก็ดึงเบาที่ความเร็วสูง หรือแม่นยำเมื่อเทียบกับตัวเลขบนหน้าปัทม์ที่เทียบกับความเร็วจริง ที่ช่วงใดช่วงหนึ่งเท่านั้น ที่เหลือต้องเพี้ยน ไม่อ่อนก็แก่ ไม่มากก็น้อยล่ะคับ
ซุปเปอร์คาร์อย่างเฟอร์รารี่ ถึงได้มีเกจ์วัดรอบเคื่องอันเบ้อเร่อ อยู่ตรงกลาง แทนที่จะเป็นเกจ์วัดความเร็ว เพราะรอบเคื่องมันวัดได้แม่นยำก่า

ประเด็นที่สอง.. รถแรง มันต้องวัดกันด้วยอัตราเร่ง แล้วก็เวลาที่ใช้ไปในการเร่งความเร็วไปจนถึงความเร็วสูงสูด หรือความเร็วที่ต้องการ หรือภายในระยะทางที่กำหนด เช่นการแข่งควอเตอร์ไมล์ ..ไม่ใช่วัดที่ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ .. ทำไมอ่ะ..อ่านต่อไป

ประเด็นที่สาม..ความเร็วสูงสุดของรถ ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วันผลิตแล้วว่ามันจาวิ่งได้เร็วสุดเท่าไร ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีสี่ตัวคือ
-รอบเคื่องสูงสุดที่เคื่องไต่ไปถึง ที่เกียร์สุดท้าย
-เส้นรอบวงของยางที่ขับเคลื่อน
-อัตราทดของเกียร์สุดท้าย
-อัตราทดเฟืองท้าย
ตามกระทู้ของพี่มานิตย์และลิงค์ข้างใน http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=3340

ประเด็นที่สี่ ...แล้วทำไมรถแรงอย่างพวกซุปเปอร์คาร์มันถึงวิ่งความเร็วปลายได้เยอะ.. คำตอบก็คือ แรงมันเยอะ เค้าเลยสามารถทดเกียร์และเฟืองท้ายต่ำๆแบบว่า เคื่องหมุนน้อยแต่ล้อกลิ้งไปได้เยอะได้ เพราะแรงมันเยอะการที่ไม่ต้องทดเกียร์หรือเฟืองท้ายมาก ก็ยังเพียงพอที่จะให้อัตราเร่งได้ตามที่ต้องการ

เข้าเรื่องความเร็วปลายของ 124 ไปที่ลิงค์นี้ http://www.wallaceracing.com/calcmph.php

เอาเป็น 300E เกียร์จุดสาม เฟืองท้าย 3.07
-ตั้งหลักกันที่ยางแตน 195 65 15 เส้นผ่าศูนย์กลางคือ 24.98 นิ้ว
-เฟืองท้าย 3.07
-อัตราทดเกียร์สี่ 1.04
-เกียร์สี่กดไปได้ 6,000 รอบ
จะได้ความเร็วปลายที่ 224.98

ถ้าลงเขาอัดไปถึง 6,500 รอบ
จะได้ความเร็วปลายที่ 243.98

ถ้าเป็น E280 หรือ 320 เฟืองท้ายเหลือ 3.06 เกียร์จุดสามหรือจุดสี่อัตราทดเดียวกัน
ยังไงก็ไมเร็วกว่านี้

ปัจจัยที่สำคัญที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายคือเส้นรอบวงของล้อ
ยางผิดขนาดเล็กหรือใหญ่ก็จะทำให้ความเร็วจริงเปลี่ยนไป โดยที่ไมล์ยังชี้ที่เดิม เพราะรอบการหมุนเท่าเดิม แต่ระยะทางจริงที่วิ่งได้อาจมากหรือน้อยตามขนาดเส้นรอบวงของยางที่เปลี่ยนไปได้

อีกทางที่วัดความเร็วที่น่าเชื่อถือได้คือ GPS
อันนี้ไม่เกี่ยวกะขนาดยางหรือแฟคเตอร์อื่นใด ระเคลื่อนที่เป็นระยะทางเท่าใดในหนึ่งหน่วยเวลา..ก็เป็นอันตามนั้น

อ่าห้า..หวังว่าคงเข้าใจนะ
แบบว่าถ้าไปทำเคื่องมาแล้ว คนชอบถามว่าวิ่งได้เท่าไร
ก็ตอบว่า วิ่งได้ สองร้อยยี่สิบ เท่ารถคุณน่ะแหละ เพราะขนาดยาง เกียร์และเฟืองท้ายเท่ากัน
เพียงแต่ว่า รถที่ทำมาแล้วใช้เวลาน้อยกว่า ในการไปถึงความเร็วที่ว่า

ตามนั้น

ต่อไปนี้ใครจะมาบอกว่าขับ 124 วิ่ง 250 หรือ 260 .. ช่วยไปไกลๆหน่อย..อิ..อิ.. :n21:
 
บันทึกไว้เป็นสถิติ เจ้าของความเร็วสูงสุด บนเวบนี้ 242 กม/ชม วัดด้วย GPS
ไม่ใช่ผม .. อยากรู้ว่าใคร ต้องไปขอดู GPS ของแต่ละคนดู..อิ..อิ.. :n43:

ลืมบอกไปว่า ผมเลิกขับเกินสองร้อยแล้ว..ตั้งแต่ไปหมุนมาน่ะ.. กัวอ่ะ
ความเร็วที่สองร้อยนี่ เบรคโคดเทพยังไงก็เอาไม่ทันคับ เกร็งคองอเข่าได้อย่างเดียว
ถ้าเร็วกว่านี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง :football4:

เวลากดคันเร่งไปด้วยความมันส์..อย่าลืมนึกถึงหน้าลูกหน้าเมียที่บ้านด้วยเด้ออออออ... :n18:
 
น้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ.................น้ามีลูกด้วยเหยอ :D:D
 
เมื่อผมขับเกิน 200 กม./ชม.

แล้วนึกถึงหน้าเมียหลวง ที่ลอยมาพร้อมเสียงแว๊ดที่คุ้นเคย
เท้าขวาที่กดคันเร่ง ก็กดหนักลงไป เข็มความเร็วก็กวาดเพิ่มขึ้นไปอีก
เสมือนประหนึ่งว่า อยากจะให้ W124 E280 ช่วยพาหนีไปจาก ใบหน้าและเสียงที่ล่องลอยตามมา ให้ทัน

แต่อนิจา ใบหน้าและเสียงที่ล่องลอยมา ด้วยความเร็วที่คาดว่า น่าจะมากกว่า 230 กม./ชม.
ทำให้ E280 เดิมๆ ของเราหนีเท่าไร ก็หนีไม่พ้นแน่ๆ

คิดได้เช่นนั้น เท้าขวาก็พลัน ถอนออกจากคันเร่งทันใด
แล้วค่อยๆ ขับรถกลับบ้าน ให้ช้าที่สุด
 
ของผมวิ่งได้ 140 ก็หรูแล้ว อิอิ แค่นี้กล่องข้างคนขับก็สั่งตัดความเร็ว ด้วยสายตาที่น่ากลัวกว่าความเร็วแล้วครับ อิอิ
ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูล
 
ผมว่าปัจจัยมันเยอะนะ เรื่องทำเคื่องแล้วได้ความเร็วปลายแค่ไหน
แค่ทำจนแรงม้ามันมากขึ้น ที่รอบแรงม้าสูงสุดเท่าเดิม อัตราทดรวมเดิม เส้นรอบวงล้อเท่าเดิม ความเร็วปลายก็มีแนวโน้มทะลุเดิมแล้วล่ะครับผม

ยอดกราฟแรงม้ามันโด่งขึ้นไปอีก "บ่า"ของมันก็น่าจะสูงขึ้นกว่าเดิมด้วยนะผมว่า
 
ไม่มีปัจจัยอื่นใดนอกจากสี่ตัวที่ว่ามาข้างบนอ่ะคับ
เคื่องจะแรงขึ้นแค่ไหน แต่เกียร์เดิม เฟืองท้ายเดิม และล้อเดิม
ที่รอบเคือ่งเท่าเดิมก็จะได้ความเร็วเท่าเดิมนั่นล่ะคับ

ทั้งหมดของความเร็วเป็นเรื่องของการหมุนของ เคื่อง เกียร์ เฟืองท้ายและล้อ
ไม่เกี่ยวว่าจะกี่แรงม้า

แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนไป เมื่อเคื่องแรงขึ้นคือ ใช้เวลาน้อยลง หรือใช้ระยะทางสั้นลง ในการไปถึงความเร็วที่ว่าอ่ะคับ
124 ทุกคันที่สมบูรณ์ดี วิ่งทะลุ 200 ทุกคัน
ต่างกันแต่ว่า ใครจะไปถึง 200 ก่อนใคร
บางคันกดปื้ดเดียวยาวต่อเนื่องถึงเลย
บางคันอาจไปตื้อแถวๆ 180 190 ต้องแช่ต่ออีกกิโลสองกิโล จึงจะแตะสองร้อย..แต่ก็ถึงเหมือนกัน
เพราะสภาพเคื่องที่ต่างกัน ผลิตแรงม้าได้ต่างกัน ก็คือ ความแรงไม่เท่ากัน

ความเร็วปลายที่ทำได้ จึงไม่เกี่ยวโดยตรงกะฟามแรงอ่ะคับ เพราะทุกคันก็ถึงสองร้อยเหมือนกันทั้งนั้น:D
 
ถ้าเราตั้งโจทย์ไว้ที่สองร้อยยี่สิบเป็นความเร็วสูงสุดของรถเครื่องเดิม
ที่ความเร็วนี้ รถจะมีแรงต้านค่านึง แทบจะ fix เลยล่ะครับ ไม่ว่าจะทำเครื่อง หรือไม่ทำเครื่อง เพราะเป็นรถคันเดิม แอร์โร่เดิม ระบบส่งกำลังเดิม(ตัดความเร็วลมก่อนนะครับ เดี๋ยวยุ่งตายเลย)

พอเราไปทำเครื่องอย่างเดียวจนมีแรงม้ามากขึ้น แม้จะเป็นที่รอบเดิม(ยกกราฟ) นั่นหมายความว่า ที่ความเร็วสองร้อยยี่สิบ รถเราจะมีแรงบิดมากขึ้นอ่ะครับ เมื่อมีแรงบิดมา มันก็เอาชนะแรงต้านที่เดิมๆได้ ทำให้ความเร็วสูงสุดมันจะเลื่อนขึ้นไปมากน้อยตามแรงบิดที่เราไปทำเพิ่มมา

ถ้าดูจากกราฟของอาจารย์มานิตในลิงค์ที่คุณเสกให้มา โดยสมมุติว่าของเดิม อัตราทดเป็นแบบพอดี(เส้นกำลังต้านตัดที่ยอดกราฟแรงม้าพอดี)

แล้วเราลองยกกราฟแรงม้าขึ้นไปตรงๆดูนะครับ จะเห็นว่า จุดตัดกำลังต้าน กับกราฟแรงม้าจะเลื่อนออกไปทางขวา ซึ่งนั่นจะเป็นจุดสมดุลใหม่ หรือเป็นจุดความเร็วสูงสุดใหม่ครับ
แม้ว่า กราฟแรงม้าจะเริ่มหักหัวลงแล้วที่จุดนั้น แต่ที่จุดนั้น ก็ยังมีแรงม้ามากกว่าของเดิมอยู่ดีอ่ะครับ:)
 
เคยเจอ w124 วิ่งบน autobahn เยอรมัน เกิน 260km/hr แน่นอนครับ..
เพราะตอนนั้นผมก็วิ่งอยู่ 240-250km/hr :n15:

รถน่ะน่าจะวิ่งได้ ถ้าแรงพอ อัตราทดพอให้วิ่งไปถึง
แต่ถนนเมืองไทยอันตรายอย่างยิ่งที่จะวิ่งระดับ 200...

เอ่อ... อย่าว่าแต่สองร้อยเลยครับ ร้อยยี่ ร้อยสี่บนทางทางธรรมดาก็เสี่ยงมากๆแล้ว
ถนนธรรมดาผมขับไม่เกินร้อยยี่ครับ..:p
 
เคยเจอ w124 วิ่งบน autobahn เยอรมัน เกิน 260km/hr แน่นอนครับ..
เพราะตอนนั้นผมก็วิ่งอยู่ 240-250km/hr :n15:

รถน่ะน่าจะวิ่งได้ ถ้าแรงพอ อัตราทดพอให้วิ่งไปถึง
แต่ถนนเมืองไทยอันตรายอย่างยิ่งที่จะวิ่งระดับ 200...

เอ่อ... อย่าว่าแต่สองร้อยเลยครับ ร้อยยี่ ร้อยสี่บนทางทางธรรมดาก็เสี่ยงมากๆแล้ว
ถนนธรรมดาผมขับไม่เกินร้อยยี่ครับ..:p


ด้านบนเค๊าติงเรื่องไมล์อ่อนไมล์แข็งอยู่ เพราะฉะนั้นคำว่า"แน่นอน"ต้องเอาไปเทียบกับGPSครับ
 
ด้านบนเค๊าติงเรื่องไมล์อ่อนไมล์แข็งอยู่ เพราะฉะนั้นคำว่า"แน่นอน"ต้องเอาไปเทียบกับGPSครับ

ขอบคุณคับ เพิ่งนึกได้ :p
 
ก้อมันคาใจ...ข้างใน ลึกๆ

ขอบคุณป๋าคร้าบบบ ตอบด้วยหลักการ กระจ่างซักที...
 
ถกกันเพื่อข้อมูลที่ถูกต้องนะคับ :D


กราฟที่อ้างถึง ยิ่งดูง่ายล่ะคับ
ความเร็วแปรตามรอบเคื่อง รอบเคื่องยิ่งสูง ความเร็วก็สูงตาม ..ตามอัตราทดของเกียร์และเฟืองท้ายซึงคงที่
แต่ไม่ว่าเคื่องจะแรงยังไง โดยยกกราฟทั้งอันขึ้นไปสูงหรือต่ำ ตำแหน่งที่อ่านความเร็วที่รอบเคื่องใดรอบเคื่องหนึ่งไม่เปลี่ยนนะคับ

เคื่องแรงน้อยวิ่งที่ 6600 รอบ อ่านความเร็วได้ 228
เคื่องแรงกว่า ยกกราฟสีน้ำเงินสูงขึ้นทั้งอัน วิ่งที่ 6600 รอบเท่ากัน ก็อ่านความเร็วได้เท่าเดิม

ส่วนเรื่องแรงต้านทุกคันมีเหมือนกันเป็นปัจจัยคงที่ ไม่ต้องนำมาคิดในการเปรียบเทียบ
ความเร็วปลายที่พี่มานิตย์กล่าวถึง เป็นเรื่องเกียวกับความสมดุลของอัตราทดกับกำลังเคื่อง จะทดมากทดน้อยก็ว่ากันไป เคื่องแรงน้อย ก็ต้องทดมาก เคื่องแรงมาก ก็ทดน้อยลง

ถ้ายกกราฟสีน้ำเงินสูงขึ้น ความเร็วปลายที่ตัดกันเส้นสีดำก็สูงขึ้น..ถูกต้องตามกราฟ แต่..
:eek: ...ที่รอบเคื่องสูงขึ้นตามไปด้วยอ่ะคับ.. :eek:

ดูตามกราฟนี่อีกน่ะแหละ..
5600 รอบ อ่านความเร็ว 192
6600 รอบ อ่านความเร็ว 228
ลองเอาไม้บรรทัดทาบกะประมาณ 7600 รอบ ก็จะอ่านความเร็วได้ แถวๆ 264

สรุป ความเร็วของรถมันแปรตามรอบเคื่องอ่ะคับ ไม่ใช่แรงม้า
อีกที...
..รถแรงขึ้น แต่เกียร์เดิม เฟืองท้ายเดิม วิ่งที่รอบเคื่องเท่าเดิม ความเร็วต้องเท่าเดิม แต่ใช้เวลาหรือระยะทางในการไปถึงความเร็วที่ว่าน้อยลงคับ :D

.. ฮี่.. ไหวมั้ยเนี่ย.. :p

attachment.php
 
แฮะๆ ผมเองไม่ค่อยรู้เรื่องเอาเลย แต่เพื่อนบอกว่า มันได้อัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น แต่ความเร็วจะเดิมๆ
นั่นแหละ
 
อ่านแล้วเห็นภาพจริงๆครับป๋าเสก
สุดยอด :n17:
 
อ่ะ ก็เห็นท่านเสกเปรียบเทียบทำนองว่า "รถ 124 คุณ(ที่ทำมา)วิ่งได้เท่าไหร่"

ความเร็วมัน fix ตามรอบเครื่องอยู่แล้วล่ะครับ แต่ถ้าถามว่า รถวิ่งได้เท่าไหร่ แสดงว่าถามถึงความเร็วปลายน่ะครับ(ผมเข้าใจอย่างนี้นะ)
คือว่า กดมิดๆแล้ว วิ่งได้เท่าไหร่นะครับ

ที่ผมอธิบายไป สรุปว่า เครื่องที่ทำมา สามารถทำรอบได้มากขึ้น---->เร็วขึ้นครับผม
ไม่ได้กะจะบอกว่า ที่รอบเดิมมันเร็วขึ้นนะครับ

สำหรับรถเดิมๆ มันวิ่งไปไม่ถึงฝั่งฝันที่รอบเกินรอบแรงม้าสูงสุด ก็เพราะแรงม้ามันไม่เหลือแล้วไงครับ
รถที่ทำมา แม้ว่ารอบแรงม้าสูงสุดจะเป็นที่เดิม แต่เนื่องจากแรงม้ามันสูงขึ้น จุดตัดระหว่างกราฟแรงม้ากับกำลังต้านจะเลื่อนไปทางขวานะครับ ลองยก"เส้นแดง"ดูครับ

และมันจะเข้าข่ายเป็นลักษณะ under geared ครับผม(อันนี้อธิบายเพิ่ม อาจไม่เกี่ยวกับประเด็น)
 
ประมาณว่า รอบเครื่องจะเหลือ เเต่ความเร็วปลายสุดแต่ละเกียร์เท่ากันไม่ไหลต่อ เลยต้องไปเปลี่ยนอัตตราทดใหม่ :cool:
 
แฮะๆ ผมเองไม่ค่อยรู้เรื่องเอาเลย แต่เพื่อนบอกว่า มันได้อัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น แต่ความเร็วจะเดิมๆ
นั่นแหละ

แสดงว่ารถเพื่อนท่านแรงม้าเพิ่มไม่มากนัก แต่ผมเชื่อว่า ถ้าได้มีการยกกราฟขึ้นทั้งแผง ยังไงความเร็วสูงสุดควรจะเพิ่มครับ
การเห็นผลความเร็วปลายเพิ่มขึ้นไม่ชัด น่าจะเป็นเพราะที่ความเร็วสูงๆ เส้น"กำลัง"ต้านรวม มันจะชันมาก(มันเกือบจะเป็นฟังก์ชั่นยกกำลังสามเลยนี่นา) จุดตัดจึงเลื่อนไปทางขวาน้อยมาก แต่รับรองว่าไม่เท่าเดิม หรือน้อยลงแน่ๆ

หรือถ้าไปทำมาแล้ว แรงม้าเพิ่มจริง แต่จุดสูงสุดดันเลื่อนมาทางซ้าย(เปลี่ยนโบเล็ก ปรับบูสต์เพิ่ม?) อันนี้ก็ไม่แน่ล่ะครับ :)
 
ตามนั้นคับ :D
เคื่องตัวเดิม บล๊อคเดิม มันจะมีรอบสูงสุดที่มันไปไหวโดยข้อเหวี่ยงไม่ขาดหรือลูกสูบออกมาอยู่นอกเสื้ออยู่ที่ระดับหนึ่ง ถ้าให้มันหมุนเร็วกว่านี้ มันก็จะลาโลกแล้ว

ยกตัวอย่างรถตัวเองละกัน..:p ตอนนี้ปรับจูนมาใหม่ ลากเกียร์สอง(ดึงคันเกียร์ลง)ไปทะลุ เจ็ดพันรอบไปแล้ว มันยังไม่ยอมตื้อ แต่เสียงมันทรมาณใจเป็นอย่างยิ่ง ลากต่อเข็มวัดรอบก็จะทะลุเกจ์แล้ว ต้องรีบเลื่อนคันเกียร์ให้มันไปสาม ไม่งั้นไม่รุอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป..

ด้วยข้อเหวี่ยงแตน กานแตน ลูกแตน ฝาแตน รอบสูงสุดที่มันหมุนได้โดยไม่พัง ก็คงไม่ต่างจากเดิม
นอกจากคนขับจะไม่ยอมยก ก็ตัวใครตัวมัน

แต่ถ้าข้อเหวี่ยงเทพ ก้านเทพ ลูกเทพ ฝาเทพ ระบบจ่ายไฟจ่ายน้ำมันเทพ
ทำแล้วลากรอบขึ้นไปได้ถึง เจ็ดพันห้า หรือแปดพัน..งี้อีกเรื่องนึง

ต่ออีกประเด็น...แต่ผมเดาเอาว่า การหมุนรอบตัวเองของข้อเหวี่ยงตะละอัน มันน่าจะมีลิมิตที่รอบประมาณนึง โดยหลักการทางฟิสิกส์อะไรซักอย่าง
แบบว่า ถ้าหมุนเร็วกว่านี้ก็จะเกินลิมิตและลาโลกแน่อารัยแบบนี้

ช่วงนี้พี่มานิตย์..ประธานฝ่ายเทคนิค ก็ไม่ค่อยมาแถวนี้ซะด้วยซิเนี่ย.. :)

หลักการทั่วไปก็น่าจะเป็นว่า ข้อเหวี่ยงยิ่งยาว(หมายถึงช่วงชัก) ลิมิตน่าจะยิ่งต่ำ เพราะการหมุนให้ครบหนึ่งรอบมันใช้เวลามากกว่าเค้า หรือถ้าใช้เวลาเท่ากันเทียบกับข้อเหวี่ยงที่สั้นกว่า มันต้องใช้แรงมากกว่า ก็แปลว่า มันต้องทนแรงเค้นแรงเครียดได้มากกว่าตามกันไป

รถเอฟวันวิ่งกันด้วยรอบเคื่องเป็นหมื่นรอบ ต้องใช้ข้อเหวี่ยงสั้นจุ๊ดจู๋ เพราะถูกบังคับซีซีไว้ไม่ให้เกินที่กำหนด
พอจะเอาแรงม้าเยอะ ต้องใช้การหมุนด้วยรอบสูงจัดๆเอา

กลับมาที่ 124 ..เคื่องสี่สูบหรือหกสูบก็แล้วแต่ การปรับแต่งในระดับยูสเซอร์อย่างพวกเราก็คง ไม่ถึงขั้นยกยวงอย่างที่ว่ามา
เคื่องบล๊อคเดิม จะใส่เฮดเดอร์ ขัดพอร์ท แต่งฝา ยัดหอย มันก็ไส้อันเดิม รอบปลายมันก็คงไม่ได้หนีกันขาดไปขนาดไหน
ผมจึงไม่คิดว่า จะมีใครวิ่งเกียร์สี่ ที่เจ็ดพันรอบได้ ไม่ว่าจะไปทำอารัยกะเคื่องมาก็ตาม

..ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนคับ :D
 
34f5e60a.jpg


ขออนุญาตเติมกราฟอาจารย์มานิตนะครับ
 
Back
Top