คุยสารพัดเรื่องกับ Mr.Lo

Mr.Lo

New member
ก่อนอื่นขอชี้แจงว่าโพสนี้ไม่มีการ-ซื้อขาย หรือผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆแอบแฝง จุดประสงค์เพื่อแชร์แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่าง
ซึ่งอยากรวบรวมไว้เพื่อง่ายแก่การค้นหาต่อไปเท่านั้นครับ
 
ขุดกระทู้ขึ้นมาอีกครั้ง จะค่อยๆรวบรวมเรื่องที่เป็นประโยชน์กับสมาชิก
จากประสบการณ์กับ W124 E220 มาเล่าสู่กันฟัง
ตามที่คุณ BIN389 ได้สอบถามทาง PM เมื่อหลายวันก่อน
ผมไม่สามารถตอบกลับได้ เนื่องจากมีข้อความว่าผู้รับไม่เปิดใช้งาน
ขอตอบตรงนี้ละกัน สวิทซ์ปรับเบาะของ W124 มีอยู่สองแบบ
คือแบบมีเมมโมรี่ กับไม่มีเมมโมรี่ เลือกซื้อให้ตรงกับรถ
สอบถามพ่อค้าในเว๊ปเลยครับ ไม่น่าจะหายากครับ

:D
 
สวัสดีครับพี่ Mr.Lo
ผมยังตามอ่านกระทู้พี่อยู่นะครับ:)
 
สวัสดีครับพี่ Mr.Lo
ผมยังตามอ่านกระทู้พี่อยู่นะครับ:)

ขอบคุณครับ ที่ยังตามอยู่ รูปในกระทู้เก่าที่ฝากไว้หายไปเยอะเลย
คงต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะรวบรวมกลับมา ทำเป็นเรื่องราวใหม่
จะค่อยๆทำไปละกันนะครับ


:D
 
ปั้มเติมลมยางพกพา

เมื่อหลายวันก่อน ตอนเช้าจะออกรถ ปรากฏว่ายางหน้าซ้ายแบนติดพื้นเลยครับ
เหตุการณ์แบบนี้เกิดกับผมเป็นครั้งที่สองในชีวิต แต่ผมมีปั้มลมแบบพกพาใช้ไฟ 12 V.
จัดการเติมลมแล้วไปร้านปะยาง ถ้าผมไม่มีปั้มลมช่วยคงมีทางเลือก 2 ทาง
คือเอายางอะไหล่มาเปลี่ยน หรือตามช่างมาที่บ้าน
จึงอยากแนะนำทุกท่านให้หามาติดรถ เพราะเหมาะใช้เติมลมตอนเช้าขณะยางเย็น
ใช้ยามฉุกเฉินเมื่อยางแบน หรือใกล้จะแบน ก่อนไปร้านปะยาง มันสบายกว่ากันเยอะเลยครับ

แม้ว่าปั้มลมพกพาจะมีเกจ์วัดลมมาพร้อม แต่แนะนำว่าควรมีที่วัดลมยางขนาดพกพาสะดวกสักตัว
ไว้ตรวจสอบความเที่ยงตรง ถ้าไม่ตรงกันแสดงว่าตัวใดตัวหนึ่งคลาดเคลื่อน และไว้เช็คลมยางประจำอาทิตย์
หรือประจำเดือน (ส่วนใหญ่ผมเดินดูรอบๆรถถ้าสงสัยค่อยวัดลมยาง)

ปั้มเติมลมยางพกพา

AvkJfux.jpg




เกจ์วัดลมยาง

mG7a3GZ.jpg


:D
 
Last edited:
สายพ่วงแบตเตอรี่ และวิธีการพ่วง

หลายๆท่านอาจเคยสตาร์ทเครื่องฯ ขณะแบตเตอรี่ไฟหมดหรือใกล้หมด
ทำให้สตาร์ทเครื่องฯไม่ได้ หากเรามีสายพ่วงแบตเตอรี่ติดรถไว้
อาจขอพ่วงแบตเตอรี่จากรถคันอื่น เพื่อให้สตาร์ทเครื่องฯติดก่อนไปร้านแบตฯ
เช็คสภาพแบตเตอรี่ และไดชาร์จ ทำการแก้ไขต่อไป

วิธีพ่วงสายแบตเตอรี่

[YOUTUBE]G2nbl68I8cI[/YOUTUBE]

เพิ่มเติมจากในคลิป หลังจากพ่วงสายเรียบร้อยแล้ว
อย่ารีบสตาร์ทรถคันที่แบตฯไฟอ่อน หริอไฟหมดทันที
ถ้ามีอุปกรณ์ที่กินไฟเปิดทิ้งไว้ ให้ปิดก่อนสตาร์ท
สตาร์ทรถคันที่แบตฯดีก่อน เร่งเครื่องฯเล็กน้อย ประมาณ 2000 รอบ/นาที
แล้วค่อยสตาร์ทคันที่แบตฯไฟหมด เมื่อติดแล้วอย่าดับเครื่องยนต์

การสตาร์ทต่อเนื่องห้ามเกิน 30 วินาที ถ้ารถสตาร์ทไม่ติดต้องพักสัก 10 วินาที
แล้วค่อยสตาร์ทใหม่ มิฉะนั้นมอเตอร์สตาร์ทอาจไหม้ได้
ถ้าขณะสตาร์ทคันที่แบตฯหมด กำลังไฟไม่พอ (เครื่องยนต์หมุนช้ากว่าปกติ)
ให้หยุดการสตาร์ท ให้รถคันที่แบตฯดีเร่งเครื่องฯเล็กน้อยเพื่อช่วยชาร์จไฟ
เข้ารถคันที่แบตฯไฟหมดสัก 10 – 15 นาที เพื่อเพิ่มพลังไฟในแบตฯลูกที่หมด
ก่อนเริ่มสตาร์ทเครื่องฯใหม่ เมื่อเครื่องฯติดแล้วถอดสายพ่วงตามขั้นตอนในคลิป
วิธีข้างต้นรถเก๋งที่มีแบตฯเล็กกว่า สามารถพ่วงช่วยรถกระบะที่มีแบตฯใหญ่กว่า
ให้สตาร์ทติดได้ ถ้าสายพ่วงไม่เล็กเกินไป (ทำให้จ่ายกระแสไฟไม่พอ)


สายพ่วงแบตเตอรี่ที่ไม่ควรซื้อมาติดรถ

[YOUTUBE]MBfnX85T6x0[/YOUTUBE]



ตัวอย่างสายพ่วงแบตเตอรี่ สั่งร้านซ่อมไดชาร์จ-ไดสตาร์ททำให้
ความยาวต่อเส้น 2.5 เมตร ใช้สายไฟตู้เชื่อมขนาด 50 ตาราง ม.ม.
ไม่ควรใช้สั้นกว่านี้

MXW7IEL.jpg



8ns2p38.jpg


T00xZwz.jpg


:D
 
Last edited:
ควรเปลี่ยนท่อยางน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อไหร่ ? แบบไหนดี ?

ท่อน้ำมันในห้องเครื่องยนต์ มีอยู่สองเส้นซึ่งควรหมั่นตรวจสอบการรั่วซึม
ปกติเส้นที่จะรั่วซึมก่อนคือเส้นที่มีแรงดันส่งมาจากปั้มติ๊ก

การรั่วซึมเล็กน้อยบริเวณท่อยาง แจ้งให้เราทราบว่าควรเปลี่ยนท่อยางแล้ว

v98Bdex.jpg




ในรูปข้างบนเป็นท่อน้ำมันในรถ W124 E220 ปกติท่อน้ำมันจากโรงงาน
จะเป็นข้อต่อขันเกลียวทั้งสองด้านมาพร้อมกับท่อยาง เมื่อท่อเดิมแตกจึงใช้
คัตเตอร์ตัดออกจากข้อต่อเดิมทั้งสองด้าน
หาท่อยางรูในขนาด 5/16” (7.9 มม.) ตัดความยาว 42 ซ.ม. สำหรับท่อแรงดันที่แตก
ส่วนท่อส่งกลับถังตัดความยาว 45 ซม. สวมท่อเข้าข้อต่อเดิมพร้อมแคล้ม
รัดท่อฝั่งละอัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนไม่ยุ่งยากอะไร
เครื่องมือที่ใช้มีคัตเตอร์สำหรับใช้กรีดท่อยางเดิมออกจากข้อต่อ กรรไกรสำหรับ
ตัดท่อ หรือจะใช้คัตเตอร์ก็ได้ ไขควงสำหรับขันแคล้มรัดท่อ
ก่อนใส่ท่อยางใหม่เข้ากับข้อต่อเดิม แนะนำให้ใช้น้ำยามีส่วนผสมซิลิโคน
เช่นน้ำยาเคลือบเบาะ ทาภายในรูท่อยางสักเล็กน้อย เพื่อช่วยใส่ท่อยางง่ายขึ้น

สิ่งที่สำคัญมากคือ ท่อยางที่จะนำมาเปลี่ยนจะต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำ SAE 30R9
ผมเคยใช้ท่อยางมาตรฐาน R6 และ R7 อายุใช้งานไม่ถึงปีต้องเปลี่ยนเพราะ
รั่วซึม หลังสุดคือแตกแบบกลิ่นเบนซินเข้ามาในรถ

ท่อยางที่นำมาเปลี่ยนหลังสุด ใช้งานจะครบปีในเดือนหน้า

irr2xxp.jpg




MPiY6zf.jpg




เปรียบเทียบหน้าตัดท่อยางมาตรฐาน R7 ฝั่งซ้ายมือ และมาตรฐาน R9 ฝั่งขวามือ

fyijafb.jpg





แนะนำมาตรฐานท่อฯที่ควรใช้คือ SAE 30R9 และ SAE J30R14T2 หรือ T3

7qjfkm7.jpg



zDfFqza.jpg




อ้างอิงข้อมูล : Gates Fuel Systems

:D
 
Last edited:
สายพ่วงแบตและปั๊มลมมีประโยชน์ ใช้ช่วยตัวเองยามฉุกเฉิน รวมทั้งในบางโอกาสเหมาะสมสามารถช่วยเพื่อนร่วมทางได้ด้วยครับ สำหรับการใช้เติมลมในรถที่ยางแบบแต๊ดแต๋นั้นบางครั้งปั๊มลมเข้าไปแล้วมีลมรั่วออกที่ชอบยางขณะปั๊ม ทั้งเพราะหากลมยางในล้อไม่เหลืออยู่เลยขอบยางอาจเผยอออกจากขอบล้อ การเติมลมจากปั๊มถังหรือท่อเติมลมในปั๊มหรือร้านยางไม่มีปัญหานี้เพราะแรงอัดลมสูงลมเข้าล้อเร็วจึงดันขอบล้อได้สนิทลมจึงไม่รั่วที่ขอบ แต่ปั๊มลมท้ายรถเราใช้ไฟ 12 V. มอร์เตอร์เล็กลมมีแรงอัดน้อย ทางแก้ต้องขึ้นแม่แรงให้ล้อที่แบนลอยพ้นพื้นจะช่วยให้ขอบยางไม่ถูกกด (อาจต้องช่วยเคาะๆๆ ดันขอบให้เขาที่ด้วย) กรณีที่ตรวจพบตะปูที่เป็นสาเหตุให้ยางแบนนั้นอย่ารีบดึงออกครับ รอให้ช่างร้านปะยางเป็นคนดึงออกเอง การดึงออกก่อนตอนนั้นจะทำให้ยางรั่วเร็วขึ้นอาจวิ่งไปไม่ถึงปั๊มน้ำมันที่มีร้านบริการปะยาง
 
ขอบคุณ คุณNiroj3536 ที่ช่วยเสริมครับ
ทำให้ผมนึกออกอีกเรื่อง คือปั้มลมพกพา 12 V.
ซิ้อแบบปั้มคู่จะสูบลมได้เร็ว มียี่ห้อหน่อยจะไม่เสียง่าย
ถ้าคนขายเขาขายหลายยี้ห้อ บอกคนขายว่าจะไปใช้กับรถตู้
ขับในกรุงเทพ ไม่ต้องพกยางอะไหล่ มีปั้มลมตัวเดียวพอ


:D
 
Last edited:
รถ W124 ใช้แก๊ส LPG ท่อเบนซินแตก ระหว่างเดินทางทำไงดี ?

หลายท่านอาจเคยเจอปัญหา ได้กลิ่นเบนซินโชยเข้ามาในรถ
เปิดฝากระโปรงรถเห็นน้ำมันหยดติ๋งๆ บริเวณท่อยางเบนซิน
หรือรั่วที่ท่อยางเบนซินใต้ท้องรถ ไม่กล้าขับต่อ

ถ้ารถคุณมีสวิทซ์เฉพาะสำหรับตัดการทำงานของปั้มติ๊ก
กรณีนี้ง่ายที่สุดแค่ตัดการทำงานปั้มติ๊ก สตาร์ทเครื่องฯด้วยแก๊ส
ขับใช้งานไปก่อน ค่อยดำเนินการซ่อมเมื่อสะดวก

แต่ถ้ารถคุณไม่มีสวิทซ์ตัดการทำงานปั้มติ๊ก เป็นรุ่น W124
ไม่อยากเสี่ยงขับต่อ อยู่ระหว่างเดินทางต่างจังหวัด เรียกช่างก็ไม่มา
อยากขับรถทำธุระให้เสร็จ แล้วค่อยไปอู่ที่คุณไว้ใจ
หากคุณมีทักษะงานช่างบ้าง มีเครื่องมือพื้นฐานประจำรถ
ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้เลยครับ สำหรับแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า

1.ถอดขั้วแบตเตอรี่ และตัวยึด ยกแบตเตอรี่ออกมาวางนอกรถ

2.แกะแผ่นพลาสติกที่อยู่ด้านหลังแบตฯออก จะเห็นกล่อง ECU ตรงกลาง
รีเลย์ปั้มติ๊ก(สีเขียว) จะอยู่ทางซ้ายมือด้านหลังรีเลย์แอร์
หากมือคุณไม่ใหญ่มากอาจล้วงเข้าไปถอดออกมา โดยดึงขึ้นมาตรงๆ

ถ้าจำเป็นต้องถอดอุปกรณ์อื่นออกดูตามภาพข้างล่างครับ


ใช้ไขควงถอดสกรูล๊อคขั้วเสียบกล่อง ECU ออก

8prNNzT.jpg





ถอดรีเลย์แอร์ออก โดยดึงขึ้นมาตรงๆ

osKty52.jpg



ถอดรีเลย์ปั้มติ๊กสีเขียวออก โดยดึงขึ้นมาตรงๆ

WaS2BZD.jpg




เมื่อคุณถอดรีเลย์ปั้มติ๊กออกแล้ว ปั้มติ๊กจะหยุดทำงานเมื่อสตาร์ทติดด้วยแก๊ส
สามารถใช้งานจนกว่าคุณจะสะดวกไปอู่ หรือจะเปลี่ยนท่อยางเบนซินด้วยตัวเอง

หลายท่านเข้าใจผิดว่าเมื่อถอดขั้วแบตออก หรือขั้วเสียบกล่อง ECU ออก
จะทำให้โปรแกรมจูนแก๊สเพี้ยนไป จริงๆแล้ว ECU เครื่องจะกลับไปที่ค่าเริ่มต้น
ส่วนระบบแก๊สหัวฉีดจะมีกล่อง ECU เฉพาะ ค่าต่างๆที่จูนแก๊สเดิมนั้นจะไม่เปลี่ยน

ดังนั้นหลายๆท่านที่มีปัญหาใช้แก๊สไปพักหนึ่ง มีปัญหาสตาร์ทด้วยน้ำมันยากขึ้น
ลองถอดขั้วแบตออกสักพักใหญ่ๆ ให้ ECU กลับไปค่าเริ่มต้น ทดลองใช้งานด้วย
น้ำมันอย่างเดียวสักอาทิตย์หนึ่ง หากอาการสตาร์ทด้วยน้ำมันเป็นปกติแล้ว
ไปหาอู่จูนแก๊สใหม่ เพราะอาการที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากการจูนแก๊สไม่สมบูรณ์
ทำให้ ECU เครื่องมันจะค่อยๆเพี้ยน จนเกิดอาการสตาร์ทด้วยน้ำมันยากขึ้น

:D
 
Last edited:
อาการคลัทคอมแอร์ฯตัดแล้วไม่ต่อ อาจเกิดจากรีเลย์แอร์เสีย

ขณะขับรถแอร์เกิดไม่เย็น เมื่อดับเครื่องสตาร์ทใหม่แอร์กลับมาเย็นปกติ
อาจเกิดจากหน้าคลัทคอมแอร์ เกิดการสลิป หรือทำงานผิดปกติ
ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก

-ฟิวส์หลวม หรือขาด
-สายพานหย่อน อาจเนื่องจากรอกดันสายพานชำรุด
-สายพานลื่น อาจเกิดจากเปียกน้ำ หรือน้ำมัน
-น้ำมันพาวเวอร์หยดใส่หน้าคลัทคอมฯ
-รีเลย์แอร์เสีย หรือขั้วเสียบรีเลย์แอร์หลวม
-ขั้วไฟท้ายท้ายคอมฯหลวม
-หน้าคลัทสึกหรอ ระยะห่างหน้าคลัทมากเกินไป
-เซ็นเซอร์ท้ายคอมฯเสีย
-ซีลหน้าคอมฯคอมรั่ว

อาการแอร์ไม่เย็น เมื่อดับเครื่องฯ สตาร์ทใหม่แอร์กลับมาเย็นปกติเป็นบ่อยๆ
ลองตรวจความตึงสายพาน มีคราบน้ำมันพาวเวอร์รั่วใส่หน้าคลัทคอมฯไหม
ที่เป็นกันบ่อยคือรีเลย์แอร์เสีย หรือขั้วต่อรีเลย์หลวม
การซ่อมเหมาะกับผู้มีทักษะทางช่าง ชอบแก้ไขด้วยตัวเอง
สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป สังเกตอาการก่อนไปพบช่างแอร์เบ้นซ์ดีที่สุด

การดัดแปลงรีเลย์ แทนรีเลย์แอร์เดิม ไม่แนะนำเพราะว่า
-จะมีอาการเครื่องจะสตุด ขณะคอมฯตัดต่อ เพราะไม่มีชดเชยรอบเครื่อง
-ขณะเหยียบคันเร่ง เพื่อเร่งเครื่องทันทีทันใด (Kick Down) จะไม่ตัดการทำ
งานของคอมฯ แต่รีเลย์แอร์เดิมจะตัดการทำงานคอมฯ เพื่อให้รถมีแรงเพิ่มขึ้น
-เมื่อคลัทหน้าคอมฯเกิดอาการลื่น หรือคอมฯน๊อคหมุนไม่ไป จะไม่ตัดการทำงานคอมฯ


บรรยายมาเยอะแค่อยากจะบอกว่า W124 E220 รีเลย์แอร์ พาร์ทนัมเบอร์อะไร

WdI2ZDY.jpg




หมายเหตุ: ข้อมูลรวบรวมจากสมาชิกเก่า ที่เคยโพสไว้ในบอร์ด

:D
 
Last edited:
Overload Relay สำคัญอย่างไร

Overload Relay ทำหน้าที่จ่ายไฟให้กับ ECU, Idle Speed Control, ABS, รีเลย์ปั้มติ๊ก

เมื่อ Overload Relay เสีย ทำให้อุปกรณ์ข้างต้นไม่ทำงาน หรือทำงานผิดปกติ
อาการที่พบบ่อยคือขับรถอยู่ดีๆเครื่องยนต์ดับไปเฉยๆ เมื่อสตาร์ทใหม่ก็ติด
มีอาการเป็นระยะ ท่านที่เจออาการดังกล่าวควรพบช่างเพื่อแก้ไขโดยด่วน
เพราะหากเป็น Overload Relay เสียจริง รถไปเสียในต่างจังหวัดจะหาอะไหล่
มาทดลองเปลี่ยน หรือเปลี่ยนจริงคงลำบาก


ตำแหน่ง Overload Relay อยู่ขวามือกล่องอีซียู

Q5IdwxQ.jpg




Part No. Overload Relay สำหรับ W124 E220

9nRXAB5.jpg




:D
 
Last edited:
ยืดอายุเกียร์อัตโนมัติด้วย Oil Cooler

ในระบบเกียร์อัตโนมัติของ W124 น้ำมันเกียร์ออโต้ ถ้าไม่ใช้ของเบ้นซ์
ก็ใช้ยี่ห้ออื่นที่ได้มาตรฐาน Dexron ΙІ หรือ Dexron ІІІ
บางท่านหันไปใช้พวก Fully Synthetic ที่ผ่านการรับรองจากเบ้นซ์

ไม่ว่าท่านจะใช้ยี่ห้ออะไร ที่ได้ตามมาตรฐานข้างต้น ถือว่าดีหมด
แต่เคยสังเกตบ้างไหมว่าน้ำมันเกียร์ที่ถ่ายออกมา ทั้งสี และกลิ่น
ต่างจากของเดิมมากไหม หากเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นแบบเหม็นไหม้
แสดงว่าน้ำมันเกียร์ใกล้หมดสภาพ หรือหมดสภาพแล้ว


สีและกลิ่นน้ำมันเกียร์ที่ถ่ายออกมา บ่งชี้สภาพน้ำมันเกียร์

5MaMgBq.jpg




สาเหตุสำคัญที่ทำให้อายุเกียร์อัตโนมัติสั้นลง เนื่องจากน้ำมันเกียร์ร้อนจัด
อุณหภูมิน้ำมันเกียร์สูงเกินขีดจำกัด ทำให้คุณสมบัติน้ำมันเกียร์เปลี่ยนแปลง
เกิดการสึกหรอภายในเกียร์สูง

ปกติอุณหภูมิน้ำมันเกียร์ที่วิศวกรออกแบบไว้
จะอยู่ในช่วง 80 C ถึง 105 C แต่สภาพการใช้งานจริงบางครั้งอุณหภูมิน้ำมันเกียร์
อาจสูงกว่า เนื่องจากสภาพการจราจรที่ติดขัด, สภาวะอากาศร้อนจัด, สภาพทาง
ขึ้นลงเขา หรือระบบระบายความร้อนบกพร่อง

ฝรั่งวิจัยเรื่องอุณหภูมิน้ำมันเกียร์ สัมพันธ์กับอายุน้ำมันเกียร์ได้อย่างน่าสนใจ
ทุกๆ 10 C ที่เพิ่มขึ้นของน้ำมันเกียร์ อายุน้ำมันเกียร์จะลดลงครึ่งหนึ่ง
ที่อุณหภูมิ 80 C สามารถยืดระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายถึง 160,000 ก.ม.

ที่อุณหภูมิ 90 C ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายจะเหลือ 80,000 ก.ม.
ที่อุณหภูมิ 100 C ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายจะเหลือ 40,000 ก.ม.
ที่อุณหภูมิ 110 C ระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายจะเหลือ 20,000 ก.ม.
ที่อุณหภูมิ 115 C Additive ในน้ำมันเริ่มเสื่อมสภาพ


ภาพแสดงความสัมพันธ์อุณหภูมิและอายุน้ำมันเกียร์

TRzOPrj.jpg




W124 ขณะใช้งานสังเกต เกจ์อุณหภูมิน้ำจะอยู่ระหว่าง 85 C – 100 C
ขึ้นอยู่กับสภาพการขับ และสภาพอากาศ สิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่าเครื่องร้อนเกิน
ไปหรือเปล่า สังเกตได้จากเข็มความร้อนอยู่ใกล้ 100 เกือบตลอดเวลาหรือเปล่า
ความถี่การทำงานของพัดลมไฟฟ้าในสเต๊ปสอง เพราะจะทำงานเมื่อน้ำร้อน
ประมาณ 105 C หากทำงานถี่ผิดปกติ แสดงว่าระบบระบายความร้อนมีปัญหาแล้ว
ควรรีบดำเนินการแก้ไขระบบหล่อเย็น เพราะน้ำมันเกียร์ก็หมุนเวียนมาระบาย
ความร้อนที่หม้อน้ำก่อนกลับไปที่เกียร์ หากน้ำมันเกียร์ระบายความร้อนได้ไม่ดี
จะทำให้น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น และการสึกหรอในเกียร์สูงด้วย


เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนน้ำมันเกียร์ด้วย Oil Cooler

db0PheH.jpg





ติดตั้ง Fin and Tube Oil Cooler ในตำแหน่งหน้าคอยล์ร้อน

DaICfVY.jpg




Oil Cooler ที่ใช้กันทั่วไปมีอยู่ 3 แบบ เรียงจากประสิทธิภาพต่ำสุด ราคาถูกสุด
ไปหาประสิทธิภาพสูงสุด ราคาแพงที่สุด คือ

1. Fin and Tube ลักษณะเป็นท่อกลมขดไปมามีครีบระบายความร้อนอยู่รอบๆ
ส่วนใหญ่ทำด้วยอลูมิเนียม บางผู้ผลิตจะพ่นเคลือบสีดำผิวด้านนอกเพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพระบายความร้อน Cooler แบบนี้เมื่อเทียบกับแบบอื่นๆ ในขนาด
กว้าง x ยาว เท่ากันจะมีพื้นผิวระบายความร้อนน้อยที่สุด ประสิทธิภาพต่ำที่สุด
แต่ราคาไม่แพง

BeJL2c5.jpg




2. Plate and Fin Cooler ลักษณะเป็นท่อแบน พื้นที่ผิวระบายความร้อน
มากกว่าแบบ Fin and Tube ในขนาดที่เท่ากัน

UCAHU7V.jpg




3. Stacked Plate Cooler ลักษณะเป็นท่อแบนเรียงชิดกันมีครีบระบายความ
ร้อนอยู่รอบนอก บางแบบภายในท่อยังมีแผ่นกั้นซ้อนอยู่ภายในท่อเพื่อเพิ่มพื้นผิว
ระบายความร้อน เป็นแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบ
กับแบบอื่นๆ

Kfw3Nub.jpg



aPrsx55.jpg



jcoVIO5.jpg




OKTH5Wy.jpg





ขนาด Oli Cooler พิจารณาเลือกจาก GVW (Gross Vehicle Weight)
ซึ่งผู้ผลิตจะบอกไว้สำหรับแต่ละรุ่น แต่สำหรับวิธีแบบบ้านๆ ให้กำหนดพื้นที่
ติดตั้งก่อน ซึ่งควรเป็นบริเวณขณะรถวิ่งมีลมปะทะสะดวก
เลือกแบบ Oil Cooler และขนาดใหญ่สุดเหมาะกับพื้นที่ได้เลยตามกำลังทรัพย์

อ้างอิง:
http://transmissionrepairguy.com/transmission-cooler/
http://www.onallcylinders.com/2017/05/04/transmission-cooler-guide/
http://www.haydenauto.com/featured products-transmission and engine oil coolers/content.aspx
 
Last edited:
ขอบคุณมากครับ สำหรับความรู้เรื่อง oil gear cooler เสียดายที่ผมทำไปก่อนรู้สึกจะเป็นแบบที่สองคล้ายหม้อน้ำมอเตอร์ไซด์ครับ
 
ขอบคุณมากครับ สำหรับความรู้เรื่อง oil gear cooler เสียดายที่ผมทำไปก่อนรู้สึกจะเป็นแบบที่สองคล้ายหม้อน้ำมอเตอร์ไซด์ครับ

ดีแล้วครับ เมื่อถึงกำหนดเปลี่ยนถ่าย สภาพน้ำมันเกียร์ที่ถ่ายออกมา
เปรียบเทียบก่อนและหลังติดตั้ง oil cooler ต่างกันเห็นชัดเจนไหม
หากมีโอกาสมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ


:D
 
ระดับน้ำหม้อพักน้ำ W124 ควรอยู่ระดับไหน

หากเราสังเกตหม้อพักน้ำ (Coolant Expansion Tank) จะมีฝาปิดหม้อน้ำอยู่ที่
ด้านบนของหม้อพักน้ำ แทนที่จะอยู่ที่หม้อน้ำรถ (Radiator)
การออกแบบลักษณะนี้ เสมือนหนึ่งหม้อพักน้ำเป็นส่วนหนึ่งของหม้อน้ำรถยนต์

ระบบหล่อเย็นใน W124 รูปยืมจากเน็ต ไม่มีวงจรฮีทเตอร์

VqEG2S7.jpg




ระบบหล่อเย็นทั่วไป ฝาปิดแรงดันสปริงอยู่ที่หม้อน้ำ หม้อพักน้ำล้นอยู่ด้านข้าง

mfPIOWr.jpg





เมื่อน้ำในระบบหล่อเย็นร้อนขึ้น ความร้อนทำให้น้ำขยายตัว เกิดแรงดันภายใน
ระบบฯ อุณหภูมิน้ำยิ่งสูง การขยายตัว และแรงดันจะสูงตามไปด้วย

ฝาปิดหม้อน้ำจะไม่ให้น้ำไหลผ่าน หากแรงดันไม่สูงพอที่จะเอาชนะแรงดันสปริง

JXsmBDN.jpg




Wh1foT3.jpg





หากแรงดันสูงถึงระดับที่เอาชนะแรงดันสปริงฝาปิดหม้อน้ำ น้ำจะล้นออกทาง
รูระบายที่บริเวณใกล้ฝาปิดหม้อพักน้ำ

oV9vs7L.jpg





ปกติจะมีท่อยางต่อจากรูระบายไปยังหม้อพักน้ำล้น (Over Flow Tank)


CQlpjAp.jpg





เมื่อน้ำในระบบเย็นลง จะเกิดแรงดูดน้ำจาก Overflow Tank ไหลกลับหม้อพัก


u4NQ8tt.jpg




TyB1YVa.jpg





จุดประสงค์ของ Coolant Expansion Tank ทำจากพลาสติกใสเพื่อง่ายต่อการ
มองเห็นระดับของน้ำหล่อเย็น โดยไม่ต้องเปิดฝาหม้อน้ำ และมี sensor แจ้งให้
ผู้ขับเห็นไฟแจ้งเตือนบนหน้าปัด กรณีน้ำในหม้อพักน้ำแห้ง


FotEvqV.jpg




JSvTWrS.jpg





ดังนั้นน้ำในหม้อพักน้ำ (Coolant Expansion Tank) ไม่ควรที่จะหายจากระบบ
เพราะเป็นระบบปิด น้ำจะหายต่อเมื่อเกิดการรั่วซึมในระบบหล่อเย็น ฝาปิดหม้อน้ำ
หมดสภาพ ท่อน้ำล้นขาด หรือหม้อพักน้ำล้น (Overflow Tank) รั่ว
น้ำอาจระเหยเล็กน้อยจาก หม้อพักน้ำล้น (Overflow Tank) บ้างเท่านั้น
 
Last edited:
ระดับน้ำหม้อพักน้ำ W124 ควรอยู่ระดับไหน Part 2

หม้อพักน้ำล้น (Over Flow Tank) ของรถ W124 จะอยู่บริเวณซุ้มล้อหน้าขวา
ต้องเอาบังโคลนออกถึงจะมองเห็น แต่ส่วนใหญ่เราจะไม่เข้าไปดูแลในส่วนนี้
เพราะมันมองไม่เห็น และหากตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยเช็คสภาพหรือเปลี่ยน
ท่อยางเลย ท่อยางมันคงขาดหมดสภาพไปแล้ว ดังนั้นคาดว่ารถมากกว่า 90 %
หม้อพักน้ำล้นคงใช้การไม่ได้ เมื่อน้ำขยายตัวดันชนะแรงสปริงฝาปิดหม้อน้ำ
น้ำจะล้นทิ้งไปเลย เมื่อน้ำเย็นลงปกติ ระดับน้ำหม้อพักจะต่ำลงเพราะมันล้นหายไป


ดังนั้นระบบหล่อเย็นหากไม่มีระบบหม้อน้ำล้น ไม่ควรเติมน้ำในหม้อพักน้ำมากเกินไป
ควรมีพื้นที่ให้น้ำขยายตัว ระดับน้ำในหม้อพักน้ำที่เหมาะสมอยู่ประมาณกึ่งกลาง
ของหม้อพักน้ำ หรือสูงกว่าเล็กน้อย เราตรวจสอบด้วยตัวเองได้โดยสังเกตระดับ
น้ำในหม้อพักขณะเครื่องเย็น เปรียบเทียบกับขณะเครื่องร้อนถึงอุณหภูมิใช้งาน
จะรู้ว่าควรเติมน้ำระดับไหนไม่ให้มันล้นทิ้งไปเปล่าๆ


b58Us5i.jpg




fslEOP9.jpg





ตารางแสดงความสัมพันธ์แรงดัน และอุณหภูมิน้ำ


QZlQGWf.jpg





อู่มาตรฐานจะมีอุปกรณ์ตรวจสอบแรงดันฝาปิดหม้อน้ำ และทดสอบจุดรั่วในระบบ
หล่อเย็น โดยสามารถทดสอบได้ขณะเครื่องเย็น


3PZYMR2.jpg





วิธีทดสอบการทำงานของฝาปิดหม้อน้ำ แบบ DIY ว่าทำงานผิดปกติหรือเปล่า
จุดประสงค์เพื่อดูการทำงานของสปริงจะเปิดให้น้ำล้นออกขณะเครื่องร้อนจัด
ไปยังหม้อน้ำล้น และการทำงานวาวล์สูญญากาศ ขณะที่เครื่องเย็น

8C3tG6Q.jpg





อุปกรณ์ที่ใช้คือสายยางใส กับกระป๋องพลาสติกเหลือใช้ ขนาดพอวางในจุดใกล้
หม้อพักน้ำ แล้วไม่ล้มขณะขับรถ ต่อสายยางจากรูน้ำล้นไปยังกระป๋องที่เตรียมไว้
ให้สายยางจุ่มถึงก้นกระป๋อง เติมน้ำสะอาดให้ถ่วงน้ำหนักสักเล็กน้อย


Q2FmbJf.jpg




NQxHuKX.jpg





หากเครื่อง Overheat น้ำล้นหายจากการทำงานฝาหม้อน้ำก็ไม่แปลก แต่เมื่อเครื่องเย็น
ก็ควรดูดกลับหม้อพักน้ำ หากไม่ดูดกลับหรือท่อยางหม้อน้ำแฟบ แสดงว่าฝาปิดหม้อน้ำ
ทำงานผิดปกติ อาการสปริงล้าเล็กน้อยของฝาปิดหม้อน้ำ หากน้ำในระบบหล่อเย็น
ไม่ร้อนใกล้ 100 C ตลอดเวลาไม่น่าจะเป็นปัญหา หากรถมีปัญหาความร้อนควรดูเรื่อง
การระบายความร้อนของหม้อน้ำและพัดลมว่าเป็นปัญหาหรือไม่


ถ้าแรงดันสปริงฝาปิดหม้อน้ำแข็งเกินไป หากเติมน้ำเต็มหม้อพักน้ำหรือเติมมากเกินไป
เมื่อเครื่อง overheat อาจเป็นสาเหตุให้หม้อพักน้ำร้าว หรือรั่วตามแนวตะเข็บง่ายขึ้น

:D
 
Last edited:
น้ำยาหม้อน้ำ (Antifreeze & Coolant) ใช้อะไรดี ตอนที่ 1

SKyO6C1.jpg





Antifreeze และ Coolant สำหรับเติมหม้อน้ำรถยนต์ เรียกโดยรวมว่า Coolant
ในเมืองหนาวจะเรียกว่า Antifreeze เนื่องจากน้ำยาหม้อน้ำต้องมีคุณสมบัติป้องกัน
น้ำหล่อเย็นเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็งด้วย เพราะหากน้ำหล่อเย็นกลายเป็นน้ำแข็ง
จะเกิดการขยายตัว สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงกับเครื่องยนต์

Glycol มีคุณสมบัติไม่ให้น้ำหล่อเย็นเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็ง และยังเพิ่มจุดเดือด
ของน้ำหล่อเย็น ที่นิยมนำมาใช้เป็นน้ำยาหม้อน้ำคือ Ethylene Glycol
ดังนั้นน้ำยาหม้อน้ำมี 2 แบบ คือ Glycol Base กับ Water Base

Glycol Base Coolant แบบเข้มข้น (Concentrate) ประกอบด้วย
Glycol มากกว่า 90 % + Inhibitors 5 – 7 % + น้ำ 3 – 5 %


กราฟแสดง สัดส่วน Glycol ในน้ำหล่อเย็น สัมพันธ์กับจุดเดือด และจุดเยือกแข็ง


XZho9sQ.jpg




VpiGeDn.jpg





จากกราฟข้างต้น น้ำหล่อเย็นมีส่วนผสม Glycol สัมพันธ์กับอุณหภูมิที่แรงดันบรรยากาศ

Glycol 30 %... จุดเยือกแข็ง -17 C... จุดเดือด 104 C
Glycol 50 %... จุดเยือกแข็ง -38 C... จุดเดือด 108 C


Water Base Coolant จะมีอัตราส่วน Deionized Water มากกว่า 90 %
ที่เหลือเป็น Inhibitors ไม่มีส่วนผสมของ Glycol น้ำยาหม้อน้ำประเภทนี้
เหมาะสำหรับใช้กับภูมิประเทศใกล้แนวเส้นศูนย์สูตร (Tropical Zone)

ด้วยน้ำมีคุณสมบัติถ่ายเทความร้อนได้ดีเยี่ยม เหมาะที่จะใช้ระบายความร้อน
ออกจากเครื่องยนต์ แต่หากใช้น้ำเพียงอย่างเดียวจะเกิดสนิม,การกัดกร่อน,
การเกิดตะกรัน,ฟองอากาศ ภายในระบบหล่อเย็น ทำให้อายุปั้มน้ำสั้นลง
ทางเดินน้ำอุดตัน ประสิทธิภาพการระบายความร้อนลดลง

ดังนั้นน้ำยาหม้อน้ำ ทั้ง Glycol Base และ Water Base ต้องมีส่วนผสมของ
Corrosion Inhibitors ที่เหมาะกับวัสดุในระบบหล่อเย็นของผู้ผลิตรถแต่ละค่าย
การเลือกใช้ Inhibitors หลายๆอย่างมารวมกัน (Inhibitor Packages) เพื่อให้ได้
น้ำยาหม้อน้ำ ที่มีคุณภาพและอายุการใช้งาน ตรงตามความต้องการผู้ผลิตรถยนต์
สามารถแบ่งได้ 4 อย่าง ตามประเภทของ Inhibitor Packages ดังนี้

1. IOAT Engine Coolant

2. OAT Engine Coolant

3. Hybrid Engine Coolant

4. SI-OAT Engine Coolant

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมจะเขียนต่อในตอนที่ 2 ครับ

:D
 
Last edited:
น้ำยาหม้อน้ำ (Antifreeze & Coolant) ใช้อะไรดี ตอนที่ 2

.

Gsi8Yir.jpg




1. IOAT Engine Coolant คือน้ำยาหม้อน้ำดั้งเดิมที่ใช้ Inorganic Additive Technology
ในกลุ่มประกอบด้วย borate, nitrate, nitrite, phosphate, molybdate, silicate เป็นต้น
ผู้ผลิตแต่ละแห่งมีสูตรส่วนผสมที่แตกต่างกันไป เหมาะกับรถยนต์รุ่นเก่า ที่ใช้วัสดุทองแดง, ทองเหลือง,
เหล็กเหนียว, เหล็กหล่อ, อลูมิเนียม และโลหะผสม ให้การปกป้องการกัดกร่อนได้ดี
โดยเฉพาะกับปลอกสูบเครื่องยนต์ อายุการใช้งานจะไม่ยาวนานนัก เพราะการเสื่อมของ Inhibitors
แต่ผู้ผลิตรถยนต์บางแห่ง ได้เพิ่มอุปกรณ์เติมสารยืดอายุน้ำยาหม้อน้ำในหม้อพักน้ำ
(Supplemental Coolant Additives) หรือ SCA
โดยจะปล่อยสารเติมอย่างช้าๆเพื่อให้คุณภาพน้ำหล่อเย็น ใกล้เคียงกับตอนใช้น้ำยาหม้อน้ำครั้งแรก
ปัจจุบันน้ำยาประเภทนี้ในตลาด ส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วย OAT หรือ HOAT
ซึ่งได้เปรียบเรื่องความเสถียรของ Inhibitors ทำให้อายุการใช้งานนานขึ้น

2. OAT Engine Coolant คือน้ำยาหม้อน้ำที่ใช้ Organic Additive Technology
ในกลุ่ม carboxylate, 2-ethylhexanoic acid (2-EHA), sebacate, เป็นต้น
ด้วยเหตุที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ต้องการน้ำยาหม้อน้ำมีอายุการใช้งานนานกว่าน้ำยาหม้อน้ำประเภท IOAT
และประเทศในยุโรปน้ำอุปโภคมีความกระด้างสูง phosphate ที่ผสมอยู่ในน้ำยาหม้อน้ำสูตรดั้งเดิม
เมื่อโดนความร้อนรวมตัวกับ calcium และ magnesium ในน้ำเกิดเป็นตะกรันเกาะตามผนังทางเดินน้ำหล่อเย็น
ดังนั้นจึงคิดค้นน้ำยาหม้อน้ำ ประเภทใหม่เรียกว่า Organic Acid (Additive) Coolant
ไม่มี phosphate และ silicate เป็นส่วนผสม

3. HOAT Engine Coolant คือน้ำยาหม้อน้ำที่ใช้ทั้ง Inorganic และ Organic Additive Technology
หรือเรียกว่า Hybrid Organic Acid (Additive) Coolant โดยปกติการเลือก Inhibitors
แต่ละอย่างมาใช้ร่วมกัน ต้องคำนึงถึงความเข้ากันได้ (Compatibility) ซึ่งไม่ง่ายนัก
น้ำยาหม้อน้ำสำหรับW124 ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้เทียบเท่ากับมาตรฐาน MB-Approval 325.0

Mercedes Benz เลือกใช้น้ำยาหม้อน้ำประเภทนี้เป็นหลัก ในรถบางรุ่นจะมี silica gel pack
อยู่ในหม้อพักน้ำ เพื่อยืดอายุการเปลี่ยนถ่ายน้ำหล่อเย็นได้ถึง 15 ปี หรือ 150,000 ไมล์
แต่ทางผู้ผลิตก็ให้ผู้ใช้ นำรถเข้าตรวจสอบคุณภาพน้ำหล่อเย็น ตามระยะเวลาหรือระยะทางที่กำหนดไว้

4. SI-OAT Engine Coolant คือน้ำยาหม้อน้ำ ที่พัฒนาโดย BASF บริษัทผลิตเคมีชั้นนำของเยอรมัน
ซึ่งผลิตน้ำยาหม้อน้ำให้กับ Volkswagen Group ในปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับ Inhibitors
ประเภท Organic Acid ซึ่งมีข้อดีเรื่องความเสถียร รวมกับข้อดีของ Silicate ซึ่งเป็นประเภท Inorganic Acid
ปกติจัดอยู่ในกลุ่ม Hybrid Coolant อยู่แล้ว แต่ได้พัฒนาเรื่องความเสถียรของ Silicate ให้ดีกว่าเดิม
ปัจจุบันเทียบเท่ากับมาตรฐาน MB-Approval 325.5 & MB-Approval 325.6, Smart: MB-Approval 326.0

แล้วจะใช้น้ำยาหม้อน้ำแบบไหนดี ขอเขียนต่อในตอน 3 นะครับ

:D
 
Last edited:
Back
Top