E240 AV ตากลม คุณชายปวรรุจของน้าหมู

ขอดีใจก่อน ...ครบขอความที่ 100 พอดี:n45::n45:

177 hp เอามาจากเว็ปอะไรซักอย่าง ตอนหาข้อมูลที่อู่ไดโนค่ะ ในคู่มือจริงๆแล้ว มีหน่วยเป้น kw ในสมุดทะเบียนไม่ได้ดู (ตอนนี้อยู่ฮานอย เลยไม่รู้ว่าตัวเลขเท่าไหร่แน่)

ที่อยากรู้มากที่สุดคือ สถานะปัจจุบันของรถเขามีม้าห่างจากสเปกเท่าไหร่ ตอนนี้เรารู้แล้วว่าคุณชายมีม้าลงที่พื้นแค่ไหน แต่ที่ไม่รู้คือม้าจากโรงงาน

ถ้าสมมติว่าม้าโรงงาน 170 hp และวัดที่ตำแหน่งเดียวกัน ก็แสดงว่าเครื่องยนต์ยังมีสภาพ 80%
มีน้องจูนเนอร์ที่เจอกันที่ไดโน่บอกว่า ถ้าวัดที่ฟลายวิลม้าจะหายประมาณ 20-30% เมื่อเทียบกับม้าลงพื้น ถ้าเป็นกรณีนี้ รถปี 2001 คันนี้ยังสภาพใกล้เคียงโรงงานมาก

เป็นคำตอบที่น่าค้นหาค่ะ
 
Last edited:
ไล่อ่านมาหลายแหล่งมาก งานการไม่ทำ ก็มันคาใจนี่หน่า

ได้ข้อมูลมาเพิ่มว่า สเปก = 170 bhp/125 kw วัดที่แบบ No load.

ฝรั่งบางคนบอกว่า bhp ต่างกับ HP เพราะตัวหลังวัดบนไดโน่ซึ่งมีโหลดและเป็น real wheel HP ซึ่งจะให้ค่าที่ต่ำกว่า. ค่าความแตกต่างจะประมาณ 13-23%. บางคนบอกว่าค่าแทบจะไม่ต่างกัน bhp อาจจะน้อยกว่าเล็กน้อย แต่ให้ถือว่าค่าเท่ากัน

เอาเป็นสรุปแบบอนุรักษ์นิยมว่า ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม เครื่องยนต์คุณชายมีสภาพ 81% เมื่อเทียบกับสเปกโรงงาน ถือว่าดีมากของรถอยุ 13 ปี วิ่งมาเกือบสองแสนโล

QED.

ปล. ค่าขึ้นไดโน่ตอนโปรโมชั่น 500 บาท ไปเป็นหมู่เหล่าค่ะ อยากไปหลายๆ คัน บอกมานะ จะไปคุยหาโปรฯ ให้
 
แรงม้าวัดที่ล้อ ก็จะมีการสูญเสียไปในระบบส่งกำลังครับ torque converter เพลากลาง เฟืองท้าย เพลาข้าง
ดังนั้นจะมีส่วนต่างของแรงม้าอยู่ครับ เคยเห็นตัวเลขทั่วไปเขาบอกว่า 15%

แต่จริง ๆ แล้ว บางคนเขาก็บอกว่า แรงม้าวัดจาก dyno ไม่ควรจะเอาไปโยงถึงตัวดลขแรงม้าจากบริษัทผู้ผลิตครับ
เขาให้เอาไว้ดูเฉย ๆ ว่า ทำอะไรกับรถ แล้วได้ผลต่างอย่างไร มากกว่าครับ

http://www.superstreetonline.com/how-to/engine/modp-1005-drivetrain-power-loss/

http://www.headlightmag.com/webboard2011/index.php/topic,4109.0.html
 
การออกแบบอันน่าทึ่งของเบ๊นซ์

นังไม่มีอะไรมาอัพเดทเรื่องคุณชายค่ะ เพราะไม่ได้ขับมาสามอาทิตย์แล้ว มัวแต่เดินสายยังกะนักร้องลูกทุ่ง แต่มีเรื่องการออกแบบรถเบ๊นซ์มาเล่าให้ฟัง ซึ่งจำเขามาเล่าต่ออีกที

จำมาจากเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ป1 เรียกได้ว่ารู้จักกันมาชั่วชีวิต ตั้งแต่หกขวบ เป็นวิศวกรรนไทยจบจากเยอร์มัน เคยทำงานโรงงานเบ๊นซ์และเป็นคนขึ้นไลน์การประกอบ 124,220,210 ในประเทศไทย แต่ตอนนี้ได้ล้างมือจากวงการรถยนต์แลัว มาทำกิจการส่วนตัว ช่วงหนึ่งของการสนทนาบนโต๊ะอาหารคือ

[เพื่อน] เธอรู้มั๊ย เบ๊นซ์ใช้ความรู้ทางการแพทย์ในการออกแบบรถยนต์หล่ะ
[น้าหมู] ทำตาโต จริงอะ่ ไหนเธอขยายความหน่อยซิ
[เพื่อน] เธอลองมองดูในเสื้อสูบซิ เธอจะเห็นว่า ผิวด้านในมันย่นๆ ลองนึกซิว่ามันเหมือนอะไร
[น้าหมู] กระเพาะ ผนังหัวใจ. เดาไปเรื่อย เดายังไงก็ไม่ถูก.. เฉลยมาได้แล้วฉันยอมแพ้
[เพื่อน] ยิ้มก่อน.. เหมือนลูกอัณฑะหว่ะ เพราะผิวแบบนี้ มันจะระบายความร้อนได้ดีที่สุด:n45:

[น้าหมู] อือ.. ความรู้ใหม่เนอะ แล้วก็ด่าเพื่อนมันไปที ไอ้บ้า..แล่วจะให้ฉันเดาถูกได้ไง. ก็ฉันไม่มีนี่หว่า:icon_razz:
 
นังไม่มีอะไรมาอัพเดทเรื่องคุณชายค่ะ เพราะไม่ได้ขับมาสามอาทิตย์แล้ว มัวแต่เดินสายยังกะนักร้องลูกทุ่ง แต่มีเรื่องการออกแบบรถเบ๊นซ์มาเล่าให้ฟัง ซึ่งจำเขามาเล่าต่ออีกที

จำมาจากเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ป1 เรียกได้ว่ารู้จักกันมาชั่วชีวิต ตั้งแต่หกขวบ เป็นวิศวกรรนไทยจบจากเยอร์มัน เคยทำงานโรงงานเบ๊นซ์และเป็นคนขึ้นไลน์การประกอบ 124,220,210 ในประเทศไทย แต่ตอนนี้ได้ล้างมือจากวงการรถยนต์แลัว มาทำกิจการส่วนตัว ช่วงหนึ่งของการสนทนาบนโต๊ะอาหารคือ

[เพื่อน] เธอรู้มั๊ย เบ๊นซ์ใช้ความรู้ทางการแพทย์ในการออกแบบรถยนต์หล่ะ
[น้าหมู] ทำตาโต จริงอะ่ ไหนเธอขยายความหน่อยซิ
[เพื่อน] เธอลองมองดูในเสื้อสูบซิ เธอจะเห็นว่า ผิวด้านในมันย่นๆ ลองนึกซิว่ามันเหมือนอะไร
[น้าหมู] กระเพาะ ผนังหัวใจ. เดาไปเรื่อย เดายังไงก็ไม่ถูก.. เฉลยมาได้แล้วฉันยอมแพ้
[เพื่อน] ยิ้มก่อน.. เหมือนลูกอัณฑะหว่ะ เพราะผิวแบบนี้ มันจะระบายความร้อนได้ดีที่สุด:n45:

[น้าหมู] อือ.. ความรู้ใหม่เนอะ แล้วก็ด่าเพื่อนมันไปที ไอ้บ้า..แล่วจะให้ฉันเดาถูกได้ไง. ก็ฉันไม่มีนี่หว่า:icon_razz:

ก๊ากๆๆๆๆ:n30::n30::n30::n30:
 
นับหนึ่ง

น้ำมันเครื่องจากเยอรมันสำหรับรถเยอร์มัน

อ่านบทรีวิวของนิตยสารรถยนต์ในเยอร์มัน ไม่ว่าจะเป็นAuto Bild, Auto Zeitung,Auto motor and Sport ที่สอบถามคนอ่านนับล้านคนว่าชื่นชอบน้ำมันเครื่องยี่ห้อไหน ผลปรกฎว่า อันดับหนึ่งคือLiqui Moly, ตาม ด้วย Castrol และMobil ติดต่อกันมาหลายปี แถมยังมีข้อมูลอื่นเพิ่มเติมอีกว่า Leichtlauf High Tech 5W-40 from the German company LIQUI MOLY. ได้รับการยอมรับจากเมอร์ซีเดส เบ๊นซ์ให้เป็นน้ำมันตามสเปก MB 229.5 ที่เหมาะสมสำหรับ. Mercedes AMG.



เมื่อก่อนก็ใช้ Mobil 1. แต่หลังจากอ่าน .. ไม่ลองไม่ได้แล้วค่ะ. เลยสั่งของมาลองหน่อย ได้โปรโมชั่นได้ flushing oil มาด้วย ไหนๆ ก็ได้มาฟรี ก็ขอใข้ซะหน่อย จะได้ไม่เสียของ



ตามเข้าไปอ่านในเว็ปไซด์เรือ่ง additive. อ่านแล้วเคลิ้มเลย แต่ๆๆๆ กลับไปอ่านคู่มือรถเบ๊นซ์แล้ว .. เบ๊นซ์ไม่แนะนำให้ใส่ใดๆทั้งสิ้นทั้งผสมในน้ำมันเครื่องและน้ำมันเบนซิน .. งานนี้เลยขอผ่าน

ไหนๆ ก็มาอยู่บนฮ๊อย ก็ขอ นับหนึ่งเลย พร้อมกับเปลี่ยนของเหลวอื่นๆ ไปด้วย น้ำมันเกียร์ไฟฟ้า นำ้มันเฟืองท้าย เปลี่ยนถ่ายน้ำหม้อน้ำ ก็ของเบ๊นซ์ตามปกติ หัวเทียนอีก 12 (Bosch super iridium +45) ตัว ที่ไม่ลืมที่เปลี่ยนไปพริอมกันคือ กรองเกียร์ ยางแคร้งค์และ pilot bushing




 
Last edited:
ลิควิดมอลลี่ที่น้าหมูใช้นั้นได้คุยกับตัวแทนแล้วเป็นน้ำมันที่น่าสนใจตัวหนึ่งครับ เพื่อนผมรถเริ่มมีอาการวาล์วดังก็เปลี่ยนมาใช้ยี่ห้อนี้โดยฟลัชก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนน้ำมันเครื่องผลที่ได้คือเสียงวาล์วหายไปเลยส่วนระยะยาวต้องรอติดตามกันต่อไปครับ
 
ตอนนี้ น้าหมูหูยังอื้อๆไม่หาย แต่ยังพอจับสังเกตุได้ว่า เสียงเครื่องเงียบกว่าเก่าหน่อยนึงค่ะ:) จะว่าอุปทานก็อาจจะใช่นะ:rolleyes:

ตอนนี้มีโปรโมชั่นถึงสิ้นปี แถม engine flush ราคา 500 ถ้าใครสนใจอยากลอง ราคาน้ำมันเครื่องก็พอๆ กับโมบิล 1 ค่ะ ถูกกว่าประมาณลิตรละ 10-20 บาท (ไม่ได้ค่าโฆษนานะ)
 
มีบางท่านส่ง pm มาหา แต่ตอบไม่ได้ค่ะเพราะ ท่านไม่ได้เปิดระบบpm ไว้ค่ะ

รบกวนเปิดระบบด้วยหรือ ทิ้งเบอร์โทรไว้ก็ได้ จะโทรกลับค่ะ
 
Liquid moly ร้านนึงแถววรจักรมีขายครับ (ร้านนี้ยี่ห้อเทพ ๆ แพง ๆ มีหมด เช่น ows , motul , torco)

ผมก็เห็นอยู่ แต่ราคาแพงกว่าตัวที่ใช้ประจำไปนิด คือ พอ ๆ กะ mobil1 ก็แพงแหละเน้อ ยิ่งไม่มีโปรอะไร เลยไม่สนใจนัก

แต่ไอ้ flushing oil นี่มีแบบผสมของเดิม ติดเครื่องซัก 5-10 แล้วถ่าย กับ ถ่ายของเดิมทิ้งแล้วใส่เพียว ๆ ติดเครื่องและถ่ายอีกรอบ

ของ Liquid moly น่าจะเป็นแบบผสมของเดิม แต่ซื้อต่างหากแพงเอาเรื่อง

ไอ้เรื่อง flushing มีหลายความคิดมาก

ปล. ผมใช้ elf 5w-40 สังเคราะห์ แกลลอนนึง 1200 พอครับ พอใช้และ
 
ขอตอบตรงนี้เลยแล้วกันค่ะ ว่าน้ำหมูไม่ได้ขายน้ำมันเครื่องหรือสินค้า. แค่ลองของใหม่แล้วอยากเล่าแค่นั้นเอง น้ำมันเครื่องหาซื้อได้ที่บีควิก แต่น้าหมูซื้อจากในเว็ปเรารักสิงห์ยกขา เพราะคุ้นเคยมากกว่าค่ะ

น้ำมันเครื่อง โดยส่วนตัวแล้วอะไรก็ได้ ขอตัวหลังเป็น 40 สังเคราะห์แท้ เพราะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องปีละหน. ใช้มาหลายยี่ห้อแล้วโทเทล โมบิล เพนซอยล์ แม้กระทั่งน้ำมันไม่มียี่ห้อซื้อมาจากร้านบรรจุน้ำมันเครื่อง แบบว่า.. ชอบลอง. ตัว liqui moly. ก็เป็นหนึ่งในดอกไม้ริมทางผ่าน ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยต่างกันจนรู้สึกได้หรอกค่ะเปลี่ยนใหม่ ก็ลื่นเหมือนกันหมด ยิ่งของแพง อุปทานยิ่งเยอะ ขอให้ลื่นนานๆ จนเปลี่ยนอีกทีแล้วกัน:D:love:

Flushing oil ไม่เคยใช้เหมือนกัน. เพราะคิดว่าน้ำมันเครื่องดีๆๆ เปลี่ยนถ่ายตรงเวลาพอแล้ว แต่พอดีเขาแถมมา ก็เลยลองมั่ง ใส่ผสมกับน้ำมันเครื่องเก่า เดินเครื่อง 10 นาทีแล้วถ่ายออก ให้ซื้อเสียตังค์เอง ก็ไม่ซื้อ:rolleyes:
 
Dyno test 2

หลังจากเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ หัวเทียนใหม่ 12 ตัว ( ล้างหม้อน้ำ และน้ำมันเฟืองท้าย) ได้ 4-5 วัน ก็มาขึ้นไดโนอีกแล้ว น้องๆ โทรมาตามหลายรอบ บอกว่ารถไม่ครบจะไม่ได้ราคาโปรโมชั่น พี่มาช่วยอีกคันหน่อย

ผลออกมาน่าพอใจ คือ ได้ม้ามาเพิ่ม อีก 3 ตัวจากเดิม ได้ hp สูงสุดที่ 141.57 จากเดิม 138.51 ที่โหมด S ส่วนโหมด w ได้มาที่ 139.97 hp เพิ่มมา 3 ตัวตามกัน ทอร์คมาเร็วอีกนิดนึง

เห็นผลชัดเจนค่ะ
รูปแรก เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง โหมด S and W ของของเหลวกับหัวเทียนใหม่ ผลเหมือนเดิม คือ ม้า S มากกว่า W

รูปที่ 2 เป็นการเปรียบเทียบของโหมด S ระหว่างน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์เน่าๆ หัวเทียนกุดๆ กับ ของใหม่เอี่ยมทั้งเซ็ท



 
Last edited:
นี่ซิของจริง ไม่มีโม้ครับ ม้าเพิ่มเห็น ๆ ครับน้าหมู:n12:
 
ยางรองขึ้นแม่แรงทรุด

ยางรองขึ้นแม่แรงทรุด ก็เลยจัดเปลี่ยนของแท้ทีเดียวครบชุดเลย แพงเหมือนกันนะคะ ตัวละ 340 บาท แต่เพื่อนสมาชิกซื้อที่หลังสัดโสม เป็นของ TRW ตัวละ 250 บาท



 
Last edited:
ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจ และติดตามชมเรื่องราวของคุณชายมาตลอดสามเดือนที่ผ่านมา

ปฐมบทของคุณชายได้ดำเนินมาจนจบแล้วค่ะ
 
ที่ผ่านมามันเป็นปฐมบท รอติดตามเรื่องของคุณชายในบริบทอื่นๆอยู่นะครับ
 
หัวแตก

ภาคผนวกของปฐมบท

เพิ่งรู้ตัวว่าหัวแตก. เลือดอาบไหลเป็นทาง

ไอ้นิสัยชอบลองของใหม่ เป้นอะไรที่แก้ไม่หายจริงๆ ค่ะ. เรื่องนี้ยังไม่ได้เล่า เพราะมัวแต่ไปเล่าเรื่องเทสไดโน่

ไปลองอู่แถวบ้านมา บ้านอยู่ลาดพร้าวค่ะ เพราะกะว่าถ้าอะไรง่ายๆ เช่น เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ของไหล หัวเทียน เอาใกล้ๆ บ้านก็ได้ ยากๆ ค่อยไปรามอินทรา ตอนแรกยังไม่รู้ตัวนะว่าโดนฟันหัวแบะ จนกระทั่งไปซื้อของที่ร้านอะไหล่เจ้าประจำค่ะ แล้วเลยลองเช็คราคา

เจ็บหัวใจ อยากจะเป็นลม 😳

น้ำมันเกียร์ไฟฟ้าเบ๊นซ์. ขาย. 460. บาท อู่ชาร์จไป. 600😱
หัวเทียนหัวละ 180 เจอไป 290 😭

แค่สองรายการ อันอื่นก็ไม่กล้าถามแล้ว เพราะหน้าเริ่มมืด ตาเริ่มลาย กลับบ้านเลยไปดูบิลอู่แรกที่เคยแวะ (อู่ที่บอกว่า 240 av หาได้ในราคาสี่แสนนั่นแหละ) โอย.. ขนาดฟันๆ หัวเทียนยังคิดแค่ 250

ยอมรับได้นะคะว่าอู่จะบวกอะไหล่ แต่บวกกันขนาดนี้มันมากไปป่าว
 
นี่คือชีวิตจริงของคนเอารถเข้าอู่(ที่ไม่คุ้นเคยและไม่รู้กิตติศัพท์ของอู่(บางอู่))
สมัยที่ผมใช้เปอร์โยต์ 405 (ปัจจุบันก็ยังอยู่แต่ไม่ค่อยได้ใช้) ซ่อมจนสนิทกับ
เจ้าของอู่ วลีเด็ดที่เจ้าของอู่บอกผมก็คือ "ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าช่างฯอู่
กับโจร ต่างกันตรงไหน บางทีก็ดูไม่ออก ระวังตัวลำบาก" อู่พวกนี้มักหากิน
กับคนที่ "ขาด" หรือ "ไม่รู้" ข้อมูล ของราคาอะไหล่ กับแหล่งที่มาของอะไหล่
และมักไม่ชอบลูกค้าที่รู้ทัน หรือ หาอะไหล่ไปเอง บางอุ่บอกเลยว่าไม่รับซ่อม
รถที่หาอะไหล่มาเอง เป็นหน้าที่ของผู้ใช้รถเองที่จะต้องหาอู่ที่ไว้ใจได้(หายาก)
บางอุ่ฝีมือดี แต่แพง บางอู่แพงและห่วยแถมฟัน ประเภทหลังมีมากกว่า
แต่ไม่ใช่ว่าอู่ดีช่างเก่งราคาพอสมควรจะไม่มีนะครับ ต้องหาสักพักจะพบ
แต่ไม่เคยเจอะสักอู่นะครับ ที่ไม่บวกราคาอะไหล่
 
ผมเคยโดนตอนได้ตากลม m112 มาใหม่ๆกำลังหัดเดินครับ เจออู่ตรงทางลงด่วนแจ้งวัฒนะ
เปลี่ยนหัวเทียนหัวละ300 กับคอยย์ตัวละ1800 ครับ
แต่จำได้แม่นเพราะแต่ละรายการ X12 รวมถ่ายของเหลวหมดไปเกือบ 3หมื่น :(
กลับบ้านลองโทรเช็คราคาที่ร้านอะไหล่ ใจเสียเหมือนกันครับ เสียดายส่วนต่างมากเลยครับ
 
ภาคผนวกของปฐมบท

เพิ่งรู้ตัวว่าหัวแตก. เลือดอาบไหลเป็นทาง

ไอ้นิสัยชอบลองของใหม่ เป้นอะไรที่แก้ไม่หายจริงๆ ค่ะ. เรื่องนี้ยังไม่ได้เล่า เพราะมัวแต่ไปเล่าเรื่องเทสไดโน่

ไปลองอู่แถวบ้านมา บ้านอยู่ลาดพร้าวค่ะ เพราะกะว่าถ้าอะไรง่ายๆ เช่น เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ของไหล หัวเทียน เอาใกล้ๆ บ้านก็ได้ ยากๆ ค่อยไปรามอินทรา ตอนแรกยังไม่รู้ตัวนะว่าโดนฟันหัวแบะ จนกระทั่งไปซื้อของที่ร้านอะไหล่เจ้าประจำค่ะ แล้วเลยลองเช็คราคา

เจ็บหัวใจ อยากจะเป็นลม 😳

น้ำมันเกียร์ไฟฟ้าเบ๊นซ์. ขาย. 460. บาท อู่ชาร์จไป. 600😱
หัวเทียนหัวละ 180 เจอไป 290 😭

แค่สองรายการ อันอื่นก็ไม่กล้าถามแล้ว เพราะหน้าเริ่มมืด ตาเริ่มลาย กลับบ้านเลยไปดูบิลอู่แรกที่เคยแวะ (อู่ที่บอกว่า 240 av หาได้ในราคาสี่แสนนั่นแหละ) โอย.. ขนาดฟันๆ หัวเทียนยังคิดแค่ 250

ยอมรับได้นะคะว่าอู่จะบวกอะไหล่ แต่บวกกันขนาดนี้มันมากไปป่าว

ผมพึ่งเอาใบเสร็จที่เจ้าของเดิมให้มามีข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2551 พิมพ์ลงคอมพิวเตอร์เพื่อจะค้นหาข้อมูลเดิมได้ง่ายและบันทึกต่อยอด บางรายการก็ไม่แพงแต่รายการที่เราประหยัดได้เห็นๆเช่นน้ำมันเครื่อง ถ้าซื้อเองมีตังค์เหลือเป็นพันต่อการเปลี่ยนหนึ่งครั้ง หัวเทียนอีกเช่นกันถ้าเปลี่ยนเองได้ประหยัดเงินได้เยอะครับ แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่อู่จะคิดเพิ่มเพื่อให้กิจการอยู่รอดแต่ไม่ควรจะมากเกินไปไม่งั้นลูกค้าก็ไม่ไหวเหมือนกันครับ
 
Back
Top