D drsloan New member Aug 11, 2016 #42 ติดตามมาอ่านครับ ยังนึกว่าเป็นกระทู้ DIY ไม่ใช่กระทู้ซื้อขาย 555 นับเป็นกุศลมากที่ท่านอธิบายพร้อมรูปประกอบ ผมใช้รุ่นเดียวกับท่านพลอยได้ความรู้ว่าอะไรคืออะไรไปด้วยครับ ขอบคุณครับ (แต่ขออนุญาตไม่ซื้อนะครับ เพราะต้องเอาเงินไว้ซ่อมรถผมเองก่อน :n40
ติดตามมาอ่านครับ ยังนึกว่าเป็นกระทู้ DIY ไม่ใช่กระทู้ซื้อขาย 555 นับเป็นกุศลมากที่ท่านอธิบายพร้อมรูปประกอบ ผมใช้รุ่นเดียวกับท่านพลอยได้ความรู้ว่าอะไรคืออะไรไปด้วยครับ ขอบคุณครับ (แต่ขออนุญาตไม่ซื้อนะครับ เพราะต้องเอาเงินไว้ซ่อมรถผมเองก่อน :n40
M Mr.Lo New member Aug 11, 2016 #43 ขอบคุณ drsloan ตั้งใจว่าขายไม่ได้ ก็ให้ความรู้แทนก็แล้วกัน Air Temp Sensor และ Oxygen Sensor ผมเปลี่ยนพร้อมกันทีเดียว ไม่รอเสียค่อยเปลี่ยน อุปกรณ์ข้างต้นถ้าตัวใดตัวหนึ่งเสีย รถจะกินน้ำมันมากกว่าปกติ Oxygen Sensor จะมีอายุใช้งานประมาณ 100,000 ก.ม. ส่วน Air Temp Sensor ไม่มีระบุ แต่ผมเก็บของเก่าเป็นอะไหล่ สำหรับใช้ทดสอบเวลารถมีปัญหา
ขอบคุณ drsloan ตั้งใจว่าขายไม่ได้ ก็ให้ความรู้แทนก็แล้วกัน Air Temp Sensor และ Oxygen Sensor ผมเปลี่ยนพร้อมกันทีเดียว ไม่รอเสียค่อยเปลี่ยน อุปกรณ์ข้างต้นถ้าตัวใดตัวหนึ่งเสีย รถจะกินน้ำมันมากกว่าปกติ Oxygen Sensor จะมีอายุใช้งานประมาณ 100,000 ก.ม. ส่วน Air Temp Sensor ไม่มีระบุ แต่ผมเก็บของเก่าเป็นอะไหล่ สำหรับใช้ทดสอบเวลารถมีปัญหา
M Mr.Lo New member Aug 12, 2016 #45 เปลี่ยนสายพานหน้าเครื่องฯ ที่ 253,7xx ก.ม. เปลี่ยนสายพานหน้าเครื่องฯ ที่ 253,7xx ก.ม. ปกติทั่วไปบริเวณหน้าเครื่องฯ จะมีฟรีคลัทซ์พัดลมอยู่หน้าเครื่องฯ แต่ในรูปจะเห็นว่าโล่งๆ เพราะผมให้ช่างถอดออกเปลี่ยนเป็นพัดลมไฟฟ้า เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนสายพานอาจสะดวกกว่าเล็กน้อย ก่อนถอดสายพานเก่าออก จดจำการคล้องสายพานให้ดี หรือถ่ายรูปไว้ ใช้ประแจบล็อคเบอร์ 15 ขันตามเข็มนาฬิกาให้สายพานหย่อน พอที่จะเอาออก เปรียบเทียบสายพานเก่า และสายพานใหม่ สำหรับรถผมใช้ลูกบล็อคตัวยาวเบอร์ 15 สายพานหน้าเครื่องมันทนมาก ไม่ขาดง่ายๆหรอกครับ ในรูปข้างบน สายพานเก่า สภาพยังใช้งานได้อีกนาน แต่ที่ผมเปลี่ยน เพราะซื้อสายพานอะไหล่ไว้นานมากแล้ว อยู่ว่างๆก็เปลี่ยนเสียเลย หลายท่านอาจสงสัยว่าจะสังเกตยังไงว่า ถึงเวลาควรเปลี่ยนสายพาน สายพานที่หมดสภาพ จะมองเห็นผิวเริ่มแตกลายงา ผิวแตกหลุด ไม่ต้องรอลายงาชัดเจน ก็สมควรเปลี่ยนได้แล้ว รูปตัวอย่างข้างล่าง เป็นภาพจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะได้ลายแบบนี้ แตกลายงาขนาดนี้ อาจกินข้าวลิงข้างทางได้นะครับ วิธีเปลี่ยนสายพาน โดยไม่ต้องใช้เคื่องมือลุงสี่เคยแนะนำไว้ http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=31782
เปลี่ยนสายพานหน้าเครื่องฯ ที่ 253,7xx ก.ม. เปลี่ยนสายพานหน้าเครื่องฯ ที่ 253,7xx ก.ม. ปกติทั่วไปบริเวณหน้าเครื่องฯ จะมีฟรีคลัทซ์พัดลมอยู่หน้าเครื่องฯ แต่ในรูปจะเห็นว่าโล่งๆ เพราะผมให้ช่างถอดออกเปลี่ยนเป็นพัดลมไฟฟ้า เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนสายพานอาจสะดวกกว่าเล็กน้อย ก่อนถอดสายพานเก่าออก จดจำการคล้องสายพานให้ดี หรือถ่ายรูปไว้ ใช้ประแจบล็อคเบอร์ 15 ขันตามเข็มนาฬิกาให้สายพานหย่อน พอที่จะเอาออก เปรียบเทียบสายพานเก่า และสายพานใหม่ สำหรับรถผมใช้ลูกบล็อคตัวยาวเบอร์ 15 สายพานหน้าเครื่องมันทนมาก ไม่ขาดง่ายๆหรอกครับ ในรูปข้างบน สายพานเก่า สภาพยังใช้งานได้อีกนาน แต่ที่ผมเปลี่ยน เพราะซื้อสายพานอะไหล่ไว้นานมากแล้ว อยู่ว่างๆก็เปลี่ยนเสียเลย หลายท่านอาจสงสัยว่าจะสังเกตยังไงว่า ถึงเวลาควรเปลี่ยนสายพาน สายพานที่หมดสภาพ จะมองเห็นผิวเริ่มแตกลายงา ผิวแตกหลุด ไม่ต้องรอลายงาชัดเจน ก็สมควรเปลี่ยนได้แล้ว รูปตัวอย่างข้างล่าง เป็นภาพจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะได้ลายแบบนี้ แตกลายงาขนาดนี้ อาจกินข้าวลิงข้างทางได้นะครับ วิธีเปลี่ยนสายพาน โดยไม่ต้องใช้เคื่องมือลุงสี่เคยแนะนำไว้ http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=31782
M Mr.Lo New member Aug 13, 2016 #46 เปลี่ยน Thermostat 87 C เปลี่ยน Thermostat 87 C เนื่องจากรถวิ่งมาสองแสนกิโลเมตร ยังไม่เคยเปลี่ยนเทอร์โมสตัท เคยอ่านเจอในเว๊ป BON ว่าอะไหล่ตัวนี้ถ้าจะเอา 87 C ไม่มีคนสั่งมาขาย จึงถามหาร้านอะไหล่แถววัดโสมฯ หายากพอสมควร เพราะร้านค้าส่วนใหญ่จะสั่งตัว 71 C มาขาย โชคดีไปเจออยู่ร้านหนึ่งมีของเก่าเก็บ เหลืออยู่ตัวหนึ่ง วิธีเปลี่ยนเทอร์โมสตัท ให้ถ่ายน้ำออกจากหม้อน้ำเล็กน้อย จากรูปล่างที่วงสีแดงไว้ คลายสกรูท่อยางน้ำล้น และท่อยางหม้อน้ำ ให้หลวมพอถอดออกจากตัวเทอร์โมสตัท ถอดสกรูสามตัว ตามลูกศรสีแดง ใช้ค้อนยางเคาะเบาๆ รอบๆเพื่อให้ยกออกโดยง่าย แกะโอริงตัวเก่าออก เปลี่ยนโอริงและเทอร์โมสตัทตัวใหม่แทนที่ ขันสกรูยึดเทอร์โมสตัท และท่อน้ำเข้าที่เดิม เติมน้ำให้เต็มระบบ สตาร์ทเครื่องดูว่ามีน้ำรั่วหยดหรือไม่ หลังจากใช้งานหนึ่งวัน วันรุ่งขึ้นเช็คน้ำในหม้อพักอีกครั้ง ถ้าลดลงให้เติมอยู่ที่ระดับครึ่งหนึ่งหม้อพัก
เปลี่ยน Thermostat 87 C เปลี่ยน Thermostat 87 C เนื่องจากรถวิ่งมาสองแสนกิโลเมตร ยังไม่เคยเปลี่ยนเทอร์โมสตัท เคยอ่านเจอในเว๊ป BON ว่าอะไหล่ตัวนี้ถ้าจะเอา 87 C ไม่มีคนสั่งมาขาย จึงถามหาร้านอะไหล่แถววัดโสมฯ หายากพอสมควร เพราะร้านค้าส่วนใหญ่จะสั่งตัว 71 C มาขาย โชคดีไปเจออยู่ร้านหนึ่งมีของเก่าเก็บ เหลืออยู่ตัวหนึ่ง วิธีเปลี่ยนเทอร์โมสตัท ให้ถ่ายน้ำออกจากหม้อน้ำเล็กน้อย จากรูปล่างที่วงสีแดงไว้ คลายสกรูท่อยางน้ำล้น และท่อยางหม้อน้ำ ให้หลวมพอถอดออกจากตัวเทอร์โมสตัท ถอดสกรูสามตัว ตามลูกศรสีแดง ใช้ค้อนยางเคาะเบาๆ รอบๆเพื่อให้ยกออกโดยง่าย แกะโอริงตัวเก่าออก เปลี่ยนโอริงและเทอร์โมสตัทตัวใหม่แทนที่ ขันสกรูยึดเทอร์โมสตัท และท่อน้ำเข้าที่เดิม เติมน้ำให้เต็มระบบ สตาร์ทเครื่องดูว่ามีน้ำรั่วหยดหรือไม่ หลังจากใช้งานหนึ่งวัน วันรุ่งขึ้นเช็คน้ำในหม้อพักอีกครั้ง ถ้าลดลงให้เติมอยู่ที่ระดับครึ่งหนึ่งหม้อพัก
M Mr.Lo New member Aug 15, 2016 #47 VIN CODE เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวประชาชน VIN CODE เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวประชาชน จะบอกข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับรถแต่ละคัน รุ่นอะไร, เครื่องยนต์, สีรถ, อุปกรณ์อ๊อพชั่นต่างๆที่มากับรถ, ปีที่ผลิต, ผลิตที่ไหน สำหรับรถรุ่นนี้ ดูได้จาก Name Plate บริเวณคานหน้า, เลขตัวถัง อยู่บริเวณตัวถังรถใกล้กับแอร์แมส, เลขตัวรถ ที่ระบุในสมุดจดทะเบียนฯ ทั้งสามจุดคือ VIN CODE ของรถรุ่นนี้ ตัวหนังสือและเลขจะตรงกันหมด VIN CODE บอกอะไรเบื้องต้นบ้าง บอกรุ่นตัวถัง เช่น W124, W140 / ประกอบในประเทศ หรือประเทศไหน บอกรุ่นรถ / รุ่นย่อย ช่วงปีที่ผลิต ตัวอย่าง VIN CODE รุ่นยอดนิยม WDB1240236A..... คือ 230E W124 Code A ประกอบใน WDB1240236B..... คือ 230E W124 Code B ประกอบใน WDB1240306B..... คือ 300E W124 Code B ประกอบใน WDB1240222B..... คือ 220E W124 Code B ประกอบนอก WDB1240286C..... คือ E280 W124 Code C ประกอบใน WDB1240322C..... คือ E320 W124 Code C ประกอบนอก Code A ปี 87 - 89 Code B ปี 90 - 93 Code C ปี 94 - 95 (เครดิต ข้อมูลคุณ Kris เว๊ป BON ) อยากรู้ว่ารถผลิตปีอะไร ดูได้จากบานพับประตู รูปข้างล่างจากประตูซ้ายหน้า จะตีตรา 94 เห็นชัดเจน อยากรู้รายละเอียดลงลึกกว่า เดิมๆ ออพชั่นมากับรถมีอุปกรณ์ใดบ้าง สามารถตรวจสอบได้ โดยค้นหาจาก Google เช่นพิมพ์คำว่า mercedes benz vin decoder จะมีหน้าเว๊ปให้เราค้นหา บางเว๊ปอาจต้องแปล จากรัสเซียเป็นอังกฤษ แค่พิมพ์ VIN CODE ตัวหนังสือและตัวเลข รวมกัน 17 ต้ว ก็จะได้รายละเอียดเบื้องต้น ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอาจต้องเสียเงิน เว๊ปเช็คข้อมูล VIN CODE เช่น http://carinfo.kiev.ua/cars/vin/mercedes/vin_check
VIN CODE เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวประชาชน VIN CODE เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวประชาชน จะบอกข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับรถแต่ละคัน รุ่นอะไร, เครื่องยนต์, สีรถ, อุปกรณ์อ๊อพชั่นต่างๆที่มากับรถ, ปีที่ผลิต, ผลิตที่ไหน สำหรับรถรุ่นนี้ ดูได้จาก Name Plate บริเวณคานหน้า, เลขตัวถัง อยู่บริเวณตัวถังรถใกล้กับแอร์แมส, เลขตัวรถ ที่ระบุในสมุดจดทะเบียนฯ ทั้งสามจุดคือ VIN CODE ของรถรุ่นนี้ ตัวหนังสือและเลขจะตรงกันหมด VIN CODE บอกอะไรเบื้องต้นบ้าง บอกรุ่นตัวถัง เช่น W124, W140 / ประกอบในประเทศ หรือประเทศไหน บอกรุ่นรถ / รุ่นย่อย ช่วงปีที่ผลิต ตัวอย่าง VIN CODE รุ่นยอดนิยม WDB1240236A..... คือ 230E W124 Code A ประกอบใน WDB1240236B..... คือ 230E W124 Code B ประกอบใน WDB1240306B..... คือ 300E W124 Code B ประกอบใน WDB1240222B..... คือ 220E W124 Code B ประกอบนอก WDB1240286C..... คือ E280 W124 Code C ประกอบใน WDB1240322C..... คือ E320 W124 Code C ประกอบนอก Code A ปี 87 - 89 Code B ปี 90 - 93 Code C ปี 94 - 95 (เครดิต ข้อมูลคุณ Kris เว๊ป BON ) อยากรู้ว่ารถผลิตปีอะไร ดูได้จากบานพับประตู รูปข้างล่างจากประตูซ้ายหน้า จะตีตรา 94 เห็นชัดเจน อยากรู้รายละเอียดลงลึกกว่า เดิมๆ ออพชั่นมากับรถมีอุปกรณ์ใดบ้าง สามารถตรวจสอบได้ โดยค้นหาจาก Google เช่นพิมพ์คำว่า mercedes benz vin decoder จะมีหน้าเว๊ปให้เราค้นหา บางเว๊ปอาจต้องแปล จากรัสเซียเป็นอังกฤษ แค่พิมพ์ VIN CODE ตัวหนังสือและตัวเลข รวมกัน 17 ต้ว ก็จะได้รายละเอียดเบื้องต้น ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอาจต้องเสียเงิน เว๊ปเช็คข้อมูล VIN CODE เช่น http://carinfo.kiev.ua/cars/vin/mercedes/vin_check
M Mr.Lo New member Aug 16, 2016 #49 รถประกอบนอก นอกจากดูเลขตัวถังรถ เราสังเกตจุดอื่นได้อีก รถประกอบนอก นอกจากดูเลขตัวถังรถ เราสังเกตจุดอื่นได้อีก รถรุ่นนี้ถ้าประกอบนอก เท่าที่เห็นแอร์จะเป็นแบบกดปุ่ม ดังรูปล่าง บานกระจกเป็นอีกจุดที่บอกแหล่งผลิตของรถ กระจกในประเทศ จะมีเครื่องหมาย TIS ทำไมถึงเลือกรถ Code C ? เพราะมันเป็นรุ่นย่อย รุ่นสุดท้ายของ W124 Code A ผลิต ปี 87 - 89 Code B ผลิต ปี 90 - 93 Code C ผลิต ปี 94 - 95 พูดง่ายๆคือมันเป็นรุ่นที่ปรับปรุงมาจากก่อนรุ่นก่อน เทคโนโลยีล่าสุด อายุรถมันน้อยที่สุดในรุ่น W124 ทำไมเลือกรถประกอบนอก? เพราะระบบการเคลือบผิวป้องกันสนิมดีกว่า ทำให้การผุของตัวถังรถ โอกาสพบน้อยมาก รถรุ่นนี้ บริเวณที่ชอบผุประจำคือใต้ฐานแบตเตอรี่ โชคร้ายหน่อยคือเจอผุบริเวณคานใต้ท้องรถ (chassis) บริเวณใต้ฐานแบตเตอรี่ สังเกตจากรถตัวเอง จะมีพ่นเคลือบคล้ายแผ่นยาง ป้องกันสนิมที่เกิดจากกรด ทำให้มันไม่ผุบริเวณนี้ และบริเวณสำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะใต้ท้องรถเท่าที่ดูมีการเคลือบกันสนิมมาอย่างดี สรุปรถ Code C แท้ ต้องดูจากเลขตัวรถ หรือ VIN CODE เลขหน้าอักษร C ถ้าเป็น 2C ประกอบนอก ถ้าเป็น 6C ประกอบในประเทศ
รถประกอบนอก นอกจากดูเลขตัวถังรถ เราสังเกตจุดอื่นได้อีก รถประกอบนอก นอกจากดูเลขตัวถังรถ เราสังเกตจุดอื่นได้อีก รถรุ่นนี้ถ้าประกอบนอก เท่าที่เห็นแอร์จะเป็นแบบกดปุ่ม ดังรูปล่าง บานกระจกเป็นอีกจุดที่บอกแหล่งผลิตของรถ กระจกในประเทศ จะมีเครื่องหมาย TIS ทำไมถึงเลือกรถ Code C ? เพราะมันเป็นรุ่นย่อย รุ่นสุดท้ายของ W124 Code A ผลิต ปี 87 - 89 Code B ผลิต ปี 90 - 93 Code C ผลิต ปี 94 - 95 พูดง่ายๆคือมันเป็นรุ่นที่ปรับปรุงมาจากก่อนรุ่นก่อน เทคโนโลยีล่าสุด อายุรถมันน้อยที่สุดในรุ่น W124 ทำไมเลือกรถประกอบนอก? เพราะระบบการเคลือบผิวป้องกันสนิมดีกว่า ทำให้การผุของตัวถังรถ โอกาสพบน้อยมาก รถรุ่นนี้ บริเวณที่ชอบผุประจำคือใต้ฐานแบตเตอรี่ โชคร้ายหน่อยคือเจอผุบริเวณคานใต้ท้องรถ (chassis) บริเวณใต้ฐานแบตเตอรี่ สังเกตจากรถตัวเอง จะมีพ่นเคลือบคล้ายแผ่นยาง ป้องกันสนิมที่เกิดจากกรด ทำให้มันไม่ผุบริเวณนี้ และบริเวณสำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะใต้ท้องรถเท่าที่ดูมีการเคลือบกันสนิมมาอย่างดี สรุปรถ Code C แท้ ต้องดูจากเลขตัวรถ หรือ VIN CODE เลขหน้าอักษร C ถ้าเป็น 2C ประกอบนอก ถ้าเป็น 6C ประกอบในประเทศ
M Mr.Lo New member Aug 17, 2016 #50 คานหน้า-คานหลังสภาพเดิมๆ คานหน้า-คานหลังสภาพเดิมๆ คานหน้าหม้อน้ำ Name Plate บอก VIN CODE , น.น.รวม 1,940 ก.ก., น.น.ลงด้านหน้า 925 ก.ก., น.น.ลงเพลาหลัง 1,015 ก.ก. (น.น.ที่แสดงไม่แน่ใจว่ารวมน.น.บรรทุกด้วยหรือเปล่า) แผ่นเหล็กสีเดียวกับรถ พิมพ์รหัสเป็นตัวเลข รู้อย่างเดียวเลข 702 คือเบอร์สี ที่ใช้พ่นรถ (มีรหัสอีกหลายบรรทัดที่ไม่ทราบ รอผู้รู้มาเฉลยละกัน) สติ๊กเกอร์สีขาวมีกากบาทคาด บอกเบอร์หัวเทียน, แคตตาลิสไอเสีย ส่วนเครื่องหมายปรอทสีแดงมีเลขอุณหภูมิกำกับ กับเลข 700 - 800 ใครรู้บอกทีละกัน มันสื่ออะไร สติ๊กเกอร์สีเขียวบอกใช้สารทำความเย็น 134a เติมไม่เกิน 1 ก.ก. สภาพบริเวณคานหลัง ที่วางยางอะไหล่ และแม่แรง
คานหน้า-คานหลังสภาพเดิมๆ คานหน้า-คานหลังสภาพเดิมๆ คานหน้าหม้อน้ำ Name Plate บอก VIN CODE , น.น.รวม 1,940 ก.ก., น.น.ลงด้านหน้า 925 ก.ก., น.น.ลงเพลาหลัง 1,015 ก.ก. (น.น.ที่แสดงไม่แน่ใจว่ารวมน.น.บรรทุกด้วยหรือเปล่า) แผ่นเหล็กสีเดียวกับรถ พิมพ์รหัสเป็นตัวเลข รู้อย่างเดียวเลข 702 คือเบอร์สี ที่ใช้พ่นรถ (มีรหัสอีกหลายบรรทัดที่ไม่ทราบ รอผู้รู้มาเฉลยละกัน) สติ๊กเกอร์สีขาวมีกากบาทคาด บอกเบอร์หัวเทียน, แคตตาลิสไอเสีย ส่วนเครื่องหมายปรอทสีแดงมีเลขอุณหภูมิกำกับ กับเลข 700 - 800 ใครรู้บอกทีละกัน มันสื่ออะไร สติ๊กเกอร์สีเขียวบอกใช้สารทำความเย็น 134a เติมไม่เกิน 1 ก.ก. สภาพบริเวณคานหลัง ที่วางยางอะไหล่ และแม่แรง
M Mr.Lo New member Aug 18, 2016 #51 คอยล์ และสายหัวเทียน คอยล์ และสายหัวเทียน เปลี่ยนที่ 252,9xx ก.ม. สภาพคอยล์เดิมติดรถ อะไหล่เทียบคอยล์ BOSCH อะไหล่เทียบสายหัวเทียน BREMI
คอยล์ และสายหัวเทียน คอยล์ และสายหัวเทียน เปลี่ยนที่ 252,9xx ก.ม. สภาพคอยล์เดิมติดรถ อะไหล่เทียบคอยล์ BOSCH อะไหล่เทียบสายหัวเทียน BREMI
M Mr.Lo New member Aug 19, 2016 #52 อะไหล่ที่ควรมีติดรถรุ่นนี้ สำหรับนัก D.I.Y อะไหล่ที่ควรมีติดรถรุ่นนี้ สำหรับนัก D.I.Y แนะนำ 3 อย่างเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า ทั้งหมด 1.โอเวอร์โหลดรีเลย์ อุปกรณ์ตัวนี้เสีย ส่วนใหญ่จะมีอาการขับอยู่ดีๆ เครื่องดับ พอสตาร์ทใหม่ก็ติดอีก 2.รีเลย์แอร์ อาจเป็นสาเหตุแอร์เย็นบ้างไม่เย็นบ้าง คุ้มดีคุ้มร้าย 3.รีเลย์ปั้มติ๊ก อาจเป็นสาเหตุปั้มติ๊กไม่ทำงาน
อะไหล่ที่ควรมีติดรถรุ่นนี้ สำหรับนัก D.I.Y อะไหล่ที่ควรมีติดรถรุ่นนี้ สำหรับนัก D.I.Y แนะนำ 3 อย่างเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า ทั้งหมด 1.โอเวอร์โหลดรีเลย์ อุปกรณ์ตัวนี้เสีย ส่วนใหญ่จะมีอาการขับอยู่ดีๆ เครื่องดับ พอสตาร์ทใหม่ก็ติดอีก 2.รีเลย์แอร์ อาจเป็นสาเหตุแอร์เย็นบ้างไม่เย็นบ้าง คุ้มดีคุ้มร้าย 3.รีเลย์ปั้มติ๊ก อาจเป็นสาเหตุปั้มติ๊กไม่ทำงาน
C chonchungya New member Aug 20, 2016 #54 ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมากครับ สำหรับมือใหม่อย่างผม ขอบคุณมากครับ:n20:
M Mr.Lo New member Aug 20, 2016 #56 ตำแหน่ง Overload Relay Overload Relay อยู่บริเวณหลังแบตฯ บริเวณเดียวกับรีเลย์แอร์, รีเลย์ปั้มติ๊ก ใกล้กล่อง ECU ด้านขวาของภาพ
ตำแหน่ง Overload Relay Overload Relay อยู่บริเวณหลังแบตฯ บริเวณเดียวกับรีเลย์แอร์, รีเลย์ปั้มติ๊ก ใกล้กล่อง ECU ด้านขวาของภาพ
M Mr.Lo New member Aug 21, 2016 #57 Oil Gear Cooler Oil Gear Cooler ติดตั้งที่ 216,3xx ก.ม. น้ำมันเกียร์ที่ถ่ายออกมาครั้งหลังสุด สีน้ำมันเกียร์ สภาพภายนอกไม่ต่างจากของใหม่ หลังผ่านการใช้งานมา 24,7xx ก.ม. แสดงว่า Oil Coller ช่วยลดอุณหภูมิน้ำมันเกียร์ได้มาก เมื่อเทียบกับการระบายความร้อนด้วยน้ำ ในหม้อน้ำเดิมที่ติดรถ หลายๆคนอาจจะเคยเห็น หรือเคยถ่ายน้ำมันเกียร์ด้วยตัวเอง สีน้ำมันเกียร์จะออกไปทางดำ หรือเข้มขึ้น อาจมีกลิ่นแบบเหม็นไหม้ด้วย เพราะน้ำมันเกียร์ ต้องอยู่ในสภาพอุณหภูมิสูง ตลอดระยะเวลาใช้งาน ซึ่งมีผลกับความหนืดของน้ำมัน ทำให้ประสิทธิภาพและอายุเกียร์สั้นลง
Oil Gear Cooler Oil Gear Cooler ติดตั้งที่ 216,3xx ก.ม. น้ำมันเกียร์ที่ถ่ายออกมาครั้งหลังสุด สีน้ำมันเกียร์ สภาพภายนอกไม่ต่างจากของใหม่ หลังผ่านการใช้งานมา 24,7xx ก.ม. แสดงว่า Oil Coller ช่วยลดอุณหภูมิน้ำมันเกียร์ได้มาก เมื่อเทียบกับการระบายความร้อนด้วยน้ำ ในหม้อน้ำเดิมที่ติดรถ หลายๆคนอาจจะเคยเห็น หรือเคยถ่ายน้ำมันเกียร์ด้วยตัวเอง สีน้ำมันเกียร์จะออกไปทางดำ หรือเข้มขึ้น อาจมีกลิ่นแบบเหม็นไหม้ด้วย เพราะน้ำมันเกียร์ ต้องอยู่ในสภาพอุณหภูมิสูง ตลอดระยะเวลาใช้งาน ซึ่งมีผลกับความหนืดของน้ำมัน ทำให้ประสิทธิภาพและอายุเกียร์สั้นลง
1-NP Member Aug 22, 2016 #58 กระทู้ซื้อ-ขายนี้ ให้ความรู้ดีครับ ผมนึกว่าอ่านกระทู้ห้องสมุดซะอีก :n12: :n12: :n12: :n45: :n45: :n45:
กระทู้ซื้อ-ขายนี้ ให้ความรู้ดีครับ ผมนึกว่าอ่านกระทู้ห้องสมุดซะอีก :n12: :n12: :n12: :n45: :n45: :n45:
M Mr.Lo New member Aug 22, 2016 #59 1-NP said: กระทู้ซื้อ-ขายนี้ ให้ความรู้ดีครับ ผมนึกว่าอ่านกระทู้ห้องสมุดซะอีก :n12: :n12: :n12: :n45: :n45: :n45: Click to expand... ทีแรกสองจิตสองใจ อยากฟังความเห็นสมาชิก เพราะเขียนสิ่งที่ดีๆในรถเรา สิ่งที่เป็นประโยชน์ รู้สึกมันดีมาก มีคำถามในใจจะขายไปทำไม? มีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว ไม่ขายแล้วครับ
1-NP said: กระทู้ซื้อ-ขายนี้ ให้ความรู้ดีครับ ผมนึกว่าอ่านกระทู้ห้องสมุดซะอีก :n12: :n12: :n12: :n45: :n45: :n45: Click to expand... ทีแรกสองจิตสองใจ อยากฟังความเห็นสมาชิก เพราะเขียนสิ่งที่ดีๆในรถเรา สิ่งที่เป็นประโยชน์ รู้สึกมันดีมาก มีคำถามในใจจะขายไปทำไม? มีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว ไม่ขายแล้วครับ
M Mr.Lo New member Aug 22, 2016 #60 Oil Gear Cooler ภาค 2 ปกติอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์จะออกแบบไว้ ประมาณ 85 95 C น้ำมันเกียร์อุณหภูมิสูงกว่าน้ำในหม้อน้ำ จะระบายความร้อนให้กับน้ำในหม้อน้ำ แต่เมื่อน้ำในหม้ออุณภูมิสูงอยู่แล้ว การที่จะทำให้น้ำมันเกียร์อุณหภูมิต่ำกว่า น้ำในหม้อน้ำคงเป็นไปไม่ได้ ประสิทธิภาพและอายุน้ำมันเกียร์ออโต้สูงสุด คืออุณหภูมิใช้งานไม่เกิน 160 170 F ( 71 77 C ) สำหรับข้อดีของ Oil Gear Cooler ศึกษาได้จาก ต.ย.ลิ้งค์ข้างล่าง http://www.hotrod.com/articles/transmission-cooler-basics/ https://www.etrailer.com/faq-about-engine-transmission-coolers.aspx http://www.haydenauto.com/featured products-transmission and engine oil coolers/content.aspx
Oil Gear Cooler ภาค 2 ปกติอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์จะออกแบบไว้ ประมาณ 85 95 C น้ำมันเกียร์อุณหภูมิสูงกว่าน้ำในหม้อน้ำ จะระบายความร้อนให้กับน้ำในหม้อน้ำ แต่เมื่อน้ำในหม้ออุณภูมิสูงอยู่แล้ว การที่จะทำให้น้ำมันเกียร์อุณหภูมิต่ำกว่า น้ำในหม้อน้ำคงเป็นไปไม่ได้ ประสิทธิภาพและอายุน้ำมันเกียร์ออโต้สูงสุด คืออุณหภูมิใช้งานไม่เกิน 160 170 F ( 71 77 C ) สำหรับข้อดีของ Oil Gear Cooler ศึกษาได้จาก ต.ย.ลิ้งค์ข้างล่าง http://www.hotrod.com/articles/transmission-cooler-basics/ https://www.etrailer.com/faq-about-engine-transmission-coolers.aspx http://www.haydenauto.com/featured products-transmission and engine oil coolers/content.aspx