ยืดอายุเกียร์อัตโนมัติด้วย Oil Cooler
ในระบบเกียร์อัตโนมัติของ W124 น้ำมันเกียร์ออโต้ ถ้าไม่ใช้ของเบ้นซ์
ก็ใช้ยี่ห้ออื่นที่ได้มาตรฐาน Dexron ΙІ หรือ Dexron ІІІ
บางท่านหันไปใช้พวก Fully Synthetic ที่ผ่านการรับรองจากเบ้นซ์
ไม่ว่าท่านจะใช้ยี่ห้ออะไร ที่ได้ตามมาตรฐานข้างต้น ถือว่าดีหมด
แต่เคยสังเกตบ้างไหมว่าน้ำมันเกียร์ที่ถ่ายออกมา ทั้งสี และกลิ่น
ต่างจากของเดิมมากไหม หากเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นแบบเหม็นไหม้
แสดงว่าน้ำมันเกียร์ใกล้หมดสภาพ หรือหมดสภาพแล้ว
สีและกลิ่นน้ำมันเกียร์ที่ถ่ายออกมา บ่งชี้สภาพน้ำมันเกียร์
สาเหตุสำคัญที่ทำให้อายุเกียร์อัตโนมัติสั้นลง เนื่องจากน้ำมันเกียร์ร้อนจัด
อุณหภูมิน้ำมันเกียร์สูงเกินขีดจำกัด ทำให้คุณสมบัติน้ำมันเกียร์เปลี่ยนแปลง
เกิดการสึกหรอภายในเกียร์สูง
ปกติอุณหภูมิน้ำมันเกียร์ที่วิศวกรออกแบบไว้
จะอยู่ในช่วง 80 C ถึง 105 C แต่สภาพการใช้งานจริงบางครั้งอุณหภูมิน้ำมันเกียร์
อาจสูงกว่า เนื่องจากสภาพการจราจรที่ติดขัด, สภาวะอากาศร้อนจัด, สภาพทาง
ขึ้นลงเขา หรือระบบระบายความร้อนบกพร่อง
ฝรั่งวิจัยเรื่องอุณหภูมิน้ำมันเกียร์ สัมพันธ์กับอายุน้ำมันเกียร์ได้อย่างน่าสนใจ
ทุกๆ 10 C ที่เพิ่มขึ้นของน้ำมันเกียร์ อายุน้ำมันเกียร์จะลดลงครึ่งหนึ่ง
ที่อุณหภูมิ 80 C สามารถยืดระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายถึง 160,000 ก.ม.
ที่อุณหภูมิ 90 C ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายจะเหลือ 80,000 ก.ม.
ที่อุณหภูมิ 100 C ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายจะเหลือ 40,000 ก.ม.
ที่อุณหภูมิ 110 C ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายจะเหลือ 20,000 ก.ม.
ที่อุณหภูมิ 115 C Additive ในน้ำมันเริ่มเสื่อมสภาพ
ภาพแสดงความสัมพันธ์อุณหภูมิและอายุน้ำมันเกียร์
W124 ขณะใช้งานสังเกต เกจ์อุณหภูมิน้ำจะอยู่ระหว่าง 85 C 100 C
ขึ้นอยู่กับสภาพการขับ และสภาพอากาศ สิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่าเครื่องร้อนเกิน
ไปหรือเปล่า สังเกตได้จากเข็มความร้อนอยู่ใกล้ 100 เกือบตลอดเวลาหรือเปล่า
ความถี่การทำงานของพัดลมไฟฟ้าในสเต๊ปสอง เพราะจะทำงานเมื่อน้ำร้อน
ประมาณ 105 C หากทำงานถี่ผิดปกติ แสดงว่าระบบระบายความร้อนมีปัญหาแล้ว
ควรรีบดำเนินการแก้ไขระบบหล่อเย็น เพราะน้ำมันเกียร์ก็หมุนเวียนมาระบาย
ความร้อนที่หม้อน้ำก่อนกลับไปที่เกียร์ หากน้ำมันเกียร์ระบายความร้อนได้ไม่ดี
จะทำให้น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น และการสึกหรอในเกียร์สูงด้วย
เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนน้ำมันเกียร์ด้วย Oil Cooler
ติดตั้ง Fin and Tube Oil Cooler ในตำแหน่งหน้าคอยล์ร้อน
Oil Cooler ที่ใช้กันทั่วไปมีอยู่ 3 แบบ เรียงจากประสิทธิภาพต่ำสุด ราคาถูกสุด
ไปหาประสิทธิภาพสูงสุด ราคาแพงที่สุด คือ
1. Fin and Tube ลักษณะเป็นท่อกลมขดไปมามีครีบระบายความร้อนอยู่รอบๆ
ส่วนใหญ่ทำด้วยอลูมิเนียม บางผู้ผลิตจะพ่นเคลือบสีดำผิวด้านนอกเพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพระบายความร้อน Cooler แบบนี้เมื่อเทียบกับแบบอื่นๆ ในขนาด
กว้าง x ยาว เท่ากันจะมีพื้นผิวระบายความร้อนน้อยที่สุด ประสิทธิภาพต่ำที่สุด
แต่ราคาไม่แพง
2. Plate and Fin Cooler ลักษณะเป็นท่อแบน พื้นที่ผิวระบายความร้อน
มากกว่าแบบ Fin and Tube ในขนาดที่เท่ากัน
3. Stacked Plate Cooler ลักษณะเป็นท่อแบนเรียงชิดกันมีครีบระบายความ
ร้อนอยู่รอบนอก บางแบบภายในท่อยังมีแผ่นกั้นซ้อนอยู่ภายในท่อเพื่อเพิ่มพื้นผิว
ระบายความร้อน เป็นแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบ
กับแบบอื่นๆ
ขนาด Oli Cooler พิจารณาเลือกจาก GVW (Gross Vehicle Weight)
ซึ่งผู้ผลิตจะบอกไว้สำหรับแต่ละรุ่น แต่สำหรับวิธีแบบบ้านๆ ให้กำหนดพื้นที่
ติดตั้งก่อน ซึ่งควรเป็นบริเวณขณะรถวิ่งมีลมปะทะสะดวก
เลือกแบบ Oil Cooler และขนาดใหญ่สุดเหมาะกับพื้นที่ได้เลยตามกำลังทรัพย์
อ้างอิง:
http://transmissionrepairguy.com/transmission-cooler/
http://www.onallcylinders.com/2017/05/04/transmission-cooler-guide/
http://www.haydenauto.com/featured products-transmission and engine oil coolers/content.aspx