E240 AV ตากลม คุณชายปวรรุจของน้าหมู

ถ้า แรงบิดตก หรือ ติดลบช่วงไหน
เป็นไปได้ว่าช่วงนั้น เป็นรอยต่อของการเปลี่ยนเกียร์ครับ
หรืออีกข้อสันนิษฐาน แรงมากจนสมองเกียร์สั่งตัดการทำงาน

รอชมกราฟครับ เผื่อมีกูรูเกียร์ได้อ่าน ได้แนะนำเพิ่มเติมครับ
 
ถ้า แรงบิดตก หรือ ติดลบช่วงไหน
เป็นไปได้ว่าช่วงนั้น เป็นรอยต่อของการเปลี่ยนเกียร์ครับ
หรืออีกข้อสันนิษฐาน แรงมากจนสมองเกียร์สั่งตัดการทำงาน

รอชมกราฟครับ เผื่อมีกูรูเกียร์ได้อ่าน ได้แนะนำเพิ่มเติมครับ

รูปที่ 1 เป็นรูปของการวิ่งๆ แล้วกด kick down จะเห็นว่าทอร์คจะตกลงมาจนติดลบ และ pick up กลับไปต่อได้

รูปที่ 2 คนเทสต์จึงลองค่อยๆ ไล่รอบไม่กดคิกดาวน์ และเริ่มจับสัญญานตอน 4000 รอบ

ขอเชิญหมอรถ หมอเกียร์วิเคราะห์เลยค่ะ อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดไรขึ้น หรือจะต้องถอดให้พวก E320 ไปใส่ให้ตรงรุ่นซะแล้ว

3rd%20run_4_zpsuctp6ugw.png


3rd%20run_5_zpsb70lkjcd.png
 
Last edited:
นั่นๆ น้าหมูมี 2 ทางเลือกให้ตัดสินใจครับ
1. ถอดท่อ 320 เอามาให้ผมใส่แทนแล้วน้าหมูก็กลับไปใส่ท่อ 240 เหมือนเดิม
2. ถอดเครื่อง 240 ออกนำเครื่อง 320 ใส่แทนเพื่อให้รองรับกับท่อที่เพิ่งเปลี่ยนไปครับ:D
 
ช่วงวินาทีที่กราฟตก เครื่องวูบ กำลังหายไปแวบนึงเลยใช่ไหมครับ

ถ้าใช่ น้าหมูเลือกข้อ2ได้เลยครับ
ได้เครื่องแรง ๆ ด้วย 555
 
Last edited:
ช่วงวินาทีที่กราฟตก เครื่องวูบ กำลังหายไปแวบนึงเลยใช่ไหมครับ

ถ้าใช่ น้าหมูเลือกข้อ2ได้เลยครับ
ได้เครื่องแรง ๆ ด้วย 555

เขาแค่รอรอบค่ะ จะให้ถึงกับเปลี่ยนเครื่อง โมเกียร์เชียวเหรอ
 
รอรอบชัดเจนแบบนี้ หาคนดูแลท่อAMGต่อได้เลยครับ

ผมชอบวิธีการแต่งรถของน้าหมู มีข้อมูลอ้างอิง มิใช่วัดด้วยความรู้สึก
รู้เสมอว่า ทำอะไรเพื่ออะไร และได้อะไร
และทุกครั้งจะมีบทสรุปความคุ้มค่าให้ด้วย
ชื่นชม และติดตามครับ
 
เห็นด้วยทั้งการวิเคราะห์หาสาเหตุและทางออกครับ
ส่วนตัวเลือกทางที่ 2 ครับ เพราะ
ค่าตัวเครื่องถูกและได้กำลังวังชาขึ้นมาอีกเพียบ
ไม่แน่ครับ น้าหมูอาจบ่นว่า รู้งี้เปลี่ยนนานแล้ว :D

น้องอภิสิทธิ์
 
ขอบคุณทุกท่านที่มายุให้เปลี่ยนเครื่อง ยุไม่ขึ้นหรอกค่ะ :n33:

มาสรุปให้ตัวเองค่ะ

1. กราฟที่เอา 3 รันมารวมกัน เวลาดูให้ดูเป็นคู่ๆ โดยจับเทียบกับเบสไลน์ (เส้นสีน้ำเงิน) และเส้่นสีม่วงๆ ของรันที่11 และ 12 ไม่สามารถนำมาต้่อกันได้ เพราะวิ่งคนละที ขับคนละแบบ แต่ที่เอามาใส้ในรูปเดียวเพื่อง่ายในการเปรียบเทียบกับเบสไลน์

2. การใส่ท่อ AMG E320 ใน E240 อาจจะไม่match กันซะทีเดียวนัก เพราะท่อโล่งไปนิด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย ต้นได้ ปลายได้ แต่ต้องปรับตัวนิดเดียวเท่านั้น ค่อยๆ ไล่รอบไปอย่าคิดดาวน์รุนแรง เพราะเขารอรอบนิดนึง

3. เกียร์ก็อายุมากแล้ว วิ่งมา2 แสนยังไม่เคยโอเวอร์ฮอล ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทอร์คไม่มาก็ได้ อย่าเพิ่งปักใจว่าเป็นที่ท่อ


ขอลองอีกพักนึกค่ะ มีอะไรคืบหน้าจะมาเล่าให้ฟัง ถ้าจะให้ดีต้องเอาท่อเดืมใส่ แล้วไปวิ่งเล่นบนลูกกลิ้งอีกที
 
ลูกหมากปรับระดับไฟหน้า

ลูกหมากปรับระดับไฟหน้า

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ระหว่างที่นั่งเล่นที่อู่รอช่างหาสาเหตุว่าทำไมไฟใหญ่มันติดๆดับ ก็เล่นไลน์ไปด้วย มีคุณ Alex มาคุยเป็นเพือน ส่วนใหญ่ก็เรื่องที่กำลังซ่อมนั่นแหละ

[Alex] น้าหมู สวิทปรับไฟตรงปีกนกขาว. ที่ทำให้ไฟใหญ่ขึ้นลงเอง. ใช้ได้มั้ยครับ.
[น้าหมู] ถามช่างก่อน ไม่รู้เหมือนกันค่ะ
[Alex] ลองให้ช่างเช็คดูครับ. ส่วนใหญ่เก่าๆๆบรู้ชแตกหมด
[ช่างต้อง] แตกไปแล้วค๊าบ พลาสติกมันชอบแตก

ตอนแรกจะทำปล่อยๆ ไปค่ะ แต่พี่ช่างเจ้าของอู่ทำเสียงดุมาว่า "ฟังก์ชั่นมันต้องใช้ให้ครบ" แล้วเราก็เป็นพวก perfection syndrome. ซะด้วย นึกในใจ 'ทำก็ทำ (วะ)'

รถที่จะมีลูกหมากปรับระดับไฟหน้า สังเกตุง่ายๆ ว่า จะไม่มีลูกกลิ้งปรับระดับไฟในรถค่ะ คุณ Alex บอกเพิ่มเติมว่า อุปกรณ์ตัวนี้มันจะทำหน้าที่ปรับระดับไฟหน้า ถึงแม้ว่าจะมีคนนั่งหลังเยอะก็ตาม ไฟก็จะปรับระดับให้ไม่กระดกเชิดไปส่องคันหน้า และถ้าไม่ใส่กลับคืน ไฟใหญ่จะตกพื้นใกล้มาก ถ้าใช้ได้พอสตาร์ไฟมันจะกระดกขึ้น. เท่ม้ากๆๆ

วันนี้พี่วสันต์มาถามใน w210-G ไลน์ตั้งแต่แปดโมงกว่าๆ ว่าใครเคยเปลี่ยนลูกหมากกันโคลงไฟหน้า ช่างพี่วสันต์บอกว่ามันจะปรับระดับโช๊คตอนตกหลุม น้าหมูก็งงว่ามันมีด้วยเหรอ เพราะโช๊คติดรถมันปรับระดับไม่ได้ โช๊คติดรถมันไม่ได้เทพขนาดนั้น. พี่เอกชัยก็มาคอนเฟิมว่า ช่างมั่วไปแล้ว

คุยตอนเช้า บ่ายๆ เย็นๆพี่วสันต์มาโชว์แล้วว่าไปเปลี่ยนมาเรียบร้อย ค่าของ 1500 (ซื้อเอง) แต่น้าหมูจ่ายแพงกว่านั้นไปเป็นร้อยค่ะเพราะให้อู่จัดให้ แต่เปลี่ยนฟรีนะ

รถคุณชายไมไ่ด้ถ่ายรูปไว้เลยขอยืมรูปจากพี่วสันต์มาแทนค่ะ
รูปที่1 ลูกหมากปรับระดับไฟหน้า
รูปที่ 2 ถ่ายจากรถพี่วสันต์ ของเดิมหายไปแล้ว (ตำแหน่งด้านเดียวกับคนขับ)
รูปที่ 3 ถ่ายจากรถน้าหมูที่เปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว มองยากหน่อยนะคะเพราะปิดแผ่นกันกระแทกไปแล้ว

image.jpg2_zpsan732ykf.jpg


image.jpg3_zpsn41kzhxo.jpg


image.jpg1_zps218fsy5f.jpg
 
น้ำมันเครื่องเขาวัดกันตอนไหน ทำยังไงเนี่ย

ก่อนเดินทางไปทำงานต่างแดน ก็เห็นแล้วหล่ะว่าน้ำมันเครื่องมันขาด เพราะไฟเตือนโชว์ ประมาทอย่างแรงเลยค่ะ เพราะเอารถไปเที่ยวสามทริปติดต่อโดยไม่ได้เช็ค ไปจันทบุรี สุพรรณ ต่ออยุธยา ที่บ้านมี 5w-40 สังเคราะห์ เหลือติดก้นกระป๋องก็เติมไปหน่อย พอไฟหายโชว์

พอกลับมาก็ต้องเช้คซะหน่อย เนื่องจากงงๆ ว่าเขาวัดน้ำมันเครือ่งกันตอนไหนกันแน่ เครือ่งเย็นหรือร้อน ก็เลยต้องเปิดคู่มืออ่านซะหน่อย เริ่มจากหน้า 315

1. คู่มือเขาว่าน้ำมันเครือ่งขาด 1 ลิตรต่อการวิ่ง 1000 กม. ไม่เป็นไร พอไหวเนอะ วิ่งมา 8000 กม. เพิ่งจะเตือน ว่า low (คิดปลอบใจตัวเองล้วนๆ)

2. ให้ติดเครื่องจนถึงอุณหภูมิปกติของการทำงาน ก็วอร์มเครื่องให้ถึง 88 องศาแล้วกัน ขี้เกียจรอให้ถึง 90 เช็คจากจอแอร์หมายเลข 6 ค่ะ และดับเครื่องประมาณ 5 นาที ค่อยเช็คระดับน้ำมันเครื่อง

3. แล้วเติมเท่าไหร่ดี ปกติก็ไม่เคยทำเองซะด้วย คู่มือบอกว่าจากขีด max - min ใช้น้ำมันเครื่องประมาณ 2 ลิตร กระโดดมาอ่านต่อหน้า 120 เขาว่าให้บิดกุญแจไปตำแหน่งที่ 2 รอให้ระยะทางขึ้นแล้วเลือกปุ่มมัลติฟังก์ชั่นไปเรื่อย จนกระทั่งถึงตำแหน่งวัดน้ำมันเครื่อง (ให้อ่านหน้า 96) จนกระทั่งเจอคำว่า

When measuring car must be level รอจนเห็นคำสั่ง
Engine oil level ระบบก็จะเริ่มอ่านค่าแล้ว

จากหน้าจอ ที่ว่า Engine oil level add 1 liter คุณชายต้องรับประทานนำมันเครื่องขึ้นอีก 1 ลิตร ก็จัดการเติมเลย

Oil%20level%20check_zpsib3qak0n.png


ปล. ตอนแรก ขี้เกียจรอให้อุณหภูมิเครื่องขึ้น คิดว่าแค่ 60 องศาก็พอ แต่ระบบไม่ยอมวัดค่าให้ และขึ้นเตือน "measuring now not possible" กลับไปอ่านอีกที เขาบอกว่าต้องรอให้อุณหภูมิขึ้นถึงระดับการทำงานของเครื่องยนต์ค่ะ

มันทำงานได้สองระบบครับน้าหมูผมได้ทดลองตอนเช้าก่อนติดเครื่องมันก็บอกเราได้เหมือนกันแต่ต้องรอหลังจากขึ้นคำว่า Meansuring Now Not Possible หายไปสักพักหนึ่ง ก็จะมีคำตอบมาครับ
 
กลับสู่สามัญ

จากที่ลองเอาท่อพักปลายไส้ตรงของ AMG 320 มาใส่กับรถเครื่อง 240 แล้วนำไปขึ้นไดโน่ก็เห็นว่ายังมีจุดด้อยในเรื่องทอร์คหาย ก็ได้ทำการรีเซ็ทกล่องและทดลองวิ่งมาหนึ่งอาทิตย์ ก็พบว่าใช้งานได้ดีค่ะ แต่ต้องมีวิธีขับแบบรอรอบหน่อยๆ แต่จะให้ดียิ่งกว่านี้ เขาต้องเจอกับเนื้อคู่รถเครื่อง 320 ด้วยกัน

สุดท้าย ตัดสินใจคืนสู่สะแตนดาด

image.jpg1_zpsynnmrrdv.jpg
 
ช่างสังเกตุ เรื่องปลีกย่อยยังรู้ความแตกต่าง นับถือๆ:n45:
 
สปริง AV ต้องกับ Bi;stein B4 แกนสั้นเท่านั้น

เรื่องของโช๊ค

รีวิวเรื่องโช๊คกับสปริงที่ผ่านมือคุณชาย คงต้องออกตัวว่าใช้ความรู้สึกล้วนๆ ในเรื่องของความหนึบและความชอบส่วนบุคคล

1. B8 + H&R: โช๊คและสปริงเดิมที่ติดรถตอนที่ซื้อรถมาเป็นบิลสไตน์ B8 กระบอกเหลือง จับคู่มากับสปริง H&R พร้อมยางรองสปริง 5 ติ่ง ค่ะ ใช้อยู่สองถึงสามอาทิตย์มั๊ง ก็ถอดออกเพราะไม่ชอบความกระด้างที่นับก้อนกรวดและลูกระนาดตามถนน อยากจับกลับเป็นของเดิมๆ

2. Sachs super touring + สปริง AV: ก็ไปหาสปริงเดิม AV มาได้แล้ว ร้านอะไหล่บอกว่าให้ใส่กับ Sachs Super touring ตัวกระบอกยาว หน้า 48 หลัง 55 cm ได้เลย พร้อมกับยางรองสปริง 2 ติ่งก็ไม่ผิดค่ะ ใส่ได้จริง ตามสเปกเมืองนอกก็ระบุว่าใส่กันได้ ขับมา 9 เดือน ก็รู้สึกว่านุ่มดีมาก แต่โยนไปหน่อย ความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ นะคะ

สาเหตุที่กลับมาเล่นเรื่องโช๊คกับสปริงอีกครั้ง เพราะได้ไปลองรถ 124 E280 พี่ติ๊กคันเก่าของน้าหมูที่ลงประกาศขาย พี่ติ๊กมีที่ช่วงล่างคมมาก หนึบดี ก็เลยคันขึ้นมาทันทีว่าอยากได้หนึบๆ กระด้างเล็กๆ แบบนี้แหละ และเริ่มศึกษาเพิ่มมากขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตอบว่า สิ่งที่เราทำในข้อ 2 มันตรงรุ่นแน่หรือเปล่า คาใจอยู่ จึงเริ่มต้นลองอีกครั้ง หลังจากพบว่า บิลเท่านั้นสำหรับ av

3. B4 Gas ดำแกนยาว+ สปริง AV: รหัส BE36-2154 (กระบอกยาว 52 ซม. _หน้า) และ BE36-2155 (กระบอกหลังยาว 54 ซม._หลัง). เปลี่ยนเสร็จก็ไปลองรถ บุคลิกของคุณชายเปลี่ยนไปจากนุ่มนิ่ม มาเป็นหนึบเกาะถนนดีมาก ไม่โยนแล้ว แต่ยังแปลกๆ . บิลจะมีความยาวมากกว่า Sachs ประมาณ 1 นิ้ว แต่ความหนืดจะมากกว่าจากการกดเปรียบเทียบดู

แต่.. ในช่วงที่นั่งอยู่อู่บ้าน ก็คุยรายงานสดกับเพื่อนๆในไลน์ W210-G ถามกันหลายเรื่อง จนกระทั่งคุณนิวัฒน์เข้ามา พร้อมกับเอาข้อมูลที่เคยมีลงในbon ว่ารหัสโช๊คของ AV มันไม่เหมือนที่น้าหมูได้มานี่หน่า ทางร้านอะไหล่ก็ต่อสายตรงคุยกับตัวแทนจำหน่าย และพบว่าโช๊คที่จัดมาให้เป็นของ EL แกนยาว จึงเป็นที่มาของโช๊ค 2 ชุดใน 1 วัน เพราะต้องการของตรงรุ่นค่ะ

4. B- Advangrade แกนสั้น+ สปริง AV : รหัส BE3-A825 (หน้า) BE3-A826 (หลัง) โช๊คตัวนี้แกนจะสั้นกว่าตัวสะแตนดาด 4 ซม. ตัวกระบอกยาว 48 ซม หน้าหลังเท่ากัน (แปลกใจ) จาการทดลองวิ่งผ่านลูกระนาด ทางราบ หย่อนฝาท่อระบายน้ำ จัดว่าเป็นคู่ที่ลงตัวที่สุด มีความหนึบและความนุ่มนวลไปพร้อมๆ กัน

ระหว่างที่อยู่ที่อู่บ้าน คุณ profilehammer หรือคุณเก่งแวะมาหา เอารถมาให้ลองเพื่อประกอบการรีวิว ก็จะเป็นชุดที่ 5 จากประสบการณ์ตรง

5. B8 +สปริง AV: กระบอกเหลืองที่หลายคนใฝ่ฝันหา ใส่ได้กับสปริงเดิมๆ ของ AV เลย ในย่านความเร็วสูง ไม่มีอะไรกังขาเลย หนึบ ไม่กระด้าง ยิ่งมาเจอกับเครือ่ง 320 ด้วยแล้ว อิจฉาตาร้อนขึ้นมาทันที น้าหมูยังได้ทดสอบที่ความเร็วต่ำๆ ผ่านลูกระนาด ฝาท่อ หย่อนไปเรือ่ยแบบไม่แตะเบรค จะรับทราบถึงความหนึบตึ๊บได้ทันที แต่ไม่ชอบค่ะ เพราะมันสะเทือนและกระด้างเกินกว่าชีวิตประจำวัน(ของน้าหมู) สรุปได้ว่า ดี แต่ไม่ชอบ ต้องลองและตอบตัวเองแล้วหล่ะว่าความชอบของแต่ละคนเป็นยังงไง

สรุปความยาวของกระบอกโช๊คสำหรับ W210

นำเสนอเรียงตาม ยี่ห้อ ความยาวกระบอกหน้า (ซม) ความยาวกระบอกหลัง (ซม)
Sachs super touring 48 55
Bilstein ดำ B4 แกนยาว สำหรับ elegance 52, 54
Bilstein ดำ ฺB4 แกนสั้น สำหรับ Advangrade 48, 48


ความคิดเห็นของน้าหมุ

- สำหรับe240 EL หรือ คอมเพรสเซอร์ ชอบนิ่มนวลชวนฝันให้จับคู่กับ Sachs super touring ถ้าชอบ กระด้างขึ้นมาเยอะหน่อย ให้ไป billstein ดำแกนยาว ก็ตามสะดวก

- E240 AV ต้องบิลสไตน์ดำ ตัวแกนสั้น เท่านั้น ที่จะตอบโจทย์ความนุ่มนวลและหนึบ แบบไม่กระด้าง[

รูป Bilstein ดำ แกนสั้น สำหรับAV ทั่งสี่ตัว หน้าหลัง

image.jpg1_zpshnwdyn7b.jpg
 
Last edited:
กันโคลง

วันนี้มีเรื่องเล่าเยอะค่ะ (เอาไว้ชดเชยเวลาไม่มีอะไรเขียน)

กันโคลงของ E240 ใหญ่มาก ช่างพี่ศักดิ์บอกว่าของตากลมที่เห็นขายที่เซียงกงก็มีแต่ขนาดนี้แหละ แต่ยังไม่เคยเห็นของ E55 ซักที เลยไม่รู่ว่าขนาดต่างกันแค่ไหน พี่ศักดิ์บอกว่าการเปลี่ยนขนาดของกันโคลงในของตากลมมีผลน้อยกว่าใน 124 เพราะมันถูกยึดกับลูกหมากปลายกันโคลง (เปลี่ยนมาแล้ว 10 เดือน สภาพยังดูดีอยู่ :ylsuper:)

stabilizer_zpsdgck1ymc.png
 
Last edited:
โช๊คอัพฝากระโปรงหน้า

น้าหมูเบิกโช๊คอัพฝากระโปรงหน้า ใหม่คู่ละ 1300 (650x2)
เพื่อนในห้องไลน์กรุ๊ป เคยซื้อมือสองคู่ละ 1000 นี่คงเป็นรายการหนึ่งที่ซื้อมือหนึ่งจะคุ้มค่ากว่าค่ะ เพราะอายุเหลือเท่าไหร่ก็ไม่รู้

คุณเก่งเลยมาเสริมประสบการณ์ตรงว่า

"เอาง่ายๆผมไม่รู้ว่าทำไมคนชอบใช้หม้อลมมือ2กันจัง ชั้นครึ่งที่เมื่อก่อนขายกันอยู่ 3,500-4,000 บาทผมไปซื้อของใหม่ราคา4,800 บาทเอง"
 
ใช่ครับ ตอนแรกร้านจะเอาพันสาม เท่าของใหม่เลย ครับ นิ้ต่อแล้วได้เหลือ พันถ้วน
เด้วนี้ซื้อของ มือสอง ต้องรู้ราคาของใหม่ก่อน จริงๆครับ แล้วเทียบเอา
ที่จรืงของมีอายุใช้งาน ราคามือสองไม่น่าเปิด ราคากันขนาดนี้ โทษตัวเองล่ะครับผม :n12:
ที่สำคัญก้อเลิกคบกันไปกับร้านแบบนี้ ครับ
 
ลูกรอกและสายพาน

มีคนทักว่าลูกรอกดัง ทั้งสองตัว ก็เลยวิ่งแจ้นมาอู่บ้านค่ะ มาหา second opinion ซักหน่อย

ได้ความตรงกันว่าลูกรอกตัวบนเริ่มมีเสียงดัง เปลี่ยนก็ได้ ยังไม่เปลี่ยนก็ได้ ส่วนตัวล่างยังดีอยู่ ไม่ต้องทำอะไร ไหนๆ ก้มาแล้ว เลยเข็คสายพานไปด้วยเลย ก็เปลี่ยนดีกว่า จะได้หมดกังวลไปค่ะ ส่วนสายพานเดิม พี่ศักดิ์บอกให้ไว้ท้ายรถ เผื่อช่วยเหลือชาวบ้านทึ่เดือดร้อนต่อไป

image.jpg1_zpsu0nurnqx.jpg


image.jpg2_zpsffoibusf.jpg
 
Code Reader

ตอนใช้ 124 ก็มีเครื่องมืออ่านโค๊ดแบบง่ายๆ นับดวงไฟเอา ที่คุณเอดส์ได้กรุณาทำให้ใช้ฟรีๆ พอเปลี่ยนมาใช้คุณชายตากลมก็นึกถึงเครื่องอ่านโค๊ดง่ายๆ แต่ไม่เห็นมีใครทำ ก็ได้แต่ติดไว้ในใจตลอดเวลาว่ามันต้องมีซิ อาศัยที่ชอบดูยูทูปของ Kent Bergma ซึ่งเป็นช่างซ่อมเบ๊นซ์ที่อเมริกาบ่อยๆ มีตอนนึงเขาแนะนำเครื่องอ่านโค๊ดราคาถูก สีแดงๆ และบอกว่าไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงสำหรับเจ้าของรถ เอาแค่พอรู้ว่าอะไรเสีย เคลียร์โค๊ดได้ก็พอ อย่างน้อยก็ลดขอบเขตการเดาลงไปได้มาก แต่เขาไม่ได้บอกว่ายี่ห้ออะไร รุ่นไหน

รู้แค่นี้ก็เพียงพอที่จะค้นหาต่อแล้ว เพราะ ได้ซูมเข้าไปว่าเขาใช้ยี่ห้ออะไร ก็พบว่าเป็นยี่ห้อ Autel MS300 แต่รถตากลมรุ่นใหม่ จะใช้สาย OBD2 ที่มี 38 pin ก็เลยต้องหาแบบ 38 Pin to 16 Pin OBDII Diagnostic Adapter Cable for Mercedes Benz มาอีก ก็ต้องสั่งสายส่วนควบเพิ่มมาด้วยอีกรายการนึง

หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องไม่ยากที่จะหาแหล่งออนไลน์เพื่อสั่งของ เลือกเอาที่ส่งมาใกล้ๆ หน่อยค่าส่งจะได้ไม่แพงมากนัก น้าหมูสั่งมาจากสิงคโปร์ค่ะ ค่าของสองชิ้นประมาณพันบาท ค่าส่งก็แล้วแต่ว่าจะสั่งกี่อัน และจะให้ส่งเร็วแค่ไหน ถ้ารอได้ เขาก็มีแบบส่งฟรีด้วย

พอไปรษณีย์มาส่งของครบ ก็อดไม่ได้ที่ต้องลองทันที ดับเครื่อง  เอาสาย OBD2 มาต่อกับเครื่องอ่านโค๊ด เปิดฝากล่องฟิวส์เพื่อเสียบ  บิดสวิทซ์กุญแจ  อ่านค่า

อ่านค่าแล้ว มีค่าผิดปกติสองตัว รหัสที่ขึ้น คือ P0173, P0170 คู่มือบอกว่า fuel trim malfunction bank 2 และ fuel trim malfunction bank 1ตามลำดับ ก็ได้ทำการเคลียร์โค๊ด และค้นต่อในอินเตอร์เน็ทว่าสาเหตุอะไร มีให้อ่านเยอะค่ะ

ตอนนี้เคลียร์ Fault code ไปแล้ว พรุ่งนี้วิ่งไปทำงาน จะลองเช็คใหม่อีกที

เนื่องจากเครื่องนี้เป็นรุ่นต่ำสุด ถูกสุด มันจะฟ้องว่าอะไรผิดปกติเฉยๆ ไม่สามารถอ่านค่าได้ แต่มีความสามารถในการลบ Fault code ได้ น้าหมูคิดว่าเป็นของชิ้นนี้เป็นของที่คุ้มค่ามาก ควรมีติดรถไว้ ราคาไม่แพง ใช้ง่าย ไม่ต้องจับสตาร์สองครั้งก็คุ้มแล้ว

Autel%20and%20OBD2%20no%20price_zpslgwvserh.png


Test%20car_zpscaejzefg.jpg
 
Back
Top