สวิทช์ Sensor กล่องฯ ไม่น่าเชื่อเปลี่ยน sensor แค่ตัวเดียวรถจะเร่งแรงได้ใจขนาดนี้

เดิมก่อนเปลี่ยน ที่มันผิดปกติ ตอนเชคเครื่องไม่ทราบว่าได้เชคหา error code ไหมครับ ขึ้นไหมครับ. หรือว่าแค่เสื่อม ไม่ขึ้นโค้ดครับ

เนื่องจากอ่านกระทู้ที่ให้มาอันนึงเห็นว่าขึ้นโค้ด 9 ของ จขกท ขึ้นไหมครับ.

ที่ถามคืออยากทราบว่า. ไม่ขึ้นก็ไม่ต้องไปเปลี่ยน. หรือว่า เสื่อม ไม่ขึ้นโค้ด ก็อาจต้องเปลี่ยน ครับ

ไม่ขึ้น code error ตัวนี้ครับ ขึ้นแต่ตัวที่บอกว่า รีเลย์ปั้มติ๊ก (เพราะตัดปั้มติ๊กตอนเปลี่ยนเข้าแก๊ส) ขึ้น 26 กับ 29 ที่ไม่ได้ใช้ด้วยครับ (แอบสงสัยไม่ได้ใช้แล้วจะขึ้นทำไม 555+)

ความเห็นผม เสื่อมไม่ได้เสียนี่ครับ ไม่น่าจะขึ้น code ถ้ายังอยู่ในช่วงที่กำหนดตามเสปค และอุปกรณ์ sensor จะเสียตามอายุและการใช้งานครับ อย่าง O2 ก็เห็นได้ชัดครับว่าเสื่อมไปเรื่อย ๆ

ประเด็นคือว่า รู้ได้อย่างไรว่าเสื่อมแล้ว ก็ต้องลองวัดค่าดู (ถ้าวัดได้ หรือพอหาเอาจากเอกสารในเน็ตก็ได้ว่า ออกแบบให้ใช้ได้ระยะทางกี่กิโล หรือว่านานเท่าใดถึงควรเปลี่ยน) เสื่อมแล้วต้องเปลี่ยนเลยไหม ก็ต้องมาดูว่ารถยังขับได้ปกติรึเปล่า มีผลเสียแค่ไหน และถ้าจะเปลี่ยนหรือซ่อมก็ต้องมาดูว่าแบบไหนไม่เกินงบ แบบไหนคุ้มในแง่มุมต่าง ๆ

(นอกเรื่อง) ขอแอบบ่นหน่อยครับ ใช้รถเก่าผมเบื่อจนอยากจะเปลี่ยนหลายรอบละ เสียเวลาไปซ่อม เบื่อไปรอคิวอู่ อะไรทำได้เองก็พยายามทำ หรือฝึกทำ ทำให้ตัดใจซ่อมใหญ่หมดทุกอย่างจะได้จบ ๆ ไป แล้วก็ไปช่วยช่างทำหลายอย่างมากมาย วันหลังจะได้ทำเองเป็น คิดจะใช้อีกซักพักใหญ่ ก็เดาล้วน ๆ ว่าน่าจะคุ้ม อนาคตอะไรจะเสียก็ต้องเสีย ก็แก้ปัญหากันไป 555+
 
ได้อ่านกระทู้นี้เลยตัดสินใจลองเปลี่ยนดูบ้าง ก็ไปซื้อที่หลังวัดโสม แต่ที่ผมสงสัยก็คือที่ซื้อมาไม่รู้ว่าของแท้จริงหรือเปล่า เพราะเอาของเก่าไปเทียบด้วย แต่มันไม่เหมือนกัน ของใหม่ไม่เห็นเส้นลวด

ไม่ทราบว่าคุณ PenockiO ซื้อมาเป็นตามรูปด้านขวาหรือเปล่าครับ

แต่ไปถึงที่แล้วก็ซื้อกลับมาลองดู รถ E220 W124 เครื่อง M111 หลังจากเปลี่ยน O2 ของ Bosch มาก็ยังกินน้ำมันอยู่ ประมาณ 5 โลกว่า - 6 โลกว่า ไม่เคยถึง 7 วิ่งในเมือง เติมโซฮอล 95 ลองวิ่งทั้งแบบ E กับ แบบ S ก็กินน้ำมันไม่ต่างกัน แต่วิ่ง E ตีนต้นอืดมากๆ
ซื้อเครื่องมาตรวจ Error ก็ไม่เจอ Code ใดๆ เคยคุยกับช่าง ช่างบอกอาจเป็นที่ AIR MASS แต่เนื่องจากช่างไม่มี AIR MASS ให้มาลองใช้ก่อนเลยไม่แน่ใจว่าจะแก้ถูกจุด พออ่านกระทู้นี้เห็นว่าเปลี่ยนเองไม่ยาก ก็หวังว่าจะประหยัดน้ำมันขึ้นมาหน่อย



Uploaded with ImageShack.us

เบอร์ของผมเบนซ์แท้ ตัว sensor หัวสีเหลืองสดใสครับ (แทบจะเหลืองสะท้อนแสง) ไม่ใช่สีน้ำตาลแบบนี้ และทรงแถวขั้วเสียบสายไฟมันจะเป็นทรงคอดไม่ใช่ทรงตรงแบบนี้ และยังเห็นลวดสองเส้นอยู่ แต่มันมี 2 เบอร์ครับที่ใช้กับรถรุ่นนี้ หน้าตาเท่าที่ดูใน EPC มันจะไม่เหมือนกัน แกะจากซองที่มีสติ๊กเกอร์เบนซ์ รหัส MA010 542 57 17 (ถ้าซองจากศูนย์จะมีบอกรายละเอียดวันผลิตไว้ด้วย เช่น 15.07.11 (น่าจะใช้วันที่ผลิตนะครับ เดาเอา) และ made in Czech Republic ครับ ผมว่าถ้าของคุณเบอร์ตรงกันระหว่างของเก่ากับใหม่ก็ไม่น่ากังวลใจแต่อย่างใดครับ

ขอโทษครับที่ไม่ได้ถ่ายรูปอีกแล้ว แต่ของเก่าผมก็ประมาณในรูปซ้าย หัวสีน้ำตาลดูบวมๆ หน่อย เหมือนกัน ยี่ห้อ VDO เบอร์เดียวกัน มีตราเบนซ์พิมพ์เหมือนกัน ของใหม่ซื้อมาไม่ได้สังเกตมากจับยัดเลย เพราะรีบไปทำธุระต่อ เลยไม่รู้ว่าพิมพ์ตรายี่ห้ออะไร แต่ต้องมีสัญลักษณ์เบนซ์กำกับแน่ครับ แต่จ้างใครทำก็อีกเรื่องนึง

ทั้งตัว IAT, O2, MAF, ECT เปลี่ยนเองได้ทั้งนั้น ไม่ยากซักตัวครับ มีโอกาส มีเครื่องมือ อยากให้ลองทำดูครับ (กรณี O2 ต้องออกแรงเยอะมากหน่อย ส่วน ECT หน้าเครื่องต้องระวังไม่ให้น้ำในหม้อน้ำไหลออกมา เสียดายต้องไปซื้อน้ำยา coolant มาเติมใหม่ จำได้คุ้น ๆ แต่ไม่แน่ใจว่า เวลาถอดออกมาต้องไม่เปิดฝาหม้อพักน้ำ น้ำจะได้ไม่ไหลออกมา หรือจำสลับกันเนี่ยแหละครับ 555+)

ผมอยากบอกว่าจากประสบการณ์ การกินน้ำมันมาก เร่งไม่ขึ้น มันมีปัจจัยอื่น ๆ อีกเยอะครับ เช่นเครื่องภายในกลไกปกติดีหมดรึเปล่า มีอะไรหลวม อะไรรั่ว อะไรเสื่อม รึเปล่า เกียร์ก็เกี่ยว เฟืองท้ายก็เกี่ยวครับ ถึงกันหมดทั้งระบบ ปกติต้องรอเสียเลย หรือเสื่อมมาก ๆ ถึงจะเกิดอาการปรากฏชัดเจนให้เห็นเป็นอาการ ๆ ไปครับ
(กรณีผมเคยเร่งไม่ขึ้น เดินไม่เรียบเท่าที่ควร ไปวัดแรงดันกระบอกสูบปรากฏว่า สูบอื่น 110 มีสูบ 3 เหลือ 80 เลยจับฮอลเครื่องและเกียร์ซะ เพราะเสปคบอกว่าแรงดันต้องได้ 150 แต่ไม่เกิน 180 ถ้าจำไม่ผิด ที่เล่านี่จะบอกว่าถ้าไปจับผิดมันเยอะก็จะเสียสุขภาพจิตครับ และจะได้เสียเงินเป็นจริงเป็นจังมาก ๆ กับความกังวลว่าจะหายสนิทจริงหรือเปล่า 555+)

รถส่วนใหญ่จะซื้อต่อ ๆ กันมา รถก็เก่าเจ้าของเก่าทำอะไรไปบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนใหญ่จะหมกเม็ดไม่ค่อยทำหรอกครับ ไม่ดีก็ขายต่อ คนใช้รถส่วนใหญ่ซ่อมกันไม่ค่อยถึง ไม่เปลี่ยนตามอายุการใช้งาน แต่ก็อีกล่ะคู่มือละเอียดก็ไม่มีกัน มันต้องใช้ความรู้พอสมควร ช่างก็งู ๆ ปลา ๆ เป็นส่วนใหญ่ ไม่เคยอ่านคู่มือการซ่อม ไม่เคยดูเสปค (อาจเพราะมันเป็นภาษาอังกฤษจึงเป็นอุปสรรคหลัก) ดัดแปลงเองคิดเองเสียเยอะ เรียกว่ารถโดนยำอะไรมามั่งก็ไม่รู้ ที่ยังใช้งานได้เหมือนจะดีอยู่ก็แสดงว่าคนออกแบบเก่งมากมาย 555+

รุ่นนี้จัดว่าทันสมัยระดับหนึ่งแต่น้อยกว่า M104 แต่ก็ไม่ต่างกันมาก ถ้ามี star จับจะง่ายขึ้นเยอะครับ เพราะดูค่าจาก sensor ต่าง ๆ มาวิเคราะห์ได้แม่นยำขึ้นไม่ต้องมานั่งเดาว่านั่นเสีย นี่เสีย หรือเสื่อมก็จะไม่รู้ ไม่ชัดเจน ทำให้เสียเงินค่าลองวิชาช่างเยอะแยะ (ผมโดนมาหลายอู่มาก อู่ไหนว่าดังไปมาเกือบหมดแล้วครับ ก็ไม่ได้ประทับใจอะไรมากมายเท่าไหร่ มีมั่วนิ่ม มีหมกเม็ดสารพัด จนต้องหาความรู้ด้วยตัวเองบ้าง เพราะเบี้ยน้อยหอยน้อย จ่ายซี้ซั้วไม่ไหว ในใจตอนนี้อยากได้ Star มาฝึกวิเคราะห์เองอยู่เลย มันจะยากซักแค่ไหนเชียวรถเสียเนี่ย 555+)

ปล. วันนี้สงสัยทำงานเหนื่อยมาก เน้นบ่นเยอะไปหน่อย ขออภัยด้วยครับ
 
Last edited:
111

อยากทราบว่าของผมอยู่ตรงไหนครับ


imag0178.jpg
[/url][/IMG]
 
ชอบกระทู้ DIY มากๆครับ

ติดตามและขอบคุณทุกท่านครับ

ของ W210 e230

อยู่ตรงไหนครับ

ขอบคุณล่วงหน้าครับ
 
ข้อดีก็คือรถเร่งดีขึ้นในตอนออกตัวแบบรู้สึกได้ แต่ถ้าลอยตัวแล้วก็ไม่ได้เร่งดีขึ้นเท่าไหร่เลย แต่เวลาปล่อยคันเร่ง รถจะไม่มีแรงส่งต่อแบบตอนมีท่อแคต (ตอนใส่แคตเวลาถอนคันเร่งเหมือนมีแรงเฉื่อยส่งให้รถวิ่งไปอย่างกับกด cruise control เลย ได้นานพอสมควร ไม่น่าจะคิดไปเอง หรือคิดไปเองหว่า 555+) ผมว่าระบบเดิม ๆ เค้าออกแบบมาดีแล้วครับเรื่องสูตรท่อไอเสีย ไหน ๆ ก็เชื่อว่าวิศวกรออกแบบเครื่องมาดีแล้ว ระบบต่อเนื่องก็น่าจะคำนวณไว้ให้รับกันหมด

รถผมเจ้าของเก่าก็ถอดแคดดออก อาการเป็นแบบที่ว่าเลยครับ คือ วิ่งลอยๆ พอถอนคันเร่งแล้ว รถมันก็วูบลงเลย ไม่มีแรงส่งจริงๆ

อาจจะต้องหาท่อย้อนมาใส่ หรือ หาแคตมาใส่แล้วมั้ง เรา
 
เนื่องจากรถผมใช้มานานแล้ว ซ่อมใหญ่ไปแล้ว แต่ยังเหลือเซ็นเซอร์ที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแค่ไม่กี่ตัว ผมใช้ E220 เครื่อง M111.960

เริ่มจากเรื่องกินน้ำมันก่อน (เรื่องแรงจะตามมา)

ตอนแรกก็กินน้ำมันมากประมาณ 6-7 km/l ผมก็เลยเปลี่ยน O2 sensor (เปลี่ยนกันเองได้ไม่ยากนัก จำไม่ผิดใช้แค่ประแจเบอร์ 22 แต่อาจต้องออกแรงมากหน่อย และไม่จำเป็นต้องถอดกันความร้อนที่บังเขาควายออก ให้ดึงปลั๊ก O2 ที่อยู่ตรงแถวกระปุกน้ำมันเบรกในกล่องพลาสติกสีดำออกมา แล้วเอาประแจกลมร้อยเข้าไปในสาย ก่อนหน้าให้ดึงสาย O2 ออกจากกิ๊ปที่ติดกับตัวเครื่องก่อน แล้วพอประแจลงไปล็อกได้ ก็ออกแรงขัน) ตัวใหม่ถ้าเปลี่ยนแบบ universal พี่ ฉ ในเว็บเห็นขาย 22xx ได้ แต่ถ้าของตรงรุ่นเลยตามร้านขาย 3500-3800 บาท มีทากาวสีเทาป้ายมาให้เพื่อให้ขันแล้วล็อคได้แน่นสนิท (ซื้อตรงรุ่นก็ดีตรงที่มีสายมาให้ด้วยเลย เปลี่ยนได้เองง่ายเลย ไม่ต้องมานั่งเชื่อมต่อสายให้วุ่นวาย ความเห็นส่วนตัวถ้าพอมีเงินก็ซื้อตรงรุ่นเถอะ)

ตั้งแต่เปลี่ยนมาจับน้ำมันก็ได้ระยะทางดีขึ้นประมาณ 8-10 km/l ผมก็พอใจ แต่เอ๊ะทำไมรถแต่เดิมนานแล้วเคยวิ่งปรู๊ดปร๊าดเร่งขึ้นกว่านี้นะ นี่ก็เร่งไม่ทันใจมานานละ เปลี่ยน O2 ก็ไม่ได้ช่วยเท่าใด (แต่คนอื่นลองรถผมบอกแรงดีพุ่งดี ทุกคน ผมก็เอ่อ...ไม่เห็นจะจริงเลย ผมจำความรู้สึกรถตอนมันเร่งดี ๆ ได้แต่นานมาแล้ว) เป็นเหตุให้ผมไปหาสาเหตุ หาไปหามา

จำเลยที่่น่าสงสัยคือเจ้า Intake Air Temperature (IAT) มากที่สุด เนื่องจากอย่างอื่นก็เปลี่ยนเกือบหมดแล้ว (เครื่องเกียร์ก็ฮอลหมดแล้วอะไรเปลี่ยนได้เปลี่ยนเกือบหมด พาลจะหมดตัวไปด้วยหลายแสน)

ผมไปหาซื้อ IAT หรือมักเรียกกันว่า Air Temperature Sensor สำหรับรุ่น E220 จะมีหัว 2 แบบ ต้องเอารหัสรถไปเทียบดูจะได้ชัวร์ว่าใช้แบบไหน ตำแหน่งมันจะอยู่ที่ท่อคล่อมเครื่องใกล้กับ Idle Speed Control อยู่ด้านติดกับคอนโซลรถ

พอดึงของเก่าออกมาดูก็เป็นดังคาด สีน้ำตาลแดงอมดำคล้ำ ๆ (ก็พวกคราบที่มาเกาะเพราะใช้มานานแล้ว) ของใหม่แท้หัว sensor สีเหลืองสดใส ไม่บวม (ราคาของแท้ก็ไม่แพงประมาณ 1100-1300 ของเทียบผมไม่ทราบราคาแต่คุ้น ๆ ว่า ไม่ถึงพัน) ถอดจุ๊บล็อกดึงทีเดียวก็หลุดไม่ยาก เปลี่ยนใหม่แน่นกริ๊บออกแรงยัดกับท่อคล่อมหน่อยเพราะยางโอริงมันยังไม่แบนก็กดให้แน่นทั้งตัวล็อกด้านบนและล่าง เป็นอันเสร็จพิธี (จริง ๆ จะวัดว่าเสื่อมมากแค่ไหนก็ไม่ยาก ไปหามิเตอร์มาวัดค่าความต้านทาน เทียบกันระหว่างของเก่ากับใหม่ที่อุณหภูมิเดียวกัน เหมือนที่ทำกับ O2 sensor เหมือนกัน ถ้าเสื่อมระดับหนึ่งจะเห็นค่าต่างกันจนสังเกตได้ง่าย)

พอสตาร์ทเครื่องก็ปกติดี ได้เวลาลองรถ ผมตกใจมาก มาก แล้วก็มาก ว่าเนี่ยแหละหนออัตราเร่งของรถรุ่นนี้ที่ควรจะเป็น สังเกตง่ายตอนขึ้นทางโค้งสะพาน แรงดีไม่ต้องพยายามมาก แตกต่างจากเดิมแบบเอาใครมาขับก็ต้องบอกว่าต่าง เพราะมันต่างอย่างมาก ผมอิ่มใจทั้งวันว่า เปลีย่นแค่พันเศษ โหได้อัตราเร่งดีขนาดนี้เลย น่าจะทำตั้งนานแล้ว ไม่คิดว่าตัววัดอุณหภูมิอากาศ จะสำคัญมีผลขนาดนี้กับอัตราส่วนการฉีดน้ำมันและการเผาไหม้ ตอนแรกผมคิดว่าเปลี่ยนแค่ O2 sensor ก็น่าจะพอวัดสัดส่วนน้ำมันและการเผาไหม้ได้ดีพอแล้ว แต่ไม่จริงเลย

ผมยังจำได้ว่าเคยอ่านกระทู้ที่ อ.แคส แกบอกว่ากินน้ำมันลองเปลี่ยน ITA ดู มีผลมาก ผมได้ลองแล้วก็คิดว่าจริงครับ (ยกมาพูดถึงเพราะทำให้เอะใจครับ ต้องขอขอบคุณด้วยครับ)

ตอนนี้ทดสอบอัตราการกินน้ำมันก็ได้ผลดีขึ้น ผมขับในเมืองและนอกเมือง ขับไม่เร็ว กินประมาณ 9-13 km/l ตอนนี้พอใจมาก ๆ ครับ พอใจจนต้องเอามาบอกต่อ เพราะราคาไม่แพง ท่านใดไม่เคยเปลี่ยนเลย ลองถอดมาดู (เผอิญผมไม่ได้ถ่ายรูปเทียบของเก่ากับใหม่ ลืมไป) ถ้าเก่ามากแล้ว ไม่เคยเปลี่ยนก็ลองเปลี่ยนกันเถอะครับ แล้วก็สังเกตผลที่ได้ ผมก็หวังว่าจะเห็นผลกันบ้างนะครับ

ปล. ขอแสดงความเห็นส่วนตัวนิดหน่อยเรื่องท่อแคต (ก่อนเข้าหม้อพักกลาง) ว่าถ้ามันยังดีอยู่อย่าไปเอาออกต่อตรงเลยครับ เพราะผมทำมาแล้ว แล้วก็หาท่อแคตทั้งเส้นมาใส่คืนแล้ว ผมวัดแล้วด้วยว่า ไม่ได้ประหยัดน้ำมันขึ้นแต่อย่างใด ข้อดีก็คือรถเร่งดีขึ้นในตอนออกตัวแบบรู้สึกได้ แต่ถ้าลอยตัวแล้วก็ไม่ได้เร่งดีขึ้นเท่าไหร่เลย แต่เวลาปล่อยคันเร่ง รถจะไม่มีแรงส่งต่อแบบตอนมีท่อแคต (ตอนใส่แคตเวลาถอนคันเร่งเหมือนมีแรงเฉื่อยส่งให้รถวิ่งไปอย่างกับกด cruise control เลย ได้นานพอสมควร ไม่น่าจะคิดไปเอง หรือคิดไปเองหว่า 555+) ผมว่าระบบเดิม ๆ เค้าออกแบบมาดีแล้วครับเรื่องสูตรท่อไอเสีย ไหน ๆ ก็เชื่อว่าวิศวกรออกแบบเครื่องมาดีแล้ว ระบบต่อเนื่องก็น่าจะคำนวณไว้ให้รับกันหมด

มีอะไรผิดพลาดก็แนะนำด้วยนะครับ
ขอบคุณที่อ่านครับ


ช่วยชี้เป้าให้ด้วยครับ ผมอยู่ต่างจังหวัดกะว่าจะซื้อแบบตรงรุ่นมาเปลี่ยน ทั้ง O2 sensor กับ Intake Air Temp. พร้อมกันเลย แต่ไม่รู้จะสั่งซื้อได้ที่ไหน? ตอนนี้กินทั้งแก๊ส และน้ำมันมากผิดปกติ ผมใช้ w202 c220 1995

ผมลองโทรเข้าไปร้านแถววรจักร เขาบอกว่า O2 Sensor ต้องเบิกห้าง ราคาลดแล้วเหลือหมื่นกว่า :eek:

:n20:
 
ช่วยชี้เป้าให้ด้วยครับ ผมอยู่ต่างจังหวัดกะว่าจะซื้อแบบตรงรุ่นมาเปลี่ยน ทั้ง O2 sensor กับ Intake Air Temp. พร้อมกันเลย แต่ไม่รู้จะสั่งซื้อได้ที่ไหน? ตอนนี้กินทั้งแก๊ส และน้ำมันมากผิดปกติ ผมใช้ w202 c220 1995

ผมลองโทรเข้าไปร้านแถววรจักร เขาบอกว่า O2 Sensor ต้องเบิกห้าง ราคาลดแล้วเหลือหมื่นกว่า :eek:

:n20:


ลองโทรเช็คดูหลายๆร้านซิครับ
โดยเฉพาะที่มีรายชื่อในห้องบริการ ซึ่งน่าจะเชื่อได้ในระดับหนึ่ง

เช็คดูราคากับยี่ห้อ ของแท้ ของเทียม ของเทียบ
ส่วนใหญ่ร้านเขาจะตอบเราตรงๆ ให้เราเลือกตัดสินใจเองครับ
แต่ที่สำคัญ ถ้าเป็นรถเดิมๆ ให้บอกเลขตัวรถครับ
WDB202......
อันนี้ เวลาอธิบายรุ่นกันไม่ถูก
ร้านอะหลั่ยเบนซ์จริง เขาจะขอไปเช็คให้
รับรองไม่ผิดครับ

เพื่อนผมเคยสั่งซื้อดอกกุญแจด้วย VIN CODE
รถอายุ 20 ปี ได้มาแล้วใช้ไขได้เลยครับ
 
O2 ไม่เสียง่ายๆ ลองเช็คด้วยเครื่องสตาร์ดูก่อน มันมีหน้าที่เช็คอุณหภูมิไอเสียเพื่อเปรียบเทียบมาเป็นค่า air fuel ratio เท่านั้น ส่วน IAT ใช้น้ำยาล้างคอนแทคป๋องสีฟ้าล้างได้ ลองค้นหาจากกระทู่ที่ผมเคยโพสท์ไว้

ถ้าต้องเปลี่ยน O2 สั่งจากอีเบย์ได้เองเลยครับ เลือกให้ตรงรุ่น c220, w202 1993-1998 sedan ราคาไม่ถึงสองพัน สี่สาย ให้ช่างไวริ่งสายไฟทั่วไปเปลี่ยนได้ จะบัดกรีสายหรือใช้ย้ำสายก็ได้

ถ้ามีไรให้ชวยลองไลน์มาคุยกัน เพราะใช้รุ่นเดียวกันอยู่ line id : panyaphol
 
ขอบคุณคุณ india ครับ เดี๋ยวจะไล่โทรตามคำแนะนำครับ

ขอบคุณคุณ beta ครับ คือผมอ่านๆ มาในเวปนี้ละครับ เห็นว่า O2 sensor มันมีอายุใช้งานไม่เกิน 1.5 แสนโล และตอนที่มันเสื่อมแต่ยังไม่เสียนะครับ มันจะส่งสัญญาณไปให้ ECU สั่งจ่ายเชื้อเพลิงมากกว่าปกติ เปลือง แต่ถ้ามันเสียไฟเอนจิ้นจะโชว์ หรือเช็ค code error ก็จะเจอ error ในกรณีผมเช็คไม่เจอ error แต่ผมคิดว่ามันคงจะเสื่อมแล้ว เพราะเท่าที่ผมนึกได้ย้ังไม่เคยเปลี่ยนเลย ตอนนี้วิ่งไป 2 แสนก่าโลแล้ว

ขอบคุณครับ
 
ไม่ทราบว่าตอนนี้ราคาของIntake Air Temperature มีใครเปลี่ยนมาล่าสุดบ้างมั้ยครับ หรือสั่งในอีเบย์ดี
 
ผมเปลี่ยนIATในW202C220เมื่ออาทิตย์ที่แล้วโดยใช้บริการของ
ช่างวันหยุด 089-5284745 ราคาพันกลางๆครับ
 
ผมเปลี่ยนIATในW202C220เมื่ออาทิตย์ที่แล้วโดยใช้บริการของ
ช่างวันหยุด 089-5284745 ราคาพันกลางๆครับ

อยากทราบว่าเปลี่ยนแล้ว
การขับแตกต่างจากเดิมมากไหมครับ
ถ้าเห็นผลต่างจะ จะ ผมจะได้
เปลี่ยนมั่งครับ อันของผมเกิด
มาพร้อมรถ ขอบคุณ
 
นอกจากเปลี่ยนIAT Sensor แล้วยังทำความสะอาดMass Air
Flow Sensor และทำความสะอาดใส้กรองอากาศ เปลี่ยนถัง
Charcoal
ขับพุ่งกว่าเดิมรู้สึกถึงความแตกต่างได้ชัดเจนน่าจะประหยัดเชื้อเพลิง
ลงได้พอสมควร แต่ไม่ทราบว่าถ้าเพียงแต่เปลี่ยนIAT Sensor
อย่างเดียวจะมีผลแค่ไหนครับ
 
Back
Top