แอร์ ความร้อน 230E W124 แดดจัดแอร์ไม่เย็น ไปหาหมอที่ไหนดีคะ

fraY

New member
สวัสดีค่ะ ตามมารบกวนขอคำแนะนำอีกครั้งค่ะ
รถ 230E W124 คันเดิมค่ะ ล่าสุดน้ำหม้อน้ำหาย มีแรงดันมาก ช่างเลยจัดการเปิดฝาไปเรียบร้อยแล้ว รับรถกลับมาก็มีปัญหาใหม่คือขับรถกลางวันแดดจัดๆ แอร์ไม่เย็นเอาซะเลยค่ะ ไม่ว่าจะปรับพัดลมเบอร์อะไรก็ตาม ถ้าเป็นตอนเช้าๆก็เย็นช้าหน่อย วิ่งทางด่วนไปสักพักจะเย็นสบายๆ ส่วนกลางคืนก็เย็นฉ่ำดี
คอมแอร์เปลี่ยนลูกใหม่ไปแล้วเมื่อซัก 6 เดือนที่แล้วค่ะ

รบกวนขอถามต่อเป็นข้อๆอีกนิดนะคะ
1. พัดลมไฟฟ้าหน้ารถ ปรกติมีกี่ step คะ ตอนนี้เปิดแอร์สักพัก พัดลมก็จะหมุนเร็วจี๋อยู่ step เดียว เสียงกระหึ่ม แต่ไม่ได้หมุนตลอดนะคะ ถ้าจะจอดรถ ปิดแอร์แล้ว พักลมก็ยังทำงานอยู่สักพัก ทั้งๆที่ความร้อนประมาณ 80-90 เองค่ะ อย่างนี้ผิดปรกติหรือเปล่าคะ
2. รอบเครื่องน่าจะอยู่ประมาณเท่าไรค่ะ ตอนนี้เป็นประมาณนี้ ไม่รู้ว่าเหมาะสมหรือเปล่า
- รถจอด, เกียร์ว่าง, ไม่เปิดแอร์ --> 1000
- จอดติดไฟแดง, เข้าเกียร์ว่าง, เปิดแอร์ --> เครื่องจะเร่งไปที่ 1000 แล้วลดลงมาที่ประมาณ 750 - 800
- เข้าเกียร์d รอบตกนิดหน่อยแต่รถมีแรงพุ่งปกติค่ะ
3. มีวิธีไหนทำให้รถกินน้ำมันได้น้อยกว่านี้อีกสักหน่อยรึเปล่าคะ ตอนนี้ในเมือง ประมาณ 5 กว่าๆ ถึง 6 กว่าๆ ทางไกลที่ความเร็วเฉลี่ย 120 ครึ่งถังได้ประมาณ 220กม. เกียร์ออโต้ เฟืองท้าย 3.27 ค่ะ

อาการทั้งหมดนี่ อันไหนร้ายแรงควรรีบรักษารึเปล่า พาไปหาหมอที่ไหนดีคะ

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกคำแนะนำค่ะ
 
ข้อ 3.อัตราการบริโภคน้ำมันเหมือนกันเลย ขอติดตามผู้รู้ตอบด้วยคน
 
ขั้นแรกลองเช็คน้ำยาแอร์ก่อนครับ เพราะตอนถอดเครื่องมาทำ ช่างน่าจะต้องถอดคอมแอร์ออกมาด้วย น้ำยาแอร์น่าจะหายไปบางส่วน
ดูที่ดรายเออร์ก็ได้ครับ ถ้าเดินเบาอยู่เปิดแอร์ คอมทำงาน แล้วเห็นน้ำยาไหลต่อเนื่องดี ไม่มีฟองอากาศลูกใหญ่ ๆ แสดงว่าน้ำยาไม่ขาด แต่ถ้ามีฟองอากาศก็แสดงว่าน้ำยาแอร์ขาด
หรืออีกวิธีคือ ที่รอบเดินเบา เปิดแอร์ เร่งเครื่องขึ้นไปรอบสูง ถ้าแอร์เย็นขึ้น
ก็เป็นไปได้ว่าน้ำยาขาด คอมแอร์ยังใหม่ คิดว่ายังไม่น่ามีปัญหาเรื่องกำลังอัด
เพราะถ้าน้ำยาเต็มแต่เร่งรอบแล้วเย็นขึ้น คอมแอร์อาจจะมีปัญหา

เรื่องกินน้ำมัน ลองไปตรวจเช็คค่า CO ดูครับว่าอยู่ในเกณฑ์ปรกติหรือเปล่า
ของผม w123 วิ่งในเมืองอยู่ประมาณ 6.5-7.5
ทางไกลนิ่ง ๆ ไม่เกิน 110 ได้มา 10 โลลิตรครับ

ไม่ทราบว่าอยูแถวไหนครับ พี่ ๆ ในนี้จะได้แนะนำอู่ถูก
 
โห ขับทางไกล นู๋อัด 160 (230E) ครึ่งถังได้ประมาณ 300 โลอ่ะจ๊ะ
ในเมืองครึ่งถังนู๋ได้ 220 - 250 โล (kick down เป็นว่าเล่นอ่ะ)
 
1. พัดลมไฟฟ้าหน้ารถ ปรกติมีกี่ step คะ
*** 230E W124 พัดลมไฟฟ้ามี 2 step
- step # 1 หมุนไม่เร็ว ถูกสั่งงานโดยสวิทช์แรงดันน้ำยาแอร์ที่บริเวณหัวตัวดรายเออร์แอร์ ( ดรายเออร์ลูกสีดำ ที่ด้านบนมีช่องใส ๆ ที่ไว้มองดูน้ำยาแอร์ อยู่หลังไฟหน้าด้านขวามือ เมื่อเราหันหน้าเข้าหากระจังหน้ารถ ) โดยรีเลย์จะจ่ายไฟให้่พัดลมโดยผ่านตัวต้านทานแบบกระเบื้องสีขาวขนาดนิ้วโป้ง ที่หลังไฟหน้าขวาเช่นกัน ดังนั้น step # 1 ทำงานเมื่อเปิดแอร์ไปสักครู่ ไม่เกี่ยวกับอุณหภูมิ ถ้าปิดแอร์ซักพักก็ไม่หมุน
- step # 2 หมุนเร็วกว่า เพราะรีเลย์จ่ายไฟเข้าพัดลมโดยไม่ผ่านตัวต้านทานแบบกระเบื้อง การหมุนที่ step # 2 ถูกสั่งงานโดยสวิทช์เซ็นเซอร์ความร้อนที่ฝาสูบ ( ใกล้ฝาเติมเติมน้ำมันเครื่อง ) โดยโทั่วไปเริ่มทำงานที่ประมาณ 105 องศา ( สวิทช์เซ็นเซอร์ความร้อนแบบ 2 ขา สีของพลาสติกสีฟ้า )
*** พัดลมหน้าเครื่อง เป็นแบบคลัชแม่เหล็กไฟฟ้าจับให้หมุนตามสายพาน โดยสวิทช์เซ็นเซอร์ความร้อนอีกตัวที่ฝาสูบ
- โดยสวิทช์เซ็นเซอร์ความร้อน พัดลมหน้าเครื่อง ถ้าเป็นเดิม ๆ มักจะเป็นแบบ 3 ขา สีพลาสติกสีดำ ( แต่ใช้ 2 ขาคุมคลัชแม่เหล็ก เริ่มทำงานที่ 100 องศา - ซึ่งผมเห็นว่ามันช้าเกินไป ) ส่วนอีก 1 ขากลับเป็นเซ็นเซอร์อุณหภูมิที่จะต่อไปที่เข็มความร้อนหน้าปัทม์
- สิ่งที่ควรทำ คือ เอา 3 ขาสีดำออกไป หาซื้อ 3 ขาพลาสติกสีเทามาใช้แทน ( ใช้แค่ 2 ขาคู่กันมาคุมคลัชแม่เหล็ก เริ่มทำงานที่ประมาณ 95 องศา ส่วนอีก 1 ขา ทิ้งไว้ไม่ใช้ ) และซื้อเซ็นเซอร์อุณหภูมิที่จะต่อไปที่เข็มความร้อนหน้าปัทม์แบบ 1 ขา มาใส่เพิ่มที่ฝาสูบ

2. รอบเครื่องน่าจะอยู่ประมาณเท่าไรค่ะ ตอนนี้เป็นประมาณนี้ ไม่รู้ว่าเหมาะสมหรือเปล่า
- รอบเครื่องตอนยังไม่เปิดแอร์สูงไปนิด นอกนั้นก็น่าจะปกติ ถ้าเป็น 230E Code B ปี 92 รอบจะตั้งไม่ได้ กล่อง ECU จะคุมตัว Idle Control Valve โดยตรง แต่ถ้าเป็น Code A หรือ Code B ปี 90-91 ตัว Idle Control Valve จะตั้งรอบได้ ลองให้ช่างเช็คอีกทีครับ

3. มีวิธีไหนทำให้รถกินน้ำมันได้น้อยกว่านี้อีกสักหน่อยรึเปล่าคะ
*** จูน C.O. ครับ ถ้าเช็คอย่างอื่นด้วย เช่น การตั้งไฟ, Idle ให้เรียบร้อย เช็คการหล่อลื่น, กรองต่าง ๆ น่าจะดีขึ้น

เรื่องแอร์ ถ้าต้องการให้เย็นฉ่ำขึ้น
- น้ำยาแอร์เต็มไหม ถ้าเต็มดีอยู่แล้ว ก็ เอาใหม่ ตามขั้นตอน
- เช็คว่าพัดลม step 1 ทำงานเป็นปกติ ได้รอบที่เหมาะสมถูกต้อง
- ล้างในระบบแอร์ทั้งหมด เช่น ตู้แอร์, คอยล์เย็นหน้าหม้อน้ำ, เปลี่ยนดรายเออร์แอร์ เป็นต้น
- ทำความสะอาดรังผึ้งแอร์ ( คอล์ยเย็น ) ให้ดี
 
ขอบคุณทุกท่านค่ะ ได้ความรู้มากๆ

คุณ Kris คะ สวิทช์เซ็นเซอร์ความร้อน พัดลมหน้าเครื่อง ช่างเปลี่ยนเป็นสีเทาไปแล้วค่ะ
ตอนนี้พอเปิดแอร์สงสัยว่าพัดลมไฟฟ้า Step 1 ไม่ทำงาน ข้ามไปทำ Step 2 เลย เพราะมันหมุนเร็วๆเสียงดังๆแบบนั้นอยู่แบบเดียวค่ะ จำได้ว่าก่อนไปซ่อมฝามันยังไม่ดังขนาดนี้เวลาเปิดแอร์ค่ะ

ขออนุญาตถามต่ออีกนิดตามประสาคนเพิ่งหัดซ่อมนะคะ
1. ระดับน้ำยาแอร์ - ถ้าเปิดแอร์แล้วมีคลื่นขาววิ่งผ่านช่องมองที่ดรายเอร์เป็นระยะนี่แปลว่าน้ำยาพร่องรึเปล่าคะ
2. จูน C.O. นี่ทำอู่ไหนได้บ้างคะ หลักๆตอนนี้เข้าอยู่ที่อู่แทนและอู่บ้านค่ะ ทั้งสองที่นี้เช้คได้รึเปล่าคะ

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกคำแนะนำค่ะ
 
สงสัย .....สงสัย.. ใครมือบอนไปต่อให้พัดลมไฟฟ้าทำงานที่สเต็ป 2 อย่างเดียวป่าว ?

ถ้าใช่รีบไปแก้เร็วไว ช้าไปบรรลัย.... เคยมีหวิดเผาทั้งคันมาแล้ว และนี่อาจเป็นสาเหตุให้กินน้ำมันมากก็ได้ครับ ก้อพัดลมสเต๊ป ที่ 2 มันกินไฟมากนี่ครับ
 
เกียร์ออโต ทำมัยได้เฟืองท้าย3.27 วิ่งทางยาวจะไม่ประหยัดนะ
 
1. ระดับน้ำยาแอร์ - ถ้าเปิดแอร์แล้วมีคลื่นขาววิ่งผ่านช่องมองที่ดรายเอร์เป็นระยะนี่แปลว่าน้ำยาพร่องรึเปล่าคะ
ถ้าฟองมากก็พร่องครับ ถ้าเอาชัวร์ที่ร้านแอร์จะมีที่วัดแรงดัน

2. จูน C.O. นี่ทำอู่ไหนได้บ้างคะ หลักๆตอนนี้เข้าอยู่ที่อู่แทนและอู่บ้านค่ะ ทั้งสองที่นี้เช้คได้รึเปล่าคะ
ได้ทั้งสองที่ครับ, ถ้าเป็นที่อู่บ้าน ( รามอินทราซอย 5 ) ไม่มีคอมพ์จับ ช่างใช้ประสบการณ์จูนให้ครับ
 
Back
Top