"มาม๊า บอกแล้วใช่มั้ย...? ว่าอย่าวิ่งเร็ว...!!!"

kgb1234

New member
"มาม๊า บอกแล้วใช่มั้ย...? ว่าอย่าวิ่งเร็ว...!!!"
"เป็นคำพูดที่ได้ยินจากโทรศัพท์ ก่อนที่แม่ผมจะวางหูหลังจากเกิดเหตุการณ์"

สืบเนื่องจากกระทู้ด้านล่าง ที่พี่ๆ ได้ยกประเด็นเรื่องอุบัติเหตุ ของสมาชิกใน BON เราขึ้นมาอีกครั้ง

ในครั้งนี้ผมก็ได้พบและประสบเหตุด้วยตนเอง โดยที่ไม่เคยเจอมาก่อน
และเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ตลอดระยะเวลาในการขับรถมาประมาณ 10 ปี ซึ่งอยากจะฝากไว้เป็น
ข้อคิดและข้อเตือนใจ สำหรับสมาชิกใน BON ทุกคนครับ

โดยผมขอเกริ่นนำสักเล็กน้อยครับ ซึ่งจะทราบเหตุผลว่าทำไมต้องเกริ่นนำครับ
ในช่วงวันที่ 24 ธันวาคม 2555 ผมและเพื่อนๆ ได้นัดกันว่าจะไปเที่ยวเกาะพยาม จ.ระนอง
แต่ปรากฎว่า กลุ่มเพื่อนผม 3 คน กลับไปเที่ยวกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง โดยไม่บอกผม
และที่สำคัญคือไปเที่ยวที่ ม่อนแจ่ม จ.เชียงใหม่ คนละภาคกันเลย จากทะเลไปภูเขา
ที่เพื่อนๆ ไม่บอกผม เพราะกลัวว่าผมจะโกรธ ผมมารู้ทีหลัง (ยิ่งโกรธหนัก 555)
ผมเลยได้ประชด ด้วยการถ้าเค้าเดินทางกลับ ผมก็เดินทางย้อนไปเชียงใหม่บ้าง
ด้วยการขับรถไปเที่ยวเพียงคนเดียวลำพัง ค่ำไหนนอนนั่น แล้วถ่ายภาพในสถานที่สวย
แล้วส่งทาง Line ไปเยาะเย้ย 555 กลับเข้าสู่เรื่อง

ผมใช้รถรุ่น W124 E280 ปี 1994 ใช้มาประมาณ 3 ปีกว่าๆ ผมเป็นคนขับรถไม่เร็ว
เหตุการณ์ของผมเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 30 ธันวาคม 2555 เวลาประมาณ 20.00 น.
เหตุเกิดตรงบริเวณถนนพหลโยธินขาเข้า ฝั่งตรงข้ามปั๊ม Sunny ก่อนถึงสถานีกองกำกับการ
ตำรวจทางหลวง ประมาณ10 เมตรในเขตประตูน้ำพระอินทร์
หลังจากที่เดินทางมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ในคืนนั้น มาด้วยความเร็วเฉลี่ย 120-140 km/h
ตลอดเส้นทาง ช้าบ้างเร็วบ้างตามสมควร จอดแวะตามทางบ่อยๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณสุดถนน
สายเอเชีย ขึ้นสะพานเพื่อเข้าสู่ถนนพหลโยธิน ปรากฎว่า วิ่งไปได้สักระยะหนึ่ง ก็มีเสียงแปลกๆ
และอาการของรถผม ก็คือ สั่นไปทั้งคันได้ซักประมาณ 1 นาที แล้วก็หายไป แต่......

ด้วยความที่เรามั่นใจ (เกินไป) ในรถของเราและการตรวจสภาพรถก่อนออกจากจุดหมายหนึ่ง
ไปยังปลายทาง ผมคิดแล้วว่ามันไม่ปรกติ ผมจึงได้เริ่มชลอรถและประคองรถเข้าไหล่ทางซ้ายสุด
แต่....แล้ว !!! มันก็มีเสียงดัง กุก กุก กุก ประมาณ 4-5 ครั้ง แล้วเกิดเสียง ปัง ตุ๊บบบบ ๆๆๆ

เหมือนมีอะไรไปฟาดซุ้มล้อหลังซ้าย ทันใดนั้น สติก็เตลิดไปแล้วครับ ว่าเกิดอะำไรขึ้น
ความเร็วตอนเกิดเสียง ปัง อยู่ที่ 140 km/h ผมก็เลยเริ่มคิดได้ทันใดนั้นว่ายางระเบิดแน่นอน
เกิดขึ้นได้อย่างไร...? ไปมาทั้งภูเขา ลำธาร น้ำตก บุกป่าฝ่าดง ไม่เป็นไร แล้วเกิดอะไรขึ้น...?

ผมเลยเริ่มชลอความเร็วด้วยการ ถอนคันเร่ง แต่ไม่เบรกนะครับ ลดเกียร์ลง ตามรอบเพื่อให้รถ
ชลอตัว จนกระทั่งใกล้หยุดนิ่ง แล้วจึงเบรกให้รถหยุด เพราะกลัวจะควบคุมรถไม่ได้ อยู่บนไหล่ทาง
ระยะทางประมาณ 700-1000 เมตรได้ จากจุดยางแตกจนกระทั่งหยุดนิ่ง

แต่ที่น่าตกใจก็คือ เมื่อจอดรถได้ความตกใจก็ยังอยู่ เลยนึกว่า รถเราทำไมไม่สะบัด หรือ
เีอียง หรือ หมุน เพราะจากข้อมูลที่ได้จากพี่ๆ ในเวป BON นี้ มันจะต้องมีอาการใดอาการหนึ่ง
เกิดขึ้น ผมจึง งง ว่าทำไมรถเราเป็นอะไร
ความโชคดีที่ 1 ก็คือ รถที่ตามหลังผมมานั้น ไม่มีเลยซักคัน จะมีก็เพียงเห็นไกลลิบๆ นู่น
ความโชคดีที่ 2 ก็คือ เมื่อลงมาแล้วยางหลุดออกจากล้อเลยครับ ล้อเปลือยไปครึ่งหนึ่ง
น่าจะลากมากับพื้นถนน ได้ 400-500 เมตรได้ มีร่องรอยนิดนึง
ความโชดดีที่ 3 ก็คือ จอดเสียตรงป้ายไฟของตำรวจทางหลวง มองไปด้านหน้าซ้าย
เห็นสถานีตำรวจทางหลวง พร้อมกับข้างๆ รถ มีกรวยที่ไว้สำหรับตั้งด่านประมาณ 8-10 อัน
ผมจึงเปิดไฟฉุกเฉิน เปิดกระโปรงหลัง พร้อมกับหยิบป้ายสามเหลี่ยมที่เราจะพบเห็นได้ด้านใน
ฝากระโปรงหลัง พร้อมกรวยเดินย้อนหลังไปประมาณ 20 ก้าว แล้วตั้งป้ายฉุกเฉินไว้หน้าสุด
แล้วตั้งกรวย มาเป็นระยะๆ จนถึงรถผม

จากนั้นก็หยิบยางอะไหล่เติมลมไว้ 42 ก่อนออกเดินทาง (555 ได้ใช้งานแล้วเน้อ...)
แต่จริงๆ ไม่อยากใช้ เฮ้อ! พร้อมกับหยิบอุปกรณ์ที่ติดมาให้กับรถคือแม่แรง นำไปเสียบใน
ช่องสำหรับขึ้นแม่แรงแต่ยังไม่ยก ประแจพร้อม ไข ไข ไข โอ้ แน่นมาก ไขไปไขมา
ปรากฎว่า ประแจไขหัก เง้อ !!! แล้วทีนี้จะทำยังไงอ่ะ ??? แย่แล้ว ๆ ๆ ทุกอย่างพร้อม
แต่อุปกรณ์พอจะใช้ดันชำรุด (จึงนึกถึง อุปกรณ์และเครื่องมือของพี่สมชาย :':)':)'()

ผมจึงได้ฉุกคิด เอ๊ะ ! มีสถานีตำรวจอยู่ข้างหน้า ข้ามถนน ไปขอยืมกากบาทขันล้อตำรวจดีก่า...
เข้าไปมีแต่ตำรวจเข้าเวร และแนะนำให้ผมรอสักครู่ จึงได้พบกับตำรวจอีกท่านพร้อมกับให้ยืม
กากบาท เพื่อมาถอดล้อ รอดไปเรา
 
Last edited:
ต่อ

หลังจากได้กากบาท มาขันล้อแล้วใช้เวลาในการเปลี่ยนยางอะไหล่ใส่เข้าำไป ประมาณ 10 นาที
เมื่อตรวจสอบล้อและยางที่ระเบิด ปรากฎว่า ถูกน๊อตหรือเหล็กแหลม แทงเข้าตรงกลางล้อ
รู ประมาณหัวนิ้วก้อย มิน่าหละ...! ยางถึงได้ระเบิดออกมาอย่างนี้ พร้อมกับเก็บข้าวของ
ขึ้นรถเตรียมออกรถ ไป......กลับบ้าน

แต่แล้ว.....หลังจากนั้นคิดว่าปัญหาน่าจะจบ แต่ ๆ ๆ ๆ ยางอะไหล่ความหนามันน้อยกว่าล้อจริง
น๊อตล้อ มันก็เลยยาวเกินไป ทำให้เวลาวิ่งไปมันเกิดเสียง แ๊ก๊ก แก๊ก แก๊ก ตามความเร็วของรถ
อาการนี้ผมเคยเป็นตอนเปลี่ยนล้อ ช่างบอกว่าน๊อตมันไปครูดกับสปริงเบรคมือ ถ้าขับไปเรื่อยๆ
ไม่สนใจ เบรคมือพัง ผมเลยต้องประครองรถวิ่งไป 10 km/h พร้อมกับเสียงเหมือนรถไถ
แต๊ก แต๊ก แต๊ก คนยืนรอรถที่ป้ายรถเมล์ มองมาที่รถผมทุกคน 555 พร้อมกับอมยิ้มและหัวเราะ

ตอนนั้นผมมีความคิดว่า ยังไงแล้วต้องหลบจากทางหลวง ออกไปให้ไกลที่สุดเพราะมัน
อันตรายมาก ที่จะจอดอยู่ข้างทางแบบนี้เป็นเวลานานๆ ตอนเปลี่ยนล้อ รถใหญ่ๆ วิ่งผ่านรถผมไป
ลมกระแทกมาที่รถผมแรงมาก ต้องคอยระวังแม่แรงว่าจะล้มหรือเปล่า ผมก็ประครองรถไป
ถามคนข้างทางไป จนเจอปั๊ม Caltex จึงจอดรถเพื่อดูอาการ

ผมจึงได้โบกรถ Taxi คันหนึ่งเพื่อที่จะไปหาที่ปะล้อ ตอนนั้นยังคิดอะไรไม่ออก คิดอยู่อย่างเดียว
ต้องปะล้อเดิมให้ได้ พี่คนขับ Taxi คันนี้ก็ขอดูล้อผม ตอนแรกก็กลัวเพราะทางมันมืด ร้านข้างทาง
ก็ปิดฉลองปีใหม่หมด จะมาไม้ไหน แต่พี่เค้าใจดีมาก บอกและแนะนำผมว่า อาจจะเป็นอาการอย่างอื่น
ก็เป็นไปได้ จนกระทั่งเขาเดินไปหยิบอุปกรณ์ท้ายรถมา พร้อมกับขึ้นแม่แรง ถอดล้อ ทำทุกอย่างด้วย
ความชำนาญ ไม่ถึง 5 นาที เมื่อถอดมาแล้ว พี่เค้าก็หยิบน๊อตล้อมาดู เค้าจึงร้องขึ้นมาว่า โอ้...!
น๊อตล้อไปเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง เพราะมันมีรอยสึกไปประมาณ 2 เกลียว ทุกตัว

พี่เค้าจึงแนะนำผมว่า ตอนนี้หาร้านปะยางยากมาก เพราะปิดไปฉลองปีใหม่หมด แนะนำให้ผมไป
หาร้านเจียน๊อตล้อจะง่ายกว่า เออ !.... เรื่องง่ายๆ ทำไมเราถึงคิดไม่ออก โง่นี่เรา เฮ้อ !:smash:

แล้วพี่คนขับ Taxi ท่านนี้ก็บอกให้ผมขึ้นรถ เพื่อไปหาที่เจียน๊อตล้อกับเค้า โดยที่พี่เค้าไม่ยอมกด
มิเตอร์ วนในปั๊มรอบแรกเพื่อกลับรถ พี่เค้าก็เหลือบไปเห็นอู่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ที่อยู่ด้านหลังปั๊ม
พี่เค้าจึงขับรถจะพุ่งไปที่ร้าน แต่ แต่ แต่ มีคลองกั้น เกือบไปแล้ว ร้านมันอยู่ในเส้นคลองครับ แต่ปั๊ม
อยู่อีกฝั่งคลอง ดูเหมือนใกล้ แต่พี่เค้าก็หาทางไปจนได้ ประกอบกับเจอน้องเจ้าของร้าน ที่กำลังฉลอง
ปีใหม่อยู่ พี่คนขับ ก็เข้าไปเรียกให้ผม น้องเค้าน่ารักมาก เจียให้ผมโดยไม่คิดตังค์ เค้าบอกช่วยๆ กัน
ผมเลยให้สินน้ำใจไปเพื่อตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ มิหนำซ้ำ เมื่อเจียล้อเสร็จกลับมาที่รถ พี่คนขับ
ก็จัดการใส่ล้อคืน ให้ผมเฉยเลย ผมถึงกับอึ้งเพราะผมเองก็เกรงใจ พี่เค้า แต่พี่เค้าก็บอกว่าไม่เป็นไร
ช่วยๆ กัน จนกระทั่งใส่ล้อเสร็จ พี่เค้ามีความชำนาญมาก ใส่แป๊บเดียว ผมใส่เองเกือบ 20 นาที

สุดท้ายเมื่อใส่ล้อเสร็จพี่เค้าก็ไปล้างมือล้างไม้ เรียบร้อย พร้อมกับบอกว่าขับอย่าเร็วมากนะครับ
และกำลังตั้งท่า จะออกรถ เฮ๊ย...! ทำอย่างนี้ได้อย่างไร ผมจึงรีบวิ่งไป.....?
ไหว้พี่เค้าอย่างงามๆ พร้อมกับให้สินน้ำใจตอบแทนไปเล็กน้อย แต่พี่เค้าไม่ยอมรับ จนกระทั่ง
ผมต้องบอกว่า พี่มีน้ำใจกับผม สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่จะตอบแทนกำลังใจที่พี่ให้ผม ไม่ใช่ผมดูถูกพี่
แต่พี่หยุดช่วยผมโดยไม่บ่นซักคำ และเสียเวลาทำมาหากิน พี่ต้องรับไว้นะครับ เค้าถึงจะรับ
เจอคนดีในสังคม ในครั้งนี้ถึง 2 คน ต้องขอยกย่องพี่ๆ ทั้ง 2 คน ด้วยครับ
 
Last edited:
เห็นกระทู้ บอก "อย่าวิ่งเร็ว" รีบเข้ามาดูเลย
 
สำหรับผม 120-140 ผมว่าเร็วพอสมควรแล้วนะครับ
 
ขออภัย WM ด้วยครับ
ที่ทำให้เข้าใจผิด มาม๊า ผมพูดอย่างนั้นจริงๆ

ต่อนะครับ สุดท้ายแล้วครับ

เมื่อขับรถกลับมาถึงบ้านก็ได้รับคำอวยพรจากบรรดา พ่อแม่ พี่น้อง เป็นชุดๆ
แต่ด้วยความที่ทุกคนเป็นห่วงนะครับ จึงโมโห พร้อมกับบรรเลงทุกแม่ไม้เพลงด่าเข้าให้
เพราะป๊าและม๊าผม จะเตือนผมทุกครั้ง เวลาขับรถ

แต่เมื่อลองมาพิจารณาดูแล้วว่า สิ่งใดๆ ที่เป็นความปลอดภัย ข้อแนะนำดีๆ ที่พี่ๆใน BON ของเรา
ได้เตือนมายังสมาชิกทุกท่านนั่นคือ ประสบการณ์และความหวังดีกับสมาชิกทุกคนครับ

และเมื่ออยู่ในเหตุการณ์จริงจึงทำให้ได้คิดว่า "สติเท่านั้น" ย้ำอีกครั้ง "สติเท่านั้น"
ที่จะช่วยเราให้ปลอดภัยจากอันตรายได้ โดยทำตามสิ่งที่พี่ๆ ในนี้ให้ได้ ต้องตั้งสติให้เร็ว
และเมื่อย้อนกลับมาคิดอีกครั้งตามที่ผมได้เกริ่นนำไปเมื่อ โพสแรกเกี่ยวกับเพื่อนนั้น

ถ้าหากคืนนั้นเพื่อนผมนั่งมาในรถด้วยก็เท่ากับว่าในรถ มี 4 คน เหตุการณ์ในคืนนั้น
ก็อาจจะไม่โชคดีแบบนี้เป็นแน่แท้ เพราะตอนเกิดเหตุผมตัวคนเดียวไม่เป็นไร
แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนๆ ของผม ผมคงจะิรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตแน่ๆ
ดังคำกล่าวที่ว่า "ปานาอภิปูชยานัง" อย่าเอาปลาร้ามาที่ตรูนั่ง เอ๊ย ! ไม่ใช่....?:smash:

"ตัวเราต้องตั้งอยู่ในสติ หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้" เคยได้ยินใช่ไหมเวลาพระเทศน์
ตัวผมไ้ด้ใช้จริงๆ ก็คราวนี้

และสุดท้ายผมต้องขอขอบคุณพี่ๆ ทุกท่านใน BON นี้ ที่ได้นำสาระและความรู้เกี่ยวกับ
ความปลอดภัยและวิธีต่างๆ เมื่ออยู่ในเหตุการณ์ฉุกเฉิน นำมาเรียบเรียงให้พวกเราได้อ่าน
และขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านมายืดยาว นี่ก็เป็นสิ่งเตือนใจสำหรับใครๆอีกหลายคน
ขอบคุณมากๆ ครับ

ต่อให้รถสมรรถนะดีแค่ไหน อุปกรณ์จะดีเพียงไร ก็ไม่ช่วยอะไรท่าน
ตราบใดที่ คนอยู่หลังพวงมาลัย ขาดสติ และยั้งคิด.....

"อุ๊ย...! คุณพระช่วย"
พระก็ช่วยท่านไม่ได้หรอกครับ พระท่านไม่อยู่กับเราตั้งแต่ขับเกิน 80 แล้วครับ"

"ตั้งสติ ก่อนสตารท์ พลาดพลั้งไปแล้วบางอย่างไม่สามารถเอากลับคืนมาครับ"

ขอบคุณมากครับ:):):)
 
Last edited:
สำหรับผม 120-140 ผมว่าเร็วพอสมควรแล้วนะครับ

ต้องขอขอบคุณ พี่ Coffee Cup ที่เตือนสติผมครับ

ผมก็ขับเร็วอยู่เป็นบางช่วงครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 100-110
แต่ช่วงขากลับ ไม่รู้อะไรเข้าสิงผมครับ ทำให้ขับเร็วขนาดนั้น
ขอบคุณมากครับ
 
ต้องขอขอบคุณ พี่ Coffee Cup ที่เตือนสติผมครับ

ผมก็ขับเร็วอยู่เป็นบางช่วงครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 100-110
แต่ช่วงขากลับ ไม่รู้อะไรเข้าสิงผมครับ ทำให้ขับเร็วขนาดนั้น
ขอบคุณมากครับ

-------------

อุบัติเหตุมักเกิด ตรง " ส่วนน้อย " นะครับ
ตอนอะไรเข้าสิงนะ ชิวิตเราเค้าส่งสัญญาญว่า ไม่อยากอยู่กะเราแล้ว

เห็น สมช. บอกว่าขับ ร้อยสี่ ทีไร ผมก็นึกในใว่าจะรีบไปไหน อัพเบรค อัพล้อแล้ว
ก็ไม่น่าเอาอยู่

เป็นห่วงจิงๆๆคับ
 
ขอบคุณที่นำประสบการณ์ตรงมาบอกกล่าวให้กับสมาชิกครับ
 
ถ้าเจอแบบนี้ แก้บัญหา

เอาล้ออะไหล่ ไปใส่ล้อหน้า

แล้วเอาล้อหน้า มาใส่ล้อหลัง

แล้ว กลับบ้านนอน ตอนเช้าขับ ไปหาร้านยาง จบ
 
Back
Top