มองหาคนดูแลที่เข้าใจ W124

แปลงระบบแอร์ (ทำไม ?)

ระบบแอร์เจ้าของเดิม ตัดระบบฮีทเตอร์แล้ว เข้าใจว่าระบบเดิมน้ำคงรั่ว
ถ้าต้องการคืนระบบเดิม ช่างสามารถทำให้ระบบเดิมกลับมาใช้ได้
แต่ระบบเดิม คอมเพรสเซอร์จะทำงานตลอดเวลาไม่มีพัก (จะหยุดเมื่อ
ดับเครื่องยนต์ หรือปิดแอร์เท่านั้น) ใช้น้ำร้อนจากเครื่องฯผ่านวาวล์คุม
ปริมาณน้ำเข้าฮีทเตอร์ ให้ลมแอร์ที่เป่าออกมาตามอุณภูมิที่ตั้งไว้

รถที่ตัดระบบฮีทเตอร์ วิ่งยาวๆโดยเฉพาะช่วงกลางคืน แอร์จะเย็นจนหนาว
เพราะมันไม่มีฮีทเตอร์มาคุมอุณหภูมิ ได้ปรึกษาช่างว่าไม่อยากคืนระบบเดิม
เพราะคอมเพรสเซอร์จะทำงานตลอด แอร์เย็นเกินก็ใช้น้ำร้อนมาลดอุณหภูมิ
แม้ว่าของเดิมจะเป็นระบบควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ แต่ไม่ประหยัดเชื้อเพลิง
ช่างจึงแนะนำให้ใช้ Digital Temperature Controller เป็นตัวคุมอุณหภูมิแอร์
จะตัด-ต่อการทำงานของคอมเพรสเซอร์ ที่ ± 1 C ของอุณหภูมิที่ตั้งไว้



Digital Temperature Controller





ตู้แอร์ไม่มีประวัติล้างตู้ จึงตัดสินใจเปลี่ยนตู้ใหม่เลยดีกว่า เพราะที่มันแพง
คือค่าแรงรื้อออก และใส่เข้า ส่วนค่าน้ำมันคอมฯ+โอริง+น้ำยาฟรีออน
ไม่ได้แพงมากมาย ถือโอกาสนี้เปลี่ยนคอยล์ร้อนเป็นของรุ่นตากลม
ที่ระบายความร้อนดีกว่าของเดิมมาใส่ทีเดียวเลย


 
ติดพัดลมไฟฟ้า(ทำไม?)

เดิมใช้พัดลมฟรีคลัทช์หลังหม้อน้ำ กับพัดลมไฟฟ้าตัวเดียวหน้าคอยล์ร้อน
การระบายความร้อนไม่มีปัญหาอะไร ถ้าระบบสมบูรณ์
มีอยู่วันหนึ่งพัดลมหน้าคอยล์ร้อนมันหมดอายุ เครื่องก็โอเวอร์ฮีท
สิ่งที่ต้องทำจริงๆ คือเปลี่ยนพัดลมหน้าคอยล์ร้อน

ได้ศึกษาหม้อน้ำสูตรลุงสี่มาพอควร เห็นว่าเป็นระบบที่ดีใช้พัดลมไฟฟ้า 2 ตัว
เครื่องหกสูบใช้กันเยอะ เราเครื่องสี่สูบยิ่งสบายใหญ่ ถ้าพัดลมเสียตัวหนึ่ง
อีกตัวยังประคองไปอู่ได้สบาย และอยากติด Gear Oil Cooler
เลยให้ช่างติดตั้งไปพร้อมกันทีเดียว

พัดลมไฟฟ้าแอสติน่า สังเกตจะเห็นมีสายไฟ 4 เส้น





หลังใช้งานพักใหญ่พบว่าเวลารถวิ่งมาเร็วๆ
จอดติดไฟแดงสักพัก พัดลมจังหวะ 2 จะทำงานนานทีเดียว
เพราะพัดลมจังหวะ 2 ทำงานที่อุณหภูมิ 95 C และหยุดทำงานที่ 85 C
จึงติดตั้งชุดควบคุมพัดลมจังหวะ 2 พร้อมเซ็นเซอร์ใหม่
ติดตั้งที่ Thermostat Housing ใกล้เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิเดิม
ปัจจุบันตั้งค่าชุดควบคุมไว้ที่ 87 C
เมื่อน้ำอุณหภูมิ 88 C พัดลมจังหวะ 2 เริ่มทำงาน
พออุณหภูมิลงเหลือ 86 C พัดลมจังหวะ 2 หยุดทำงาน
ส่วนพัดลมจังหวะแรกทำงานตามแรงดันน้ำยาแอร์ เหมือนเดิม

ระบบใหม่น้ำอุณหภูมิสูงสุดไม่เกิน 92 C ต่ำสุด 79 C ปกติใช้งานประจำ 86 C
กรณีฉุกเฉินมีสวิทซ์เปิด-ปิดพัดลมไฟฟ้าด้วยมือ
ข้อดีของระบบใหม่คือ
1.บอกอุณหภูมิน้ำแบบตัวเลขดิจิตอล เปรียบเทียบกับเกจ์วัดเดิมของรถได้
2.บอกอุณหภูมิตัวเครื่องยนต์ เปรียบเทียบตอนเช้า อุณหภูมิจะเท่ากับอุณหภูมิน้ำ
3.มีเสียงเตือนกรณีน้ำแห้ง หรืออุณหภูมิน้ำสูงตามที่ตั้งไว้
4.บอกแรงดันไฟฟ้าขณะใช้งาน (Volt Meter)

ชุดควบคุมพัดลมไฟฟ้า และเกจ์ความร้อนเดิม







พัดลมแอสติน่า ชุดนี้ใช้งานมาแล้ว 66,xxx ก.ม.
สำหรับท่านที่จะเปลี่ยนเป็นพัดลมไฟฟ้า หม้อน้ำเดิมก็น่าจะพอเพียง
แต่จะหาพัดลมสองตัวใส่ให้พอดีกับหม้อน้ำ ต้องลองหาดู
ถ้าพบตัวไหนที่เหมาะ อย่าลืมมาบอกกันบ้างนะครับ
 
อุปกรณ์ควรมีติดรถ

นอกจากอะไหล่ที่ควรมีติดรถ เคยแนะนำไว้แล้ว
พวกฟิวส์สำรองขนาดต่างๆ, เครื่องมือประจำรถ, แม่แรง, ยางอะไหล่
อยากจะแนะนำเพิ่มอีกสามอย่าง

1.ปั้มลมใช้ไฟ 12 V. สำหรับเติมลมยาง
หลายท่านอาจเคยเจอกรณี ตอนเช้าก่อนออกรถ พบว่ายางอ่อนเกือบแบน
เพราะไปโดนตะปูมา ต้องเสียเวลาเปลี่ยนยาง หรือไปตามช่างมาเปลี่ยนให้
แต่ถ้าคุณมีปั้มลมใช้ไฟจากที่จุดบุหรี่ หรือแบตเตอรี่ ช่วยได้เยอะเลยครับ
สูบลมแล้วขับไปร้านยาง หากใครไม่เคยเปลี่ยนยาง ลองใช้เครื่องมือติดรถ
ทดลองเปลี่ยนยางดู จะรู้ว่ามีปั้มลมดีกว่าแน่นอน

ปกติผมใช้เกจ์ขนาดเล็กเช็คแรงดันลมยางเดือนละครั้ง ถ้าลืมอาจถึงสองเดือน
แต่ก่อนเดินทางไกลผมจะเช็คลมยางทุกครั้ง ถ้าขาดก็ใช้ปั้มลมเติม และรีเช็ค
ด้วยที่วัดลมตัวเล็กอีกที คำแนะนำจากผู้ผลิตว่าควรเช็คแรงดันลมขณะยางเย็น
หรือวิ่งไม่เกิน X ก.ม. ดังนั้นเติมลมตอนเช้าดีที่สุดครับ

ทุกวันนี้ผมเอายางอะไหล่ออก เพราะมั่นใจคุณภาพยาง ว่ามันจะไม่ระเบิด
แต่ถ้าโดนคัตเตอร์กรีด หรืออะไรที่ยังคิดไม่ถึงยางสูบไม่ขึ้น เรียกช่างอย่างเดียว






2.สายพ่วงแบตเตอรี่ สำหรับกรณีจะเปลี่ยนอยู่แล้ว แต่แบตฯดันหมดก่อน
หลายท่านเคยเจอปัญหาแบตฯหมด จะพ่วงกับรถเพื่อนแต่หาสายพ่วงไม่ได้
แต่ถ้าเรามีสายพ่วง หาคนมีน้ำใจให้เราพ่วงแบตฯ แค่นี้ก็รอดแล้ว
ถ้าจะซื้อสายพ่วงให้เลือกสายพ่วงเส้นใหญ่หน่อย ขนาดร้านซ่อมไดฯใช้
พวกเส้นเล็กๆ ถูกๆ อย่าไปซื้อ และศึกษาวิธีพ่วงแบตฯด้วย






3.เกจ์วัดแรงดันลมยาง






อุปกรณ์ข้างต้นแม้ว่าเราไม่ได้ใช้ แต่อาจช่วยเพื่อนร่วมทางได้
 
Remote : Infrared

แม้ว่าจะเป็นรีโมทกุญแจรุ่นโบราณ ปิด-เปิด ระยะไม่เกิน 4 เมตร
มีตัวรับสัญญาณที่ประตูคนขับ และฝากระโปรงท้าย ยอมรับว่าทนทานจริงๆ







ปกติรีโมทถ้าปล่อยให้ขี้เกลือขึ้นแผงวงจร อาจเพราะถ่านหมดอายุคารีโมท
ถ้าไม่สาหัสล้างแผงวงจรประกอบกลับ รีเซ็ทรีโมทใหม่ก็ใช้ได้เหมือนเดิม
ถ้ารีโมทขาขั้วบวกไม่ค่อยดีทำใหม่ได้ ของผมให้ช่างหมิง ซ.วัดไผ่ตันจัดการให้
ทำมาแล้วใช้ดีเหมือนเดิม ปกติรีโมทใช้ถ่านเบอร์ CR2025 จำนวน 2 ก้อน รู้สึกว่ามันหลวมๆ
มีผู้แนะนำให้ลองใช้ถ่านเบอร์ CR2032 มันจะหนากว่าเดิมเล็กน้อย เมื่อใส่ไปสองก้อนแล้วจะพอดี
ฝาปิดถ่านบริเวณแนวร่องตรงกับแนวขั้วบวก ใช้เทปฟองน้ำบางๆปิดทับร่อง เมื่อปิดฝาจะแน่นพอดี








ตัวเรือนรีโมทเมื่อใช้ไปนานๆ มันจะเก่า อยากจะเปลี่ยนตัวเรือนใหม่
ได้ทดลองซื้อตัวเรือนใหม่มา 1 อัน ใส่แผงวงจรเดิม ใช้งานไม่ครบปียางปุ่มกดหลุดแตก
ต้องทำปุ่มกดใหม่โดยใช้ยางซิลิโคนปิดทับบนแหวนอีแปะ มีสกรูตัวเล็กอยู่บนแหวนอีกที
คราวนี้ใช้งานจนลืมแน่นอน


 
วิธีคำนวณแรงดันยางที่เหมาะสม


ข้อมูลใช้ในการคำนวณ

1.น้ำหนักรถยนต์ + คน + สัมภาระ = ก.ก.
2.คุณสมบัติรับน้ำหนักสูงสุดของยาง/เส้น = ก.ก.
3.แรงดันลมยาง เมื่อรับน้ำหนักสูงสุด = P.S.I. (ปอนด์/ตารางนิ้ว)

ยกตัวอย่างรถซีดาน W124 น้ำหนักรถอุปกรณ์มาตรฐาน = 1,390 ก.ก.
บรรทุกคน 75 ก.ก. x 4 คน + สัมภาระ 100 ก.ก. = 400 ก.ก.
ภาระน้ำหนักรวม = 1,790 ก.ก.

ใช้ยางสะพานหิน GR100 205/55/16”
ยางรุ่นนี้รับน.น.ได้สูงสุด 615 ก.ก./เส้น ที่แรงดันลม 36 PSI.
ดังนั้นยางสี่เส้นรับน.น.สูงสุดได้ 4 x 615 ก.ก. = 2,460 ก.ก.

ยางสี่เส้นรับน.น.ได้สูงสุด ÷ ภาระน้ำหนักรวม = 2460 ÷ 1790 = 1.37
แรงดันลมที่เหมาะสม= 36 ÷ 1.37 = 26.27 PSI.

ดูจาก Name Plate หน้ารถรุ่นนี้ ภาระน้ำหนักสูงสุด 1,940 ก.ก.






แรงดันลมยางที่เหมาะสม(สูงสุด)คือ 36 X 1940/2460 = 28.4 PSI
ดังนั้นถ้าใช้ยางรุ่นที่กล่าวถึงข้างต้นเติมลมยางขณะเย็น 29 PSI. เพียงพอแล้ว


ข้อมูลอ้างอิง

https://en.wikipedia.org/wiki/Mercedes-Benz_W124
http://www.bridgestone.co.th/th/TURANZA_GR100/index.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Gross_vehicle_weight_rating
http://www.uklegacy.com/forums/index.php/topic/98525-calculate-correct-tyre-pressures/
 
ขอบคุณครับ

เป็นกระทู้ที่ดีมากจริงๆครับ
มีประโยชน์กับหลายๆคนแน่นอน
ขอบคุณครับ
 
สัญลักษณ์ปุ่มกดแอร์เลือน

หลายท่านประสบปัญหา สัญลักษณ์ปุ่มกดแอร์เลือน
ซื้อปุ่มกดใหม่ก็แพง หรือหลายคนซื้อตู้แอร์มาเปลี่ยนเลย
ผมโชคดีได้สติ๊กเกอร์จากพี่มรกต พี่เขาทำเองเอื้อเฟื้อมาให้
เลยเอามาให้ดูเป็นไอเดีย เผื่อท่านอื่นลองไปทำดูมั่ง

Before





After




ดูสติ๊กเกอร์ชัดๆ
http://www.benzowner.net/forum/showthread.php?t=54428
 
ขอชื่นชมและขอบคุณ สำหรับวิทยาทาน การซ่อมบำรุงครับ

:)ผมชักสงสัยว่า พี่ต้องเป็นช่างเครื่องบิน หรือวิศวกรเครื่องบิน
เพราะ วิธีการจัดการซ่อมบำรุง ของพี่ มีการใช้ อายุการใช้งาน และ อายุปฏิทินเข้ามาเกี่ยวข้อง
ถ้าผมจะซื้อรถมือสอง(หรือสาม) ผมก็ต้องการจะซื้อต่อจาก เจ้าของเก่าอย่างพี่นี่หละครับ
เมื่อเวลาซ่อมบำรุงแล้วจดบันทึกอายุใช้งาน มีไม่กี่คนที่ทำหรอกครับ
แม้แต่ช่างเครื่องบินก็ไม่ทำที่รถของตัวเอง
ผมเองเคยจด ทุกค่าใช้จ่าย+รายละเอียด วันเดือนปี อายุใช้งาน(เข็มไมล์)
ทดลองทำตั้งแต่รถคันแรก วันแรกที่ขับ
ผมยังจำได้ว่า น้ำมันดีเซล ลิตรละ 6.35 บาท เต็มถัง 380.-
แล้วมันเป็นผลดีมากๆ ตอนซ่อมบำรุง
สุดท้ายผมขอชื่นชมพี่ ในการให้ความรู้ เป็นวิทยาทาน
ขอบคุณครับ
 
ไม่อยากให้กระทู้นี้ตกไปไกลๆเลยครับ
ขอดันขึ้นหน่อยครับ ผมอ่านแล้วชอบครับ มีสาระ ไม่ใช่ขายของ:n20:
 
อ่านกระทู้นี้ แล้วอยากมี w124 สักคัน

ที่จริงผมเคยมี W124 E220 มาแล้วครับ
แต่ผมขายไปช่วงปี53 (ก่อนน้ำท่วมใหญ่)
ถ้าผมบอกราคาที่ผมขายไป
พี่จะเสียดายครับ
ปี 53 ผมขาย W124 E220 Type C
ราคา 425000.-สภาพค่อนข้างดี
หลังจากอ่านกระทู้นี้ แล้วอยากมี w124 อีกสักคัน
ถ้าพี่คิดจะขายคันนี้ บอกผมนะครับ
ผมจะดูแลต่ออย่างดี
ผมชื่นชมนะครับ..
 
ขอบคุณครับ คุณ MTHAI และคุณ Saksit1971 ที่ให้กำลังใจ

วันก่อนนั่งรถลูกชาย ขับรถญี่ปุ่นยอดนิยม ไปกับครอบครัวสี่คน
แม่บ้าน กับลูกสาวบ่น นั่งไม่สบาย กระเด้งกระดอน ไม่สบายเหมือนรถพ่อ
ผมบอกว่ามันรถคนละขนาด น้ำหนักรถต่างกัน จะให้นั่งสบายนิ่มนวลเหมือนกันได้อย่างไร
รถเล็กใส่โช๊คแข็งขึ้น เพื่อให้มันช่วงล่างมันเฟิร์มขึ้น มันก็เป็นแบบนี้

เขียนไปเขียนมา รู้สึกว่าเก็บไว้ใช้ดีกว่า จะขายต่อเมื่อขับไม่ไหวนะครับ


:);):D
 
ขอบคุณครับ คุณ MTHAI และคุณ Saksit1971 ที่ให้กำลังใจ

วันก่อนนั่งรถลูกชาย ขับรถญี่ปุ่นยอดนิยม ไปกับครอบครัวสี่คน
แม่บ้าน กับลูกสาวบ่น นั่งไม่สบาย กระเด้งกระดอน ไม่สบายเหมือนรถพ่อ
ผมบอกว่ามันรถคนละขนาด น้ำหนักรถต่างกัน จะให้นั่งสบายนิ่มนวลเหมือนกันได้อย่างไร
รถเล็กใส่โช๊คแข็งขึ้น เพื่อให้มันช่วงล่างมันเฟิร์มขึ้น มันก็เป็นแบบนี้

เขียนไปเขียนมา รู้สึกว่าเก็บไว้ใช้ดีกว่า จะขายต่อเมื่อขับไม่ไหวนะครับ


:);):D

เห็นด้วยครับพี่ เก็บไว้ใช้ดีกว่าครับ
ผมซื้อ 360.000 เมื่อ2 ปีก่อน ทำไปแล้วแสนกว่า เพราะมันสนุกครับ
ให้ผมขายก็ไม่ขายหรอกครับ ใช้ไปจนหาอะไหล่ไม่ได้ค่อยว่ากัน
ผมว่า คงเหมือนพี่ รอจนเราขับไม่ไหวแล้วน่ะครับ
 
ขอสนับสนุนกระทู้ดีมีสาระ อยากให้ทางเวปมาสเตอร์พิจรณาย้ายไปเก็บไว้ในห้องสนทนาครับ เอาไว้เป็นครูสำหรับให้ทุกท่านได้ศึกษาครับ :thumbup:
 
มาตรฐานท่อน้ำมันเชื้อเพลิงในห้องเครื่องฯ

รถคันนี้ผมเปลี่ยนท่อน้ำมันในห้องเครื่อง 2 ครั้ง อยากแชร์ข้อมูลให้สมาชิก

26/5/57 ระยะทาง 244,5xx ก.ม. เปลี่ยนท่อน้ำมัน R6 ของในประเทศ (แตกรั่ว 1 เส้น)
18/5/59 ระยะทาง 277,7xx ก.ม. เปลี่ยนท่อน้ำมัน Gates 3225 SAE J30R7 (ท่อ R6 มีรั่วซึมปลายท่อ 1 เส้น)
4/9/59 ระยะทาง 281,7xx ก.ม. เปลี่ยนท่อน้ำมัน Gates 4219D SAE 30R9 (ท่อ Gates 3225 SAE J30R7 แตกรั่ว 1 เส้น)

ในปี 2557 ท่อน้ำมันเบนซินแตกครั้งแรก (ไม่มีประวัติการเปลี่ยนมาก่อน)
แถวบ้านมีแต่ท่อน้ำมันเบนซินมาตรฐาน R6 จึงซื้อมาเปลี่ยน และคอยสังเกตสภาพเมื่อเปิดกระโปรงหน้า
ใช้งานสองปี รถวิ่งไปกว่าสามหมื่นก.ม. สังเกตเห็นบริเวณปลายท่อเส้นหนึ่งมีน้ำมันเบนซินรั่วซึมเล็กน้อย
ลองบีบสายทั้งสองเส้น รู้สึกแข็งมาก จึงนำอะไหล่ท่อน้ำมัน Gates 3225 SAE J30R7 ที่สำรองไว้มาเปลี่ยน

รูปสายน้ำมัน R6 ที่รั่วซึม





รูปสายน้ำมัน Gates 3225 SAE J30R7









ท่อน้ำมัน Gates 3225 SAE J30R7 ใช้งานได้เกือบ 4 เดือน ระยะทางวิ่งประมาณ 4,000 ก.ม. ท่อเบนซินแตกอีก
โชคดีแตกห่างจากปลายท่อประมาณ 5 ซ.ม. ตัดช่วงที่แตกออก ความยาวเหลือพอที่จะต่อกลับเข้าไปอย่างเดิม
ขับกลับบ้านได้ ค้นหาข้อมูลใน Google ท่อรุ่นนี้ แรงดันใช้งาน 10 bar(142 PSI) อุณหภูมิสูงสุดใช้งานต่อเนื่อง 125 C
ในเว๊ปผู้ขายบอกใช้กับ fuel injection system ดูแล้วมันไม่น่ามีปัญหา เพราะแรงดันปั้มติ๊กแค่ 6 bar(85 PSI)
แต่ทำไมใช้จริงมันแตกง่ายกว่า R6 ของในประเทศ ????????


ข้อมูลของ Gates ต้องใช้ Fuel Injection Hose หรือ MPI (multi-port injection) Hose มีอยู่สองรุ่นที่ใช้ได้คือ

Barricade™ Fuel Injection Hose (MPI) SAE J30R14T3 แรงดันใช้งาน 225 PSI อุณหภูมิสูงสุดใช้งานต่อเนื่อง 135 C

MPI/Fuel Injection Hose 4219D SAE 30R9 แรงดันใช้งาน 180 PSI อุณหภูมิสูงสุดใช้งานต่อเนื่อง 135 C


รูปสายน้ำมัน Gates 4219D SAE 30R9








รูปเปรียบเทียบสาย Gates 3225 SAE J30R7 และสาย Gates 4219D SAE 30R9





จากรูปข้างบนจะเห็นความแตกต่างท่อน้ำมันทั้งสอง ความสามารถทนแรงดันแตกต่างกันชัดเจน

สรุปควรใช้ท่อน้ำมันมาตรฐาน SAE J30R14T3 หรือ SAE 30R9 ขนาด Ø 8 mm.(5/16”)
รถรุ่นนี้ในห้องเครื่องฯใช้ 2 เส้น ความยาว 42 – 45 cm. ซื้อมา 1 เมตร จะเหลือเศษประมาณ 10 cm.
สังเกตให้ดีนะครับ ไม่ควรใช้ท่อน้ำมันมาตรฐาน SAE J30R14T1 หรือ SAE 30R7 พิมพ์บนท่อคล้ายๆกัน
ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่ง รถของผมท่อน้ำมันจะรั่วซึมหรือแตกแค่เส้นเดียว และเป็นท่อแรงดันสูงเข้ารางหัวฉีด
ท่อน้ำมันเดิมยังเหลืออยู่เก็บเป็นอะไหล่ใช้ยามฉุกเฉิน ส่วนท่อน้ำมันใหม่ที่เปลี่ยนไปจะแจ้งผลอีกทีครับ

อ้างอิง

http://www.gatesunitta.com/en/gates-fuel-line-hose-3225-series
http://www.gates.com/oreilly/PDFs/Fuel Systems.pdf
 
ผมใช้รุ่นเดียวกันกับพี่ สีเหมือนกัน แต่ของเล่นเยอะกว่าผม
ขอรบกวนเรื่องน็อตล้อด้วยครับว่า มีเหลือพอจะแบ่งขายได้มั๊ยครับ
ขอบคุณครับ
สง
 
ผมใช้รุ่นเดียวกันกับพี่ สีเหมือนกัน แต่ของเล่นเยอะกว่าผม
ขอรบกวนเรื่องน็อตล้อด้วยครับว่า มีเหลือพอจะแบ่งขายได้มั๊ยครับ
ขอบคุณครับ
สง

น๊อตล้อชุดนี้ผมสั่งมาแค่ 1 กล่อง 20 ตัวพอดีกับล้อสี่วง ไม่มีเหลือเลยครับ
แนะนำที่ซื้อได้ครับ

http://www.otisincla.com/index.php?route=product/product&path=116_224&product_id=1004
 
ผมกลับไปดูที่หน้าแรก เห็นรูปน็อตสั้นกับยาว แสดงว่ามันมาเป็นชุดเลย
ขอบคุณมากครับสำหรับแหล่งที่สั่งซื้อ
 
Back
Top