เครื่องยนต์ น้ำมันเครื่องเข้าหัวเทียนครับ เริ่มทำอะไรดี

น่าทดลองครับ สงสัยคราวนี้ผมขึ้นศาลทหารแน่ๆ 555 l :n42: ส่วนตัวผมน่ะหากจะทดลองต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหมือนกับน้ำมันที่ขังอยู่บนฝาสูบด้วยนะครับ และต้องปล่อยไฟที่มีแรงสูงเหมือนไฟที่ไปที่หัวเทียนด้วยนะครับ ผมก็อยากทราบเหมือนกันครับ แต่ผมเดาเอานะผิดถูกอย่าว่ากัน ผมว่่าหมื่นโลทะลุชัวร์ โอกาสกระแสไหลผ่านได้สูงครับ และขอกล่าวว่าผมไม่ได้ชี้ว่าใครผิดหรือถูกนะครับ เดี๋ยวจะบานปลายครับ แค่แลกเปลี่ยนความเห็นกันเฉยๆ ครับ นะครับคุณ aids :)
 
อากาศก็เป็นฉนวนไฟฟ้า แต่ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูง หรือความต่างศักย์มีมากถึงจุดหนึ่ง(Breakdown voltage)ในสภาพความดันบรรยากาศขณะนั้นแล้ว กระแสไฟฟ้าจะสามารถโดดข้ามช่องว่างที่กำหนดนั้นได้
มาถึงระบบไฟจุดระเบิดที่หัวเทียน แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ส่งมาที่เขี้ยวหัวเทียนถ้าเอาให้กระโดดข้ามช่องว่างในความดันบรรยากาศปรกติ(14.7 psi) แล้วมันจะสามารถกระโดดข้ามช่องว่างได้เป็นสิบ มม. ซึ่งแรงเคลื่อนไฟฟ้าในขณะนั้นอาจจะสูงถึงประมาณ 20,000 V ทีเดียว
เมื่อเราใส่หัวเทียนเข้าไปในเครื่องยนต์ เราจะตั้งความห่างของเขี้ยวไว้เพียง 0.8 มม.เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้กระแสไฟสามารถกระโดดข้ามเขี้ยวหัวเทียนได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่กระโดดข้ามช่องว่างใดๆนั้นแปรผันตามความดันบรรยากาศ หรือความหนาแน่นของอากาศที่ช่องว่างนั้น เช่น เมื่อรอบเดินเบา ลิ้นปีกผีเสื้อเปิดน้อย อากาศถูกดูดเข้าไปน้อยในจังหวะอัดความดันจึงไม่มากนัก Breakdown voltage จะอยู่ที่ประมาณ 3-5,000 V เท่านั้น แต่เมื่อเราเร่งเครื่องยนต์ความดันในห้องเผาใหม้ในจังหวะอัดจะสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น BV จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆตามรอบเครื่องยนต์ ที่แรงม้าสูงสุดอาจถึง 20,000 V ทีเดียว
ดังนั้นสิ่งที่เคยเป็นฉนวนที่แรงเคลื่อนไฟฟ้าหนึ่ง อาจไม่เป็นฉนวนอีกต่อไปเมื่อแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูงขึ้น และค่า Dielectric constant ของน้ำมันเครื่องก็เปลี่ยนไปตามความเสื่อมจากการใช้งานด้วย จึงเป็นไปได้ว่า เมื่อมี่น้ำมันเครื่องไปป้วนเปี้ยนแถวๆหัวเทียนมากๆเข้า อาจเกิดการ Misfire ได้ครับ
 
อากาศก็เป็นฉนวนไฟฟ้า แต่ถ้ามีแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูง หรือความต่างศักย์มีมากถึงจุดหนึ่ง(Breakdown voltage)ในสภาพความดันบรรยากาศขณะนั้นแล้ว กระแสไฟฟ้าจะสามารถโดดข้ามช่องว่างที่กำหนดนั้นได้
มาถึงระบบไฟจุดระเบิดที่หัวเทียน แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ส่งมาที่เขี้ยวหัวเทียนถ้าเอาให้กระโดดข้ามช่องว่างในความดันบรรยากาศปรกติ(14.7 psi) แล้วมันจะสามารถกระโดดข้ามช่องว่างได้เป็นสิบ มม. ซึ่งแรงเคลื่อนไฟฟ้าในขณะนั้นอาจจะสูงถึงประมาณ 20,000 V ทีเดียว
เมื่อเราใส่หัวเทียนเข้าไปในเครื่องยนต์ เราจะตั้งความห่างของเขี้ยวไว้เพียง 0.8 มม.เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้กระแสไฟสามารถกระโดดข้ามเขี้ยวหัวเทียนได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่กระโดดข้ามช่องว่างใดๆนั้นแปรผันตามความดันบรรยากาศ หรือความหนาแน่นของอากาศที่ช่องว่างนั้น เช่น เมื่อรอบเดินเบา ลิ้นปีกผีเสื้อเปิดน้อย อากาศถูกดูดเข้าไปน้อยในจังหวะอัดความดันจึงไม่มากนัก Breakdown voltage จะอยู่ที่ประมาณ 3-5,000 V เท่านั้น แต่เมื่อเราเร่งเครื่องยนต์ความดันในห้องเผาใหม้ในจังหวะอัดจะสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น BV จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆตามรอบเครื่องยนต์ ที่แรงม้าสูงสุดอาจถึง 20,000 V ทีเดียว
ดังนั้นสิ่งที่เคยเป็นฉนวนที่แรงเคลื่อนไฟฟ้าหนึ่ง อาจไม่เป็นฉนวนอีกต่อไปเมื่อแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูงขึ้น และค่า Dielectric constant ของน้ำมันเครื่องก็เปลี่ยนไปตามความเสื่อมจากการใช้งานด้วย จึงเป็นไปได้ว่า เมื่อมี่น้ำมันเครื่องไปป้วนเปี้ยนแถวๆหัวเทียนมากๆเข้า อาจเกิดการ Misfire ได้ครับ


ท่านมานิตย์ มาเอง ผมเห็นด้วยครับ ผมเองเรียนการเงินการธนาคารมา จึงได้แค่คาดเดาครับ ขอบคุณความรู้ที่มอบให้ครับท่านมานิตย์ :n20:
 
จริงๆผมก็วิศวกร แต่เรื่องไฟฟ้าอ่อนด้อยที่สุด ตอนเรียนวิชานี้ก็ไม่ค่อยจะสนใจ แต่มาอ่านถกกันแล้วชอบครับ ขอบคุณทุกท่าน

มารายงานเพิ่มเติมว่าหลังจากที่แก้เรื่องน้ำมันในหัวเทียนและสายหัวเทียนรั่วเสร็จ เปลี่ยนหม้อต้มใหม่ใหญ่กว่าเดิม เปลี่ยนท่อทางใหม่หมด คาริเบรทหัวฉีด จูนแก๊สใหม่ ตอนนี้มันเดินเบานิ่งมากกว่าเดิม เครื่องดึงรถแบบเนิบๆแต่แรงติดเท้าได้ตามสั่ง ผมว่าขับดีกว่าน้ำมัน ทั้งๆที่การจูนเปลี่ยนแค่ช่วงเดินเบากับรอบต้น ตอนนี้แบบว่ามานั่งถอนใจว่าไม่น่าไปสัญญาว่ายกคันนี้ให้น้องสาวเล๊ย จริงๆเชียวครับคุณเอดส์
 
พี่มานิตอธิบายได้ชัดเจนมากครับ


เมื่อก่อนผมมักจะบอกเด็กๆเสมอว่า เราเอาฉนวนแย่ๆ มาทำตัวนำ และเอาตัวนำแย่ๆ มาทำฉนวนครับ

เช่นเดียวกับเรื่องฟ้าผ่าครับ ใช่ว่าคนใส่เครื่องประดับโลหะ จะเป็นตัวนำดีกว่าคนไม่ใส่เครื่องประดับ :eek:

:football4: ผมจะพาออกทะเลละ
 
จริงๆผมก็วิศวกร แต่เรื่องไฟฟ้าอ่อนด้อยที่สุด ตอนเรียนวิชานี้ก็ไม่ค่อยจะสนใจ แต่มาอ่านถกกันแล้วชอบครับ ขอบคุณทุกท่าน

มารายงานเพิ่มเติมว่าหลังจากที่แก้เรื่องน้ำมันในหัวเทียนและสายหัวเทียนรั่วเสร็จ เปลี่ยนหม้อต้มใหม่ใหญ่กว่าเดิม เปลี่ยนท่อทางใหม่หมด คาริเบรทหัวฉีด จูนแก๊สใหม่ ตอนนี้มันเดินเบานิ่งมากกว่าเดิม เครื่องดึงรถแบบเนิบๆแต่แรงติดเท้าได้ตามสั่ง ผมว่าขับดีกว่าน้ำมัน ทั้งๆที่การจูนเปลี่ยนแค่ช่วงเดินเบากับรอบต้น ตอนนี้แบบว่ามานั่งถอนใจว่าไม่น่าไปสัญญาว่ายกคันนี้ให้น้องสาวเล๊ย จริงๆเชียวครับคุณเอดส์

ดีใจด้วยครับที่แก้ปัญหาได้ และจะไม่ให้แจ่มได้อย่างไรครับ คุณ aids ปรมาจารย์ด้านแก๊สดูแลให้ ผลก็ออกมาดีอยู่แล้วละครับ ส่วนตัวผมอุทิศให้ ke-jet ไปแล้วครับ :)
 
ขอบคุณคุณเอดส์ ที่นำข้อคิดเห็นของผมมาโพสต์ที่นี่ เลยได้เปิดประเด็นถกกันต่อเลย ที่ส่งส่วนตัวไป เพราะกลัวเป็นประเด็นถกเถียง ไม่อยากถูกหมั่นไส้แบบสมาชิกบางคน ด้วยความเคารพในความเห็นของทุกท่าน โดยเฉพาะอาจารย์มานิตย์ ที่พูดด้วยหลักวิชาการ เรื่องค่า BV หรือ breakdown voltage ที่เปลี่ยนไป คงมีส่วนอยู่มากครับ แต่ที่แจ้งคุณเอดส์ไป เจตนาเพียงไม่อยากให้สมาชิกอื่นๆ อ่านแล้ววิตกกังวลว่าการที่น้ำมันเครื่องไหลลงช่องหัวเทียน จะมีผลมากมาย ทำให้ไฟรั่วไฟช็อต ต้องรีบไปซ่อมกัน รถผมเองเป็น S280 เครื่อง 104 ยางซีลหัวเทียนรั่วมานาน จะเปลี่ยนหัวเทียนที ต้องเอาทิสชู่ค่อยๆซับออก มีน้ำมันครึ่งกระบอกแทบทุกช่อง ตอนหลังใช้กระบอกฉีดยาดูดเอาสะดวกขึ้นหน่อย ใช้มาแบบนั้นปีกว่า เครื่องก็ไม่ได้สะดุดอะไร เพิ่งว่างและเพิ่งกล้าลองเปิดฝาวาล์วเองเพื่อเปลี่ยนซีล ก็ได้อ่านข้อมูลที่เพื่อนสมาชิกแนะนำไว้ในนี้แหละครับ ไปสั่งอะไหล่จากร้านประจำครบชุด ทั้งซีลฝาวาล์ว ซีลช่องหัวเทียน ของ elring ทั้งชุด 700 ยางรองหัวน็อต 12 ตัว@40 ก็เปลี่ยนไม่ยากอะไร ใช้มาหลายเดือนยังแห้งดีอยู่ ที่ต้องรื้อมาดูเพราะเพิ่งมาเกิดอาการเดินเบากระตุกๆ ตอนเข้าเกียร์เหยียบเบรคไว้ เหมือนไฟรั่วไม่จุดระเบิดเป็นบางจังหวะ เป็นเฉพาะตอนใช้แกส ถ้าใช้น้ำมันยังนิ่งสนิท ไปให้ร้านแกสจูนดู เค้ายืนยันว่ามาจากระบบไฟ ให้เปลี่ยนสายหัวเทียนดู ก็ยังเถียงกันว่าทำไมใช้น้ำมันไม่เป็นเลย ช่างบอกว่าแกสใช้ไฟจุดระเบิดมากกว่า ยังไม่ค่อยเชื่อ แต่ก็อุตส่าห์ไปซื้อสายหัวเทียน3เส้น กับยางต่อคอยล์3อัน เปลี่ยนทั้งชุด 1900 ก็ยังไม่หาย พอดีราคาน้ำมันลดมาฮวบฮาบ เลยทนใช้น้ำมันมา 3-4 ถัง วันก่อนจะค้นหาอะไหล่ไปซ่อม 124 เจอคอยล์ที่เคยซื้อเป็นอะไหล่ 210 มันตัวเดียวกับ 140 เลยคิดว่าน่าจะลองเปลี่ยนดู โชคดีมาก เปลี่ยนตัวแรก สูบ 1-2 อาการกระตุกหายสนิทเลยครับ ไม่มีกระตุกอีกเลย นิ่งสนิท สรุปว่าเสียที่คอยล์จุดระเบิด อันนี้ก็น่าจะเป็นข้อมูลให้เพื่อนๆได้ว่า ถ้าเครื่องสะดุดๆตอนเดินเบา นอกจากสายหัวเทียน อย่าลืมลองหาคอยล์มาเปลี่ยนดูด้วยครับ ขอบคุณครับ
 
เคยมีอาชีพกับงานไฟฟ้ามาพอควร เดี๋ยวนี้รับงานน้อยลง แต่ก็ยังมีงานเซ็นแบบบ้าง กรณีน้ำมันเครื่องเป็นฉนวนจริงไหมตอบอยาก เพราะเราไม่รู้ว่าแต่ละแบรนด์ ใส่อะไร(Additive)ลงไปในน้ำมันบ้าง แต่ตัวน้ำมันแท้ๆเป็นฉนวน ในหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง(ทั้งระดับหลายหมื่นโวลต์จนถึงหลายแสนโวลต์)เราก็ใช้น้ำมันกลุ่มหล่อหลื่นนี่แหละเป็นตัวระบายความร้อนให้ขวดลวดหม้อแปลง(ขดลวดหม้อแปลงแช่อยู่ในน้ำมัน) แต่ระบบน้ำมันในหม้อแปลง จริงๆก็ไม่ใช่ระบบปิดแต่มีการควบคุม แม้แต่อากาศที่ผ่านเข้าไปในตัวหม้อแปลงก็มีสารดูดความชื้นอากาศที่ผ่านเข้าไปในหม้อแปลงและต้องมีการตรวจสอบ+เปลี่ยนอยู่เสมอๆ เมื่อสารเคมี(Silica Gel)เปลี่ยนสี
ในรถยนต์รุ่นเก่าๆ บางรุ่น คอยล์ที่ใช้ในรถถ้าเขย่าดู ก็จะรู้สึกว่ามีน้ำมันบรรจุอยู่ภายในชุดคอยล์ ซึ่งจุดประสงค์ก็แบบเดียวกะหม้อแปลงที่กล่าวถึงข้างบน..
ในรถเข้าใจว่าสภาพหลายอย่างเราไม่รู้ สมมุติว่าน้ำมันเป็นฉนวน แต่ความชื้น คราบเขม่า หรือแม้แต่Additiveบางตัว เช่น Graphite เป็นตัวนำ ดังนั้นถ้ามีการปลอมปนโอกาศที่จะนำไฟฟ้าเป็นไปได้....
IMHO.......
 
น้ำมันฉนวนในหม้อแปลงไฟฟ้าก็มีแรงดันวิกฤติเบรกดาวน์ที่ 25-50kV ที่ระยะห่าง 1mm. หรือเรียกว่ามีความคนทนต่อสนามไฟฟ้าที่ 25-50kV/mm. ตามแต่มาตรฐานที่ใช้ทดสอบครับ

การฉนวนไฟฟ้าในอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงนั้นเราจะออกแบบโดยใช้คนทนต่อสนามไฟฟ้าเป็นฐานการออกแบบแน่นอนว่าเราปรับได้ทั้งความคงทนสนามไฟฟ้าของวัสดุที่ใช้และระยะความหนาของฉนวน แต่ก็จะมีจุดที่เหมาะสมที่สุด (optimum dimension) ไม่ใช่ว่าหนาแล้วจะดี และการฉนวนไฟฟ้าแรงสูงต้องใช้ฉนวนหลายสถานะร่วมกัน (ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ) ดังนั้นการออกแบบต้องคำนึงถึงการทำหน้าที่อย่างสามัคคีกัน (Insulation Coordination) ด้วยครับ

ขออภัยที่อธิบายยากสักนิดนะครับ สรุปคือ ฉนวนจะทำหน้าที่เป็นฉนวนได้ดีที่แรงดันที่ต้องการการฉนวนนั้น ขึ้นอยู่กับ คุณสมบัติความคงทนของฉนวน และระยะห่าง ครับ

อ้อ สายไฟฟ้าแรงสูงบนเสา เค้าเรียกฉนวนไม่เต็มพิกัดนะครับ แปลว่าไม่เป็นฉนวนสมบูรณ์อย่าใกล้มันล่ะ
 
ยิ่งคุยกันยิ่งได้ความรู้เพิ่มเติมครับ บางอย่างเป็นความรู้ที่ใหม่สำหรับบางท่าน หรือคาดไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้สำหรับบางท่าน แต่ที่แน่ๆ คือดีครับที่เข้ามาคุยกันแบบนี้ ชอบครับ ขอบคุณความรู้ที่ทุกท่านเข้ามาคุยกันครับ :n20:
 
ยิ่งคุยกันยิ่งได้ความรู้เพิ่มเติมครับ บางอย่างเป็นความรู้ที่ใหม่สำหรับบางท่าน หรือคาดไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้สำหรับบางท่าน แต่ที่แน่ๆ คือดีครับที่เข้ามาคุยกันแบบนี้ ชอบครับ ขอบคุณความรู้ที่ทุกท่านเข้ามาคุยกันครับ :n20:

สวัสดีค๊าบบพี่หนู ไม่ได้คุยกันเลยนะค๊าบบ โอ๊ดยังติดพี่อยู่นะคํบ:D
 
ความจริงเรื่องระบบจุดระเบิด ว่าด้วยไฟแรงสูง ,หัวเทียน,breakdown voltage ฯลฯ ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกเยอะ ไว้วันหลังตั้งเป็นกระทู้มาคุยกันก็น่าจะสนุกดีครับ :)

ตย. หัวเทียนเขี้ยวแหลมมีประโยชน์อะไร ? :)
 



กลึงด้านที่ชี้ครับ

อันนี้เจ๋งอ่ะ จะเก็บไว้พิจารณาในภายหน้า แต่ตอนนี้ขอทำแบบเดิมก่อนเพราะอาทิตย์นี้จะเอารถไปทอดผ้าป่าที่ อ.ศรีสวัสดิ์
 
Update

มา Update ให้ฟังครับ

ผ่านมาสามเดือนกว่าจะได้ฤกษ์ จริงๆแล้วช่างก็ใกล้ๆ เช้าเอารถไปไว้ ช่างขับมาส่งที่ทำงาน เย็นช่างเอารถมาส่งที่ทำงาน ยังนึกไม่ออกว่าทำไมตัวเองปล่อยไว้

เยิ้มเลยครับ น้ำมันเครื่องลงหัวเทียนทุกหัว ชุดยางฝาวาล์วก็ไม่ถึงสองปีเลยครับ อายุสั้นจริงๆ

ลองดูภาพละกันครับ

1431680816582.jpg


1431680810148.jpg
 

น้ำมันซึมเข้าเบ้าหัวเทียนน้องพลอยอีกแล้วครับ
เลยขออนุญาตขุดกระทู้มาอ่านทบทวน
คงได้เปลี่ยนชุดประเก็นบน ยางรองใต้น๊อตด้วย รวมถึงหัวเทียน
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความรู้ครับ

ใช้รถเก่าคงต้องทำใจเรื่องซ่อม:p
 
M104 ของผม ตอนเอามาใช้ใหม่ๆ ยังไม่รู้เรื่องเบนซ์มากนัก
น้ำมันเข้าเบ้าหัวเทียนจนท่วม รถเดินเบาได้ แต่เร่งแล้วดับ ไปดับตรงจุดรับบัตรเข้าห้างด้วย รถติดยาวๆ 5555 ให้อู่มาลากออกไป

อู่เปิดฝา ก็พบว่ายางยังคงดีอยู่ จึงซีลกาวประเก็นกันรั่วให้ แต่ก็ซึมอยู่ดี
จากนั้น ซื้ออะไหล่มาให้อู่เปลี่ยน เป็นของ Elring
แต่แปลก ใช้มาแค่ 1-2 เดือน ก็เห็นเยิ้มเข้าอีกแล้ว (ไม่มั่นใจว่า อู่เปลี่ยนอะไหล่ให้ หรือซ่อมทากันซึมให้อีกป่าว เพราะเอาอะไหล่ไปให้ช่าง เราติดธุระไมได้เฝ้าดูงาน)
ทุกวันนี้ ทุก 3 พันกิโล จะดูดน้ำมันออกจากเบ้า 6 หัว รวมๆก็ไม่เกินกระบอกฉีดยาขนาด 10 CC.

แต่ก็ช่างมัน ไม่เป็นไร ใช้รถมา 1 ปีล่ะ เริ่มรู้ว่าควรบำรุงจุดไหน กะว่า จะซื้ออะไหล่ยางรองเบ้าหัวเทียนมาอีกรอบ แล้วลงมือทำเอง :rolleyes:
 

น้ำมันซึมเข้าเบ้าหัวเทียนน้องพลอยอีกแล้วครับ
เลยขออนุญาตขุดกระทู้มาอ่านทบทวน
คงได้เปลี่ยนชุดประเก็นบน ยางรองใต้น๊อตด้วย รวมถึงหัวเทียน
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความรู้ครับ

ใช้รถเก่าคงต้องทำใจเรื่องซ่อม:p

เปิดกระโปรงบ่อยก็งี้แหละครับ :n02:
 
เคยเจออาการเรื้อรังแบบนี้กับเครื่องอื่นๆนะครับ
เหตุที่เจอมักเกิดจาก ฝาวาลวไม่เรียบ โก่ง หรือ บิดตัวไปบ้างเล็กๆน้อยๆ
พอเห็นว่าซึม เราก็ ขัน กวดๆๆๆ จนเกลียวหวาน
คราวนี้ ลุกลาม ทำไงก็รั่ว...:icon_redface:

ทางแก้
-ถ้าฝาไม่เรียบ ก็ ทำให้เรียบซะ
-เกลียวหวาน ก็ทำให้แน่นซะ
-ถ้าฝาเรียบดี แต่เดี๋ยวๆก็รั่ว
ถ้าเกิดจากซีลคุณภาพไม่ดี ก็ใช้ของดี
ถ้าใช้ของดีแล้ว แถม คนอื่นไม่เป็น..แต่เราเป็น...ลองเช็กระบบระบายแรงดันในห้องแคร้งดูด้วยครับ ในห้องแคร้งและฝาวาลว์ ไม่ควรจะมีแรงดันสูง ไม่งัน ซีลดีอย่างไรก็รั่ว... แรงดัน ก็มาจากการการจุดระเบิดที่จำเป็นต้องรั่วลงมาตามแหวนลูกสูบนะครับ ถ้าปากแหวนห่าง(เครื่องเริ่มหลวม) แรงดันก็ลงมามาก ระบบดูดแรงดันก็ต้องทำงานเยอะ บางทีก็อาจจะตีบตัน หรือ น้ำมันรั่วลงนี่อาจเป็นเครื่องเตือนว่า ถึงเวลาเปลี่ยนแหวนแล้วนะ...555
ถ้าทางฝั่งวาซาบิก็เรียกระบบนี้ว่า PCV valve ส่วนนึงเขาจะต่อเข้ากรอง อีกส่วนนึงต่อเข้าท่อ vacum เพื่อรักษาแรงดันไม่ให้สูง แต่ของ benz ผมไม่รู้ชื่อระบบ...:icon_redface:
M110 เขาต่อลมจากฝาวาลวเข้าห้องหม้อกรองเลย ไม่มีต่อเข้า vacc ซึ่ง ห้องนี้ปรกติ แรงดันจะต่ำกว่าบรรยากาศอยู่แล้ว (ไม่งั้นอากาศคงไม่ไหลเข้ากรอง) จึงพอจะรักษาสมดุลในห้องแคร้งตอนวิ่งได้ แต่ตอนเดินเบา จะไม่ค่อยดีเท่าระบบที่มี vacc ช่วย
ส่วนรุ่นใหม่ๆ ไม่เคยจับครับ ขออภัย แฮะๆ
 
Back
Top