พลังงานสะอาดโซล่าเซลล์สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มสนใจ

เรืองการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ สำหรับการใช้เองที่บ้านแบบ
Grid tie Inverter บนหลังคา เท่าที่ผมได้พูดคุยกับผู้มี
ความสนใจหลายคน มีความเห็นแตกต่างกัน พวกหนึ่งบอก
ติดเลย ถ้ามีกำลัง(เงินและความรุ้ความเข้าใจ) พอ อีกพวกหนึ่ง
บอกเอาเงินไปทำอย่างอื่นได้ผลประโยชน์เอามาจ่ายค่าไฟฟ้า
ดีกว่า คล้ายๆกับปัญหาโลกแตก แต่ผมเห็นว่าไม่ถึงขนาดนั้น
เพราะมันต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6-7 ปีจึงคืนทุนหมด
เผลอ ๆ อาจจะถึง 8-9 ปีด้วยซ้ำไป แต่เขาลืมเรื่องการมีพลังงาน
เป็นของตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาจากแหล่งพลังงานภายนอก
เขาคิดว่าเขาเป็นคน คนเดียว ช่วยเหลืออะไรประเทศชาติ
ไม่ได้หรอก แต่เขาลืมเรื่องพลังเล็ก ๆ ที่รวมกันได้มีพลังมหาศาล
ขนาดไหน

ผมอ่านข่าวประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ ค่อนข้างยากจน
ปัจจุบันยังคนตามบ้านชนบทของเขา จุดตะเกียงน้ำมันก๊าดให้แสง
สว่างยามค่ำคืน แต่รัฐบาลของเขาประกาศเป็นนโยบายว่า
จะให้ทุกบ้านในประเทศ ใช้ไฟฟ้าจากแผงโซล่าร์เซลล์ภายใน
ปี 2020

ประเทศเยอรมันนี มีพลังงานแสงอาทิตย์ อยู่ในกลุ่มลำดับ 4 ของโลก
(ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มมีแสงอาทิตย์เป็นอับดับ 2 ของโลก) ซึ่ง
เยอรมันถือว่ามีแสงอาทิตย์ไม่มาก (และน้อยกว่าไทยมาก) แต่
ประเทศเยอรมัน ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เป็น
อันดับ 1 ของโลก มีกฏหมายที่เกื้อหนุนให้ผลิตไฟฟ้าพลังงาน
แสงอาทิตย์บนหลังคารสาระพัด เช่น ลดภาษีอุปกรณ์ติดตั้ง
มีนโยบายให้ชาวบ้านผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ Grid tie ไม่อั้น
และมีกฏหมายคลุ้มครองระยะยาว ไม่ใช่รับซื้อ 3-5 ปีเหมือน
ในไทย และหน่วยงานไฟฟ้าโดยตรงของเขาส่งเสริมอุดหนุน
ไม่ใช่นโยบายให้ทำ แต่นโยบายภายในของหน่วยงานโดยตรง
ขัดแย้งเงียบ ๆ ทำให้การผลิตไฟฟ้าบนหลังคาไม่ก้าวหน้าไปไหน
ได้ เหมือนบางประเทศแถวสารขันธุ์นคร

อนึ่งผมสังเกตุว่าแม้แต่เพื่อนสมาชิกในเวปนี้ก็ตาม ยังให้ความ
สนใจระบบโซล่าร์เซลกันไม่มากเท่าไร แม้ว่า(ผมคิดเองว่า)
คนกลุ่มใช้รถเบนซ์ (ส่วนใหญ่) มีฐานะทางสังคม และฐานะ
ทางเศรษฐกิจ และฐานความรู้ในทางวิชาการ สูงกว่าคน
ไทยโดยเฉลี่ยอยุ่มาก แต่ก็ ยังมิได้ให้ความสนใจเรื่องโซล่าร์เซล
มากสักเท่าไรนักเลยครับ ผมไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกต่องหรือไม่
เหมือนกัน
 
Last edited:
บ้านพี่ถ้วยกาแฟใช้ไฟเยอะจังครับ กลางวัน plant พี่จ่าย full load ได้เลย

ประเทศไทยโซล่ายังไม่แพร่หลายเพราะ โครงข่ายระบบไฟฟ้าเราทั่วถึงเกือบทุกพื้นที่ครับ คนรุ่นใหม่วัยทำงานก็ทำงานจนไม่มีเวลาหยุดพักผ่อน และนิสัยคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยซ่อมอะไรเองดังนั้นการเพิ่มออปชั่นคงกลัวจะเป็นภาระในการบำรุงรักษาครับ อันนี้ผมวิเคราะห์เองนะครับ :D ส่วนตัวผมเป็นข้อสองครับ บางวันกินข้าวมื้อเดียวเอง :n23:
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000036243

โดย ประสาท มีแต้ม
29 มีนาคม 2558 14:39 น.

ในความตั้งใจของผมแล้ว ผมจะพยายามให้ท่านอ่านบทความชิ้นนี้ด้วยความรู้สึกสบายๆ ไม่ต้องกังวลกับตัวเลขและรูปกราฟที่รกรุงรัง ซึ่งจะทำให้บางท่านที่ไม่ค่อยจะถนัดในเรื่องนี้ต้องรู้สึกปวดหัว ผมขอเรียนย้ำว่าจะพยายามครับ

ขอเริ่มต้นด้วยของประเทศไทยก่อนนะครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้ไปดูการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่บ้านหลังหนึ่งใกล้ๆ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ในซอยพหลโยธิน 40 ขนาด 3 กิโลวัตต์ โดยซื้อแผ่นเก่าใช้แล้วจำนวน 12 แผ่น (โดยมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับแผ่นใหม่) เท่าที่ผมสอบถามจากเจ้าของบ้านได้ความว่า ลงทุนประมาณ 1.4 แสนบาท โดยใช้บริการของกลุ่มช่างหลายสาขาซึ่งรวมตัวกันจากจังหวัดเพชรบุรีผ่านการประสานงานทางเฟซบุ๊ก

ผมถามเหตุผลในการติดตั้ง เจ้าของบ้านตอบว่า “ไม่ได้คิดเรื่องการขายไฟฟ้า แต่เพื่อต้องการลดค่าไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งปกติจ่ายเดือนละประมาณ 2-3 พันบาทไปเห็นที่โรงเรียนศรีแสงธรรมเขาติดแล้ว จึงอยากจะติดบ้าง เป็นการลดปัญหาของชาติและของโลกด้วย”

ลูกชายเจ้าของบ้านซึ่งเป็นบัณฑิตใหม่สาขาเศรษฐศาสตร์ (จากมหาวิทยาลัยใกล้บ้าน) เสริมว่า “รัฐควรจะมีหน้าที่ในกิจการที่ประชาชนทำเองไม่ได้ แต่สิ่งไหนที่ประชาชนทำเองได้แล้ว รัฐควรจะส่งเสริมให้ประชาชนทำเอง” ในฐานะที่เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ผมประทับใจในคำพูดสั้นๆ แต่ลึกซึ้งของบัณฑิตคนนี้มากครับ

สิ่งสำคัญซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะสนใจเหมือนผม คือค่าแรงในการติดตั้ง จากที่ท่านพระครูวิมลปัญญาคุณ (โรงเรียนศรีแสงธรรม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งรู้จักกับช่างกลุ่มนี้ผ่านทางเฟซบุ๊ก) บอกผมว่า เขาคิดค่าแรงสำหรับงานนี้วัตต์ละ 5 บาทขนาด 3 กิโลวัตต์ รวม 15,000 บาท เพราะเป็นงานที่ไม่ยาก ไม่ต้องปีนหลังคาสูงๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูง คาดว่าจะใช้เวลาทำงานเพียง 3 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ เท่าที่ผมนับดูช่างมากัน 7 คนครับ

แต่เมื่อผมได้สอบถามจากหัวหน้าช่าง ได้ความว่า “คิดค่าแรงงานไม่เกินวัตต์ละ 20 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงาน” นอกจากนี้ทางกลุ่มช่างชุดนี้จะจัดสัมมนาใหญ่ในเรื่องนี้เพื่อ “สร้างรายได้ สร้างอาชีพ” ในวันที่ 8 เมษายน ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ค่าลงทะเบียนคนละ 590 บาทครับ

ที่ได้เล่ามาแล้วเป็นความก้าวหน้าในด้านบวกหรือด้านที่ดีๆ ของภาคประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของคนที่มีแนวความคิด ความสนใจที่ใกล้เคียงกันด้วยการติดต่อถึงกันผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย

พลังของการติดต่อสื่อสารถึงกันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ของมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ มันเปิดโอกาสให้มีการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่รวดเร็วมาก มันไม่ใช่เป็นการขยายตัวจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 3, 4, 5, 6 แต่จะเป็นแบบ 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 จาก 8 เป็น 16, 32, 64, 128 หรือเป็นการเติบโตแบบเลขชี้กำลัง (Exponential) ซึ่งพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับจรวด

เอาอีกแล้วครับ ผมว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลข แต่ก็ออกมาจนได้ แต่ใจเย็นๆ ครับ เดี๋ยวผมจะแถมด้วยภาพสวยๆ ดูเพลินๆ

ในขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวในด้านลบ คือมีการโฆษณาเกินความจริงในสื่อออนไลน์จำนวนมาก เช่น เมื่อติดโซลาร์เซลล์ขนาด 1.5 กิโลวัตต์แล้วจะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เดือนละ 1,200 บาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยครับ ความจริงคือขนาด 1 กิโลวัตต์จะผลิตไฟฟ้าได้ปีละประมาณ 1,350 หน่วย หรือเดือนละ 113 หน่วย คิดเป็นเงินค่าไฟฟ้ารวมภาษีและอื่นๆ ก็ประมาณเดือนละ 446 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีการนำแผ่นโซลาร์ที่มีคุณภาพต่ำมาขายในราคาคุณภาพสูง บางรายบอกว่าสามารถขายไฟฟ้าที่เหลือให้การไฟฟ้าได้ด้วย ฯลฯ ซึ่งองค์กรด้านการคุ้มครองผู้บริโภคน่าจะต้องติดตามตรวจสอบในประเด็นนี้ต่อไป

มาดูความก้าวหน้าของภาครัฐกันบ้างครับ ล่าสุด สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ผ่านมติ “ส่งเสริมโซลาร์รูฟเสรี” ซึ่งหมายถึงให้มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านและอาคารได้อย่างเสรี และให้การไฟฟ้าฯ จ่ายค่าไฟฟ้าที่เหลือให้เจ้าของบ้านในราคาที่เหมาะสม โดยไม่จำกัดจำนวน สภาปฏิรูปฯ ได้ส่งให้รัฐบาลตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมปีนี้ ภายใต้นโยบาย “ปฏิรูปเร็ว (Quick Win)” โดยไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายแต่ประการใด เพียงแต่ปรับปรุงระเบียบที่เป็นอุปสรรคและคิดราคาค่าไฟฟ้าที่จะรับซื้อให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดแรงจูงใจพอสมควร แต่ไม่เอากำไรเกินควรซึ่งจะเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้ามากเกินไป

แต่เมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือนแล้ว ความก้าวหน้าของภาครัฐยังเป็นแบบอืดๆ คือไม่มีอะไรคืบหน้าเลยเหมือนกับหอยทาก ในขณะที่ภาคประชาชนมีความก้าวหน้า ติดต่อประสานและแบ่งปันกันอย่างรวดเร็ว ดังที่กล่าวมาแล้ว (ตามภาพประกอบที่ผมได้มาจากนักอนาคต, Futurist กรุณาหยุดครุ่นคิดถึงความหมายของภาพสักนิดครับ)

เปรียบเทียบสถานการณ์พลังงานแสงอาทิตย์ : ไทย VS สหรัฐอเมริกา

ภายใต้ระเบียบของการไฟฟ้าฯ ในปัจจุบัน ถ้าใครคิดจะขายไฟฟ้าจะต้องยื่นคำร้องต่อทางราชการ พร้อมกับให้วิศวกรเซ็นรับรองความแข็งแรงของหลังคา (เพื่อรับน้ำหนักระบบที่จะเพิ่มขึ้น 17 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ถ้า 3 กิโลวัตต์ก็ใช้พื้นที่ประมาณ 20 ตารางเมตร ซึ่งในความเห็นของผมแล้ว หากบ้านใดสามารถให้คน 2 คนขึ้นไปเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาได้ ก็น่าจะมีความแข็งแรงพอแล้ว)

สมมติว่า การไฟฟ้าฯ รับจะซื้อไฟฟ้าที่เหลือแล้ว เวลาเจ้าของบ้านจะเก็บเงินจะต้องไปติดต่อกับการไฟฟ้าฯ ด้วยตนเองถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกคือการวางบิล ครั้งที่ 2 เพื่อไปเก็บเงิน ดังนั้นค่าไฟฟ้าที่เหลือเพื่อขายอาจจะพอๆ กับค่าโดยสารรถ นี่คือความล้าหลังของระบบที่ต้องถือว่าทางราชการจงใจหน่วงเหนี่ยวครับ

สถานการณ์ล่าสุดที่ผมได้ฟังจากหน่วยงานการไฟฟ้าฯ และมีการบันทึกในคณะอนุกรรมาธิการพลังงานทดแทนฯ ของสภาปฏิรูปฯ คือ ใครที่ติดโซลาร์เซลล์ที่ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าที่ใช้ (คือมิเตอร์ติดลบเมื่อเทียบกับการใช้ไฟฟ้าของเดือนก่อน) เมื่อก่อนหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ถือว่าเจ้าของบ้านมีความผิด แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีความผิดแล้ว เพียงแต่การไฟฟ้าฯ ยังไม่จ่ายเงินค่าไฟฟ้าในส่วนที่ไหลย้อนไปสู่สายส่ง (หมายเหตุระบบโซลาร์เซลล์ที่กำลังพูดถึงนี้ ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ครับ)

ดังนั้น ด้วยเหตุผลนานาประการ ผมว่าผู้ใช้ไฟฟ้าอย่ารอการคืบคลานของหอยทากเลยครับ มาติดตั้งกันเลยดีกว่าครับ สิ่งที่ควรระวังนอกจากการถูกหลอกเรื่องอุปกรณ์ การอนุญาตขายไฟฟ้า ค่าแรง ดังที่กล่าวแล้ว คือการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ทางการไฟฟ้าฯ รับรองคุณภาพ มิเช่นนั้นจะมีปัญหาและอันตรายในภายหลังครับ

ก่อนที่กล่าวถึงความก้าวหน้าในสหรัฐอเมริกา ผมขออนุญาตเล่าอีกเรื่องครับ แบบสบายๆ นะ

เมื่อต้นเดือนมีนาคม ผมได้มีโอกาสไปบรรยายเรื่องนี้ให้กับสถาบันที่ผมเคยเรียนและทำงานมานานถึง 41 ปี ผมทราบจากผู้ฟังซึ่งเป็นผู้บริหารระดับรองคณบดีว่า ทางมหาวิทยาลัย (ซึ่งจ่ายค่าไฟฟ้าทั้งวิทยาเขตถึงปีละ 240 ล้านบาท) กำลังคิดจะให้บริษัทเอกชนมาเช่าหลังคาอาคารเพื่อติดโซลาร์เซลล์

ผมใช้เวลาครุ่นคิดอยู่แค่เวลาพักดื่มน้ำครึ่งแก้วว่า “ถ้าให้บริษัทเช่า อายเขานะครับ เพราะเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่มีความเสี่ยง และคณะก็มีเงินรายได้อยู่ แถมดาดฟ้าก็เป็นพื้นเรียบๆ ถ้าคณะให้เขาเช่าจริงๆ ผมจะขอลาออกจากการเป็นศิษย์เก่า” ผมพูดไปอย่างนั้นจริงๆ อย่างมีสติ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะลาออกได้อย่างไร
 
หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อมีข่าวการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จึงได้ทราบว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ (รวมทั้งมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วยเกือบ 100 แห่ง) ได้นำเงินที่เหลือมาฝากที่เครดิตยูเนี่ยนแห่งนี้เป็นจำนวนมาก

จากสถานการณ์ดังกล่าว แม้จะเป็นการคิดย้อนหลังก็ตาม แต่ก็ทางออกที่ยั่งยืนครับ คือสหกรณ์ออมทรัพย์ควรปล่อยเงินกู้ให้กับมหาวิทยาลัย คณะ หรือแม้แต่บุคลากรที่เป็นสมาชิกไปติดโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะได้ผลตอบแทนมากกว่าฝากกับเครดิตยูเนี่ยนแม้จะไม่ขี้โกงก็ตาม

จากการประเมินคร่าวๆ โดยท่านพระครูวิมลปัญญาคุณ (ผู้มีประสบการณ์ ซึ่งผมได้ปรึกษาหารือเพื่อติดโซลาร์เซลล์ให้กับมูลนิธิแห่งหนึ่ง) พบว่า ถ้าติดขนาด 40 กิโลวัตต์จะใช้เงินประมาณ 1.6 ล้านบาทเท่านั้น ถ้าคิดเป็นผลตอบแทน (ด้วยอัตราค่าไฟฟ้า 4.50 บาทต่อหน่วย) จะได้ผลตอบแทนถึงร้อยละ 14 ถึง 15 ต่อปี

อย่าลืมว่า ไฟฟ้าเป็นสินค้าชนิดเดียวที่จำนวนการผลิตได้ต้องเท่ากับจำนวนที่จำหน่ายออกไป ดังนั้นจึงเป็นการลงทุนที่มีความมั่นคง ยั่งยืน และไม่มีความเสี่ยง และจากการคำนวณคร่าวๆ คณะวิทยาศาสตร์สามารถติดได้ถึงกว่า 1 เมกะวัตต์ หรือลงทุน 40 ล้านบาท

ช่วยคิดให้ดีๆ ครับ แล้วตัดสินใจให้สมกับที่ได้ชูคำขวัญว่า “ชี้นำสังคม สะสมความรู้” รวมถึงคณะอื่นๆ ที่ร่วมกันใช้ไฟฟ้าเดือนละกว่า 20 ล้านบาท ผมคิดว่านี่คือโอกาสที่สามารถสร้างจุดพลิกผันที่สำคัญมากๆ ครับ

คราวนี้มาที่เรื่องการเปรียบเทียบศักยภาพและความก้าวหน้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาครับ

ถ้าคิดเป็นค่าเฉลี่ยทั้งประเทศพบว่า ความเข้มของพลังงานแสงแดดต่อตารางเมตรในประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกามีความใกล้เคียงกันมากจะถือว่าเท่ากันก็ได้ครับ (ดังกราฟ พร้อมกับข้อมูลของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเยอรมนีที่มีความเข้มน้อยกว่าไทยเยอะ แต่ผลิตไฟฟ้าได้มหาศาล พอใช้สำหรับคนภาคเหนือและภาคอีสานของไทยรวมกัน)

เปรียบเทียบสถานการณ์พลังงานแสงอาทิตย์ : ไทย VS สหรัฐอเมริกา

ในประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐที่มีความเข้มมากที่สุดคือแคลิฟอร์เนียซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ แต่ข้อมูลที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้เป็นของรัฐจอร์เจีย (Georgia อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้เหนือรัฐฟลอลิดาที่แหลมของแผนที่) ซึ่งมีความเข้มของแสงแดดน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไทยเล็กน้อย ผมหยิบรัฐจอร์เจียมาเล่าก็เพราะว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจแบบง่ายๆ ครับ ผมเริ่มเลยนะครับ โดยเน้นที่ภาพเพราะเข้าใจง่ายดี

ภาพแรกมาจากบทความเรื่อง “ขาขึ้นของพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power on the Rise)” ซึ่งเขียนโดย John Rogers และ Laura Wisland เมื่อสิงหาคม 2014 เผยแพร่โดย สมาคมนักวิทยาศาสตร์ที่มีความห่วงใย (The Union of Concerned Scientist)

ภาพที่เห็นเป็นโซลาร์เซลล์บนดาดฟ้าของห้าง IKEA ในเมืองหลวงของรัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นดาดฟ้าที่เหมือนกับที่ทำงานเก่าของผมครับ ถ้าผมเป็นช่าง และค่าแรงในการติดตั้งวัตต์ละ 5 บาท ผมจะรีบตะครุบเลยครับ เพราะมันง่ายต่อการเดินขึ้นไปทำงาน

เปรียบเทียบสถานการณ์พลังงานแสงอาทิตย์ : ไทย VS สหรัฐอเมริกา

คำบรรยายใต้ภาพพอสรุปได้ว่า “บริษัทใหญ่ๆ จำนวนมากในสหรัฐอเมริกาได้หันไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (have gone solar) 89% ของสาขาห้าง IKEA ได้ติดโซลาร์เซลล์แล้ว โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1 ใน 3 ของที่ห้างใช้ ขณะเดียวกันห้าง Walmart ได้ติดแล้วมากกว่า 200 ระบบ จำนวน 89 เมกะวัตต์”

เพื่อจะสืบค้นให้ได้ว่า ในรัฐจอร์เจียเขาผลิตไฟฟ้าได้จำนวนเท่าใดต่อกิโลวัตต์ ก็ได้พบความจริงจากรายงานเรื่อง BRIGHTER FUTURE : A Study on Solar in U.S. Schoolsเผยแพร่โดย The Solar Foundation เมื่อเดือนกันยายน 2014 ซึ่งเป็นการติดในโรงเรียนมัธยมปลายต่างๆ จำนวน 3,727โรงทั่วประเทศ พบว่า โรงเรียนในรัฐจอร์เจียจำนวน 34 โรง ได้ติดโซลาร์เซลล์จำนวน 1,048 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 1.3 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่าไฟฟ้า 104,528 ดอลลาร์

หรือผลิตได้เฉลี่ย 1,241 หน่วยต่อกิโลวัตต์ ในราคาค่าไฟฟ้าหน่วยละ 0.0803 ดอลลาร์ต่อหน่วย หรือ 2.65 บาทต่อหน่วย (หมายเหตุ (1) ในประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละ 1,350 หน่วยต่อกิโลวัตต์ และ (2) เพิ่งรู้ว่าค่าไฟฟ้าในรัฐจอร์เจียถูกกว่าราคาในประเทศไทย) ผมได้ตัดภาพจากรายงานดังกล่าวมาให้ดูด้วย ใครสนใจรัฐไหนก็ดูเอาเองครับ แต่รัฐแคลิฟอร์เนียผลิตได้ 1,413 หน่วยต่อกิโลวัตต์

เปรียบเทียบสถานการณ์พลังงานแสงอาทิตย์ : ไทย VS สหรัฐอเมริกา

โครงการติดโซลาร์เซลล์ให้กับโรงเรียนมัธยมปลายจำนวน 3,727 โรงเรียน มีกำลังการผลิตรวมกัน 489.8 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้ 642.2 ล้านหน่วย (เฉลี่ย 1,311 หน่วยต่อกิโลวัตต์) สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ปีละ 77.8 ล้านดอลลาร์ (เฉลี่ยหน่วยละ 4.00 บาท)เงินที่ประหยัดได้เพียงพอสำหรับค่าเงินเดือนครู 2,200 คนตลอด 25 ปีหรืออาจจะถึง 30 ปีตามอายุการใช้งานของแผ่นโซลาร์

อย่างไรก็ตาม จำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้มีเพียงแค่ 3% ของจำนวนโรงเรียนมัธยมปลายทั้งประเทศเท่านั้น

ในด้านการจ้างงาน จากข้อมูลพบว่า ในปี 2013 กิจการโซลาร์เซลล์มีการจ้างงานทั่วประเทศถึง 1.4 แสนคน โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2010 ถึง 53% และคาดว่าในสิ้นปี 2014 จะมีการจ้างงานในธุรกิจนี้รวมถึง 1.6 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 14% โดยครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคการติดตั้ง (ดังกราฟ)

เปรียบเทียบสถานการณ์พลังงานแสงอาทิตย์ : ไทย VS สหรัฐอเมริกา

รายงานฉบับนี้ ยังได้ระบุอีกว่า เนื่องจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาจะกระจายตัวอยู่ทั่วไป จึงเป็นการเปิดโอกาสให้มีการจ้างงานสำหรับคนในท้องถิ่นได้จำนวนมากเป็นการกระจายรายได้

อนึ่ง แม้ว่าต้นทุนในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องก็จริง แต่จากรายงานเรื่อง “Revolution Now: The Future Arrives for Four Clean Energy Technologies” ของ U.S. DEPARTMENT OF ENERGY เมื่อกันยายน 2013 ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ต้นทุนในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั้งระบบไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าแผงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับค่าการขออนุญาตและค่าแรงในการติดตั้งซึ่งเรียกว่า “Soft Cost” โดยที่ “Soft Cost” ในสหรัฐอเมริกาสูงกว่าในประเทศเยอรมนีถึง 5 เท่าตัว”

และเพื่อให้เห็นภาพรวมถึงความก้าวหน้าในสหรัฐอเมริกา ผมขอสรุปอย่างง่ายๆจากการคำนวณของผมเอง ดังนี้ครับ “ในปี 2014 ในทุกๆ 2 นาทีได้มีบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกาได้ติดโซลาร์เซลล์ขนาด 4.5 กิโลวัตต์เพิ่มขึ้นหนึ่งหลัง ในขณะที่เมื่อปีก่อนต้องใช้เวลานานกว่าคือ 3 นาที นั่นคือ มีการเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง” ในขณะที่กลุ่มช่างจากจังหวัดเพชรบุรีบอกผมว่า ในแต่ละเดือนพวกเขาได้รับงานติดตั้ง 3 หลัง

เปรียบเทียบสถานการณ์พลังงานแสงอาทิตย์ : ไทย VS สหรัฐอเมริกา

จากเรื่องราวที่ผมได้เล่าและเปรียบเทียบตามที่ได้กล่าวมาแล้วพอสรุปได้ว่า ปัญหาของพลังงานแสงอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนในการผลิตที่อ้างว่าสูง แต่ขึ้นอยู่กับผู้นำประเทศที่ชอบดีแต่ปาก ชอบแก้ตัวสารพัด และขาดความกล้าหาญที่จะลดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานที่ผูกขาด

ท่านผู้อ่านคิดอย่างไรครับในเมื่อรัฐบาลอืดเหมือนหอยทาก ภาคประชาชนจึงควรมาร่วมมือกัน มาช่วยเหลือกันเอง มาแบ่งปันความรู้ ต้นทุนการลงทุนก็จะลดลงมาเยอะความมั่นใจจะเพิ่มขึ้น ความใฝ่ฝันที่จะพึ่งตนเองและช่วยชาติช่วยโลกก็จะเป็นมรรคเป็นผลได้เร็วขึ้น จงเชื่อมั่นในพลังของการสื่อสารและพลังของคนเล็กคนน้อยซึ่งอีกไม่นานจะแพร่หลายราวกับเชื้อโรคระบาดเหมือนกับหลายประเทศ
 
ต้องขอบคุณและให้กำลังใจคุณ coffee ที่คิดใหม่ทำใหม่เริ่มต้นก่อนใคร และนำข้อมูลมาแบ่งปันครับ

^^ ผมนั่งดูอยู่แต่แรกได้ความรู้มาก หลังๆเห็นว่าไม่ค่อยมีใครมาคุย ผมมาช่วยดันครับ
ส่วนตัวผมติดตามเรื่องพลังงานทดแทนนี้มาตลอด แต่จะไปด้านรถไฟฟ้ามากกว่า ซื้อหนังสือมาอ่านหลายเล่ม ติดต่อซัพพายเออร์ต่างประเทศสนุกสนาน ตอนนี้ก็ตรียมสั่งอุปกรณ์รถไฟฟ้าทั้งหมด
มาทำรถไฟฟ้าขี่เล่น แถวหมู่บ้าน โดยใส่ในรถกระดองญี่ปุ่นเก่าๆ
ช่วยกันครับ ไฟฟ้าผลิตได้เอง อสิระด้านพลังงานของลูกหลาน



ปล. สิ้นปีเราก็น่าจะได้รู้ราคา Tesla Modelx รุ่นประหยัดกันแล้ว มาลุ้นกันครับว่าจะตั้งราคาเท่าไหร่
 
ขอบคุณคุณไม๊ค์ ที่ให้กำลังใจ
ของพรรณยังงี้ใครสนใจก็ได้ครับ
ผมเพียงแต่อยากให้คนมีความรู้เรื่องอื่น ๆ มากมาย
เช่นคนในเวปเบนซ์หันมาสนใจพลังงานสอาด ๆ
ยังงี้บ้าง ผมคุยกับคนมาหลากหลายคน
บางคนมีทั้งเงินทั้งความรู้(เรื่องทำมาหากิน)มากมาย
แต่ไม่สนใจเรื่องพลังแสงอาทิตย์ บอกว่าเอาเงินไป
ลงทุนด้านอื่นเอากำไรมาจ่ายค่าไฟฟ้าง่ายกว่าและ
ใช้เงินน้อยกว่า จริงของท่าน แต่ท่านลืมเรื่อง
ความเป็นเจ้าของไป อะไรก็ตามที่เราผลิตได้เอง
มันจะยั่งยืนและเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
มีเงิน(กระดาษธนบัตร หรือตัวเลขในธนาคาร)
มันไม่ใช่ของจริงแต่ประการใด ถ้าเราปล่อยไว้อย่างนั้น
ตลอดไป เราจะไม่มีอะไรที่เป็นของเราเอง มีแต่
ความภุมิใจว่าเป็นเจ้าของกระดาษ เจ้าของตัวเลข
ในธนาคาร แต่ทุกอย่างที่ใช้ต้องหามาจากภายนอก
ทั้ง ๆ ที่บางทีถ้าเราทำเอง เราจะเป็นอิสระ

จริงๆ บ้านผมใช้ไฟไม่มาก และมีปัญญาจ่าย
ค่าไฟฟ้า แต่เสียดายโอกาศที่ผ่านไป
จึงซื้ออุปกรณ์มาทดลองติดตั้งชุดโซล่าร์เซลล์
ด้วยตนเอง และใช้งานได้(ค่อนข้างดี) อาจจะ
คืนทุนช้า อาจจะถึง 7-8 ปี แต่อายุผมขนาดนี้
แล้ว ผมไม่ได้คิดถึงต้นทุนกำไร การคืนทุน ROI
หรืออะไรซักเท่าไร ครับ คิดว่าถ้าลงทุนทำอะไร
ที่ได้ผลพอสมควร และสนุกสนานกับการทำมีประโยชน์
แก่ตนเองต่อผู้อื่นและลูกหลาน ผมก็พอใจแล้วครับ


ปล.รถไฟฟ้าผมก็สนใจ(มาก) ครับ แต่สนใจเฉยๆ
ติดตามหาอ่านจากเวปอยู่พอสมควร
ลูกผมก็ใช้รถไฟฟ้าอยู่เหมือนกันครับ
เคยลองขับของเขาเหมือนกัน แต่ยังไม่
ประทับใจเท่าไร
 
สรุปสิ่งที่ได้จริงๆ จากการทดสอบการใช้งานมาประมาณ 2 เดือน

ผมใช้แผงโซล่าร์เซลล์ของญี่ปุ่น(ผลิตในญี่ปุ่น) ขนาดแผง 265 w
จำนวน 6 แผง ต่ออนุกรม ติดตั้งบนชายคาได้รับแสงวันละประมาณ
8-9 ชั่วโมง ใช้ อินเวอร์ดเตอร์ของ sharp 1600 w
รุ่น JH1600E

ผลิตไฟฟ้าได้จริงได้วันละ 2.50 - 8.75 หน่วย ต่อวัน
แต่เฉลี่ยส่วนใหญ่ผลิตได้จริงอยู่ที่วันละประมาณ 6.5 หน่วย
2 เดือนที่ผ่านมาผลิตกระแสไฟฟ้าเฉลี่ยเดือนละประมาณ 195 หน่วย
วันที่ผลิตได้ 2.5 หน่วยมีอยู่วันเดียว วันนั้นฟ้าปิด ฝนตกเกือบทั้งวัน
แต่วันที่ท้องฟ้าแจ่มใสจะไม่ต่ำกว่า 6 - 7 หน่วยทุกวัน
วันที่ได้สูงสุด 8.75 หน่วย วันนั้นฟ้าใสทั้งวัน ในรอบ
2 เดือนที่ผ่านมาผลิตได้เกิน 8 หน่วยอยุ่ 3 วัน
ผลิตได้ 4-5 หน่วยอยู่ 6-7 วัน

เงินค่าวัสดุที่ลงทุนไปจริงๆ(ไม่รวมค่าแรงติดตั้ง
เพราะผมติดตั้งเอง) ประมาณ 90,000.-บาท

ใช้วัสดุเกรดดีได้มาตรฐานทุกชิ้น

ท่านที่กำลังคิดอยู่ และประเมินในใจว่าสนใจจะติดตั้ง
ลองคิดดูว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม ควรทำหรือไม่ควรทำครับ
ผมให้ข้อมูลจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้วครับ
 
พี่ Coffee Cup ระวังเรื่องเงาด้วยครับ ถ้าแผงโดนเงาทับจะทำให้แผงเสียเร็วครับ

อ้อ แล้วเรื่องความร้อนใต้แผงด้วยครับ ถ้าความร้อนใต้แผงน้อยๆจะให้ประสิทะิภาพดีกว่าครับ


ผมเริ่มพบปัญหานี้แล้ว
เนื่องจากดวงอาทิตย์เปลี่ยนทิศการโคจร
ประมาณ 15.30 น.จะเริ่มทาบเงาตัวบ้าน
กับขอบแผง ตอนติดตั้งครั้งแรกเมื่อ 2 เดือน
ที่แล้วยังไม่มีปรากฏการณ์ฺนี้ เพิ่งพบ
ปรากฏการณ์นี้เมื่อไม่กี่วันนี้เอง
ตอนแรกช่วงบ่าย 15.30 น.ยังผลิต
ได้ 500-600 วัตต์ แต่เมื่อเงาทาบ
ขอบบนของแผงแล้วเหลือกำลังผลิต
ได้เพียง 200-300 วัตต์เท่านั้น
กำลังคิดวิธีแก้ไขอยู่ อาจจะต้อง
ย้ายตำแหน่งติดตั้งแผง
แต่ช่วงอื่นของวันยังปกติดีอยู่
 
ผมอยากจะแนะนำนิดนึงครับ โดย ถ้าเราเพิ่ม วัสุดสะท้อนแสง (แบบเดียวกับลีเฟลค์เตอร์ใช้ในการถ่ายหนัง)
เพื่อ เพิ่มความเข้มของแสงไปที่ แผง ในห้วงเวลาแคบๆ น่าจะช่วยเพิ่มไฟฟ้าที่ผลิตได้

แถมราคาของแผ่นสะท้อนแสงถูกมากเมื่อเทียบกับ เพิ่มปริมาณแผงโซลาโดยตรง

เช่น พระอาทิตย์ ตอน9โมงเช้า และ 4โมงเย็น ทำมุม แคบมากบนแผง ถ้าเราเพิ่มรีเฟรคเตอร์ห่างจากแผงไปซักนิดที่ทำมุมรับแดดตอนช่วงนี้โดยตรง
คุณภาพของแสง อาจจะ ไม่ต่างจากช่วง เที่ยง หรือ บ่าย
หลับตานึกภาพดู ขอเพียงแผ่น รีเฟรคไม่บังเงา หรือ แข็งแรงพอ
ดูจากเวปต่างประเทศ กำลังไฟฟ้าที่ผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50-75% เลยทีเดียวครับ

ปล. เคยไปออกกองถ่าย รีเฟคเตอร์ อย่างแผ่นโฟมข่าวธรรมดา 1แผ่นสร้างความแตกต่างมาก ถ้าใช้ 2แผ่น นี่เรียกว่า หน้าไหม้หน้าดำได้เลย เพราะความเข็มแสงเฉยๆ:p
More Efficient Use Of Photovoltaic Solar Panel
Using Multiple Fixed Directed Mirrors Or
Aluminum Foils Instead Of Solar Trackers In
Rural Perspective Of Bangladesh.
http://www.ijstr.org/final-print/ap...ackers-In-Rural-Perspective-Of-Bangladesh.pdf

trackers_iscat02.jpg

hqdefault.jpg

[YOUTUBE]o_cEYld4LiU[/YOUTUBE]
 
Last edited:
น่าสนใจครับ เพิ่มรีเฟรคสะท้อนแสง
 
Last edited:
แล้วของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ

http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000044714


“แล้วของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ”: ท่านนายกฯ ประยุทธ์กับการรับซื้อไฟฟ้า


โดย ประสาท มีแต้ม

19 เมษายน 2558 18:07 น. (แก้ไขล่าสุด 19 เมษายน 2558 19:41 น.)
ในวันแถลงผลงานรัฐบาลครบ 6 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากบ้านเรือน ซึ่งผมเข้าใจเอาเองว่าท่านคงหมายถึงไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ตามโครงการ “ปฏิรูปเร็ว โซลาร์รูฟเสรี” ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้เสนอรัฐบาลไปแล้วเมื่อต้นเดือนมกราคม 58 แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากหน่วยงานของรัฐ

แต่ก่อนจะไปลงรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว ผมขออนุญาตอธิบายในสิ่งที่ท่านนายกฯ ได้ตั้งขอสังเกตไว้ 2 ประเด็นที่เกี่ยวกับนิสัย (ที่ไม่ค่อยดี-ท่านบอกว่าที่ดีๆ ก็มีเยอะ) ของคนไทย เพราะถ้าไม่อธิบายแล้ว ผมเองก็จะตกเป็นหนึ่งในคนไทยที่ท่านพูดถึง

ประเด็นแรก คนไทยไม่ชอบศึกษาในรายละเอียดแต่ชอบด่วนสรุป โดยเฉพาะในส่วนที่ตนเองเสียผลประโยชน์แล้วก็โวยวายคัดค้าน พร้อมกับยกตัวอย่างเรื่องการเก็บภาษีบ้านเรือนก็คงจะเหมือนกับนิทานอีสปเรื่องกระต่ายตื่นตูมกระมัง!

ประเด็นที่สอง สื่อหลายสำนักชอบพาดหัวข่าวหวือหวา ให้คนรู้สึกไม่ดีต่อรัฐบาล แต่เมื่ออ่านเนื้อข่าวข้างในแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรดังที่ได้พาดหัว

ในการเขียนบทความชิ้นนี้ ผมเองก็ตกอยู่ในสภาวะที่จะต้องระมัดระวังตามที่ท่านนายกฯ เตือนครับ มันต้องคิดหนักในการตั้งชื่อบทความให้สอดคล้องกับเนื้อหา (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ) และการนำสาระเข้าไปสู่ประเด็นของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นธรรมไม่ตัดตอนเพียงบางประโยคให้ผู้พูดเสียหาย

ก่อนที่ท่านนายกฯ จะกล่าวถึงในประเด็นที่ผมหยิบยกขึ้นมาวิจารณ์ ท่านได้พูดถึงการจัดระเบียบชุมชนให้สอดคล้องกับระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพ แล้วท่านก็พูดต่อมาว่า

“เรื่องพลังงานทดแทนเหมือนกัน พลังงานทางเลือก ทำแล้วอยากจะขายรัฐ จะขายได้อย่างไรทั้งหมดเล่า มีสัดส่วนอยู่ว่าอะไรต้องผลิตจากนี่ๆ แล้วของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ ใครลงทุนมาผมลงทุนหรือ โรงไฟฟ้าทั้งหมดก็ต้องเปลี่ยนจากไฟฟ้าใช้แก๊ส ใช้น้ำมันมาเป็นพลังงานทางเลือกบ้าง ส่วนหนึ่งก็ให้ประชาชนผลิต เอกชนมาลงทุนผลิตไป แต่ต้องมีสายส่งไฟฟ้า ไม่ใช่ทุกบ้านขายแล้วผมจะขายกับใคร ก็ต้องเข้าสายส่ง ปริมาณไฟฟ้าเขามี Regulator คุมอยู่ว่าควรจะตรงนี้เท่าไร ซื้อจากประชาชนได้เท่าไร รัฐผลิตเท่าไร ทำให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน ซื้อจากต่างประเทศเท่าไร วันนี้เรามาแก้ระบบพวกนี้หมดเลย ตั้ง Regulator ใหม่ขึ้นมาตั้ง Adder ปรับเรื่องราคาใหม่ทั้งหมด เดี๋ยวถามท่านเอาเอง” (คัดลอกจาก ฐานเศรษฐกิจ)

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเห็นด้วยกับผมนะครับว่า ท่านนายกฯ คงหมายถึงไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เพราะไฟฟ้าชนิดอื่นคงไม่สามารถผลิตได้ภายในบ้านหรอกนะครับ

และเพื่อให้ท่านผู้อ่านไม่รู้สึกติดขัดกับคำศัพท์เฉพาะทาง ผมขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้ คำว่า Regulator ก็คือ “คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน” ซึ่ง คสช.ได้ออกคำสั่งปลดชุดก่อนแล้วตั้งชุดใหม่ขึ้นมาแทนตั้งแต่ยังไม่มีรัฐบาลชุดนี้เสียด้วยซ้ำเพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการกำกับกิจการไฟฟ้าและท่อก๊าซ (ไม่ใช่เรื่องราคาน้ำมันและการสัมปทานปิโตรเลียม ซึ่งเป็นพลังงานที่คนไทยใช้ประมาณ 70% ของพลังงานทั้งหมด) เป็นผู้กำหนดว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าชนิดใด จำนวนเท่าใด ในปีใดรวมทั้งการกำหนดค่าเอฟทีด้วยเป็นต้น สำหรับคำว่า Adder ก็หมายถึงเงินที่ทางการไฟฟ้าฯ จ่ายเพิ่มให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพื่อให้เกิดแรงจูงใจ

ต่อไปนี้เป็นคำวิจารณ์ของผมเป็นข้อๆ รวม 5 ข้อ ดังนี้ครับ

ข้อที่ 1 ประเทศเยอรมนีรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด โดยไม่จำกัดจำนวน

หลักการที่ประเทศเยอรมนีนำมาใช้ในเรื่องนี้ เป็นหลักการเดียวกันกับที่คนไทยเราใช้สอนลูกหลานไทยมาตลอด และว่าไปแล้วก็คือหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่นักการเมืองและข้าราชการไทยท่องจำได้แต่ปาก แต่เวลาทำไม่วิเคราะห์ให้ถึงแก่น ชอบแต่เพียงผิวเผินเหมือนกับที่ท่านนายกฯ เตือนคนไทยนั่นแหละครับ

หลักการสำคัญที่พ่อแม่ใช้สอนลูกหลานไทย (และคงจะทุกชาติ) คือหลักคุณค่าสำคัญ 2 ประการของมนุษย์ (Two main values of the people) คือ (1) เสรีภาพส่วนบุคคล ต้องรู้จักการพึ่งตนเอง เป็นอิสระ ไม่เป็นทาสใคร รวมถึงการพนันหรือยาเสพติด (2) ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ถ้าเราจะนำหลักคำสอนของพ่อแม่ดังกล่าวมาใช้กับกิจการไฟฟ้า ถามหน่อยซิครับว่า เราควรจะใช้โรงไฟฟ้าประเภทไหนที่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ทั้งสองข้อนี้ มีทางเดียวเท่านั้นคือการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ที่ทางราชการใช้คำว่า พลังงานทดแทนซึ่งความหมายมั่วและบิดเบือนตามเจตนาของผู้ใช้ แต่พลังงานหมุนเวียนแปลว่า พลังงานที่ใช้แล้วสามารถเกิดใหม่แทนที่ตนเองได้ (Replace itself) เช่น ลม แสงแดด พลังงน้ำจากเขื่อนขนาดเล็ก และต้นไม้ เป็นต้น

จริงอยู่ครับ ในอดีต มนุษย์เราต้องใช้ถ่านหิน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้สรุปแล้วว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้คนทั้งโลกเดือดร้อนจากภัยพิบัติ (ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม พายุและแผ่นดินไหว) ทำให้ชุมชนใกล้เคียงต้องสูญเสียอาชีพและสุขภาพ แต่นั่นมันคืออดีตที่เราไม่มีทางเลือกอื่น แต่มาบัดนี้ (ซึ่งก็นานกว่า 10-20ปีแล้วละ) ที่โลกเรามีเทคโนโลยีใหม่ที่ก้าวหน้าและต้นทุนถูกลงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ “ไม่สร้างความเดือดร้อน” ให้กับผู้อื่น ตามหลักคำสอนของพ่อแม่

ประเทศไทยเราเองก็ได้นำแนวคิดของประเทศเยอรมนีมาใช้กับกิจการไฟฟ้า แต่ก็นั่นแหละครับ อย่างที่ท่านนายกฯ ว่า คือนำมาใช้อย่างผิวเผินและบิดเบือนจนเพี้ยน (ย้ำครับ “ผิวเผินและบิดเบือน”)

แนวคิดของเยอรมนีได้ถูกตราเป็นกฎหมาย ซึ่งเรียกว่า “Act on Granting Priority to Renewable Energy Sources (Renewable Energy Sources Act – EEG)” หรือให้ความสำคัญกับแหล่งพลังงานหมุนเวียนก่อน โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการคือ

(1) ใครก็ตามที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ ให้สามารถป้อนเข้าสู่ระบบสายส่งได้ก่อนโดยไม่จำกัดจำนวน (หมายความว่าผู้ผลิตจากถ่านหินซึ่งทำให้คนอื่นเดือดร้อนต้องหลีกทางให้)

(2) สัญญาการซื้อขายต้องเป็นสัญญาระยะยาวประมาณ 25 ปี (เพื่อประกันความมั่นใจของผู้ลงทุน ประเทศไทยเคยรับซื้อจากกังหันลม โดยมีอายุสัญญาเพียง 7 ปี ปัจจุบันนี้ได้ขยายเป็น 25 ปีแล้ว)

(3) ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น (ไม่ว่าจะเป็นภาระจากค่าสายส่ง หรือเชื้อเพลิง) ให้เป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ

ข้อที่ 2 “แล้วของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ ใครลงทุนมา ผมลงทุนหรือ

ประเด็นในเรื่องที่ว่านายกฯ อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับโรงไฟฟ้าเก่าที่ได้ลงทุนไปแล้ว ผมว่าสังคมไทยคงไม่สงสัยหรอกครับ แต่ประเด็นที่สังคมไทยน่าจะสงสัยอยู่ที่ “ของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ” ว่าทำไมเรื่องแค่นี้ท่านนายกฯ จึงคิดเองไม่ได้

ก็มันเป็นกระบวนการที่เรียกว่า “ปฏิรูป” ไม่ใช่ “ปฏิวัติ” ดังนั้น จึงมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมาย เยอรมนีได้ริเริ่มเมื่อปี 1990 โดยมีสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนเพียง 3.4% ของไฟฟ้าทั้งหมด เมื่อ 24 ปีผ่านไป สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนได้เพิ่มมาเป็น 27.3%

“ของเก่าที่ได้ลงทุนไปตั้งเยอะ”เขาไม่ได้เอาไปทิ้งที่ไหนหรอกครับ แต่มันค่อยๆหมดไปตามอายุขัยของโรงไฟฟ้า การเปลี่ยนผ่านของเยอรมนีต้องใช้เวลาร่วม 20 ปี ผมได้นำกราฟมาลงให้ดูด้วยเพราะมีบางรายละเอียดที่น่าสนใจครับ

“แล้วของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ”: ท่านนายกฯ ประยุทธ์กับการรับซื้อไฟฟ้า
เชื่อไหมครับ ทั้งๆ ที่แดดในประเทศเยอรมนีมีประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ถ้านำเฉพาะไฟฟ้าที่ชาวเยอรมันผลิตได้จากแสงแดดเพียงอย่างเดียวมาใช้ในประเทศไทย พบว่าสามารถใช้ได้มากกว่าที่คนไทยทั้ง 37 จังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสานใช้รวมกันเสียอีก

อัตราการจ่ายค่า Adder เขาก็มีการปรับกันบ่อยๆ เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ลดลง เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตได้ผลประโยชน์มากเกินไป ผมไม่ทราบว่าท่านนายกฯ ทราบหรือไม่ว่า ในประเทศไทยมีการขายใบอนุญาตในการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มกันในราคาเมกะวัตต์ละ 10 ล้านบาทเพราะได้ค่า Adder สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ความไม่ชอบมาพากลในวงการโซลาร์เซลล์จะเป็นรองก็เฉพาะแต่โครงการรับจำนำข้าวกระมัง

ประเด็นที่สังคมไทยสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวจังหวัดกระบี่ที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวในระดับโลก แต่ทำไมทางหน่วยราชการกำลังจะเอาโรงไฟฟ้าถ่านหินไปตั้งทั้งๆ ที่มลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทำลายระบบธรรมชาติและสุขภาพของชุมชนไม่เฉพาะแต่จังหวัดกระบี่เท่านั้น สงขลา และนครศรีธรรมราช ก็กำลังโดนหน่วยงานของรัฐให้ข้อมูลด้านเดียวและอย่างบิดเบือน

นี่มันไม่ใช่ปัญหา “จะเอาของเก่าไปทิ้งไหน” ตามที่ท่านนายกฯ พยายามทำให้คนไทยหลงประเด็น แต่มันเป็นของใหม่ที่ล้าหลังและขัดแย้งต่อคำสอนหลักของมนุษยชาติ ครับท่านนายกฯ

ข้อที่ 3 ความเป็นไปได้ของพลังงานหมุนเวียนขึ้นอยู่กับความกล้าหาญของรัฐบาล ไม่ใช่ต้นทุน

ว่าไปแล้ว ผมรู้สึกเห็นใจท่านนายกฯ ประยุทธ์ ครับ ผมเชื่อว่าท่านมีความตั้งใจดี ท่านไม่ได้เตรียมตัวมาเป็นนักการเมือง ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจในเรื่องพลังงานของท่านจึงมีจำกัด แต่ท่านจะยอมจำนนและถือเป็นข้ออ้างให้ตัวเองคงไม่ได้กระมัง ท่านจะต้องลงรายละเอียดเหมือนกับที่ท่านได้เตือนคนไทยในคราวนี้

เอาอย่างนี้ครับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่ท่านเพิ่งแต่งตั้งไปกับมือนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากบุคคลที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีเก่าที่ล้าหลังทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงของการไฟฟ้าฯ หรืออดีตผู้บริหารกิจการก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักของกิจการไฟฟ้าไทยในปัจจุบัน

หากท่านมีแนวคิดจะปฏิรูปกิจการพลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจัง ท่านต้องมอบหลักการที่เป็นแนวปรัชญาที่เหนือกว่าประเด็นเชิงเทคนิค เช่น ประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ การกระจายอำนาจ รวมทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อให้เทคโนแครตเหล่านี้นำไปปฏิบัติ ไม่ใช่แค่บอกว่า “ให้ไปถามท่านเอาเอง”

สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่าคือ หลักคุณค่าสำคัญ 2 ประการของมนุษย์ที่ได้กล่าวมาคือหลักการพื้นฐานเบื้องต้นที่ต้องมี ท่านหนีหลักการนี้ไปไหนไม่ได้หรอกครับ หากท่านไม่คิดจะทำแบบปากว่าตาขยิบ

นักคิด นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมืองที่ชื่อ ดร.เฮอร์มานน์ เชียร์ ประธานองค์กร EUROSOLAR ได้เคยสรุปไว้ในคำปราศรัย ในเวที WTO เมื่อปี 2005 ว่าประเทศเยอรมนีประสบผลสำเร็จได้เพราะเหตุผล 4 ประการ คือ
 
หนึ่ง มีความคิดที่ถูกต้องให้พื้นที่แก่ผู้ผลิตพลังงานอิสระ ปกป้องพวกเขาจากผู้ผลิตพลังงานแบบเดิม โดยการสร้างกฎเกณฑ์ของตลาดพิเศษขึ้นสำหรับพลังงานหมุนเวียน

สอง มีความกล้าหาญที่จะยกเลิกผลประโยชน์ของพลังงานแบบเดิมผลประโยชน์ของพลังงานแบบเดิมมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง และมีการผนวกรวมอย่างแนบแน่นกับรัฐบาล การริเริ่มในประเทศเยอรมนีเกิดขึ้นในรัฐสภาบนฐานของหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และความชอบธรรมของการกระทำเพื่อประโยชน์ของคนทั้งหมดไม่ใช่เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ

สาม การขับเคลื่อนของประชาชนทั่วไปเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดสำหรับพลังงานหมุนเวียนทันทีที่ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักว่าพลังงานหมุนเวียนได้ผลประชาชนจะช่วยกันผลักดัน

สี่ การสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจและสังคมใหม่โดยรวมถึงกลุ่มผลประโยชน์ซึ่งมองเห็นอนาคตของตนเองที่จะรวมเข้ากับพลังงานหมุนเวียนได้แก่ สมาคมชาวนา สมาคมนักธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก สมาคมของผู้ผลิตเครื่องจักร และสภาพแรงงานเครื่องจักรอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมก่อสร้าง

กล่าวโดยสรุป ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ หากรัฐบาลมีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด (ขออนุญาตพูดเฉพาะแสงอาทิตย์นี้ก่อน) ก็จะมีเงินลงทุนจำนวนนับแสนล้านบาท กระจายตัวไปทั่วประเทศ เพราะเรามีบ้านและแดดอยู่ทั่วประเทศ จะสามารถจ้างงานได้จำนวนมหาศาลแหล่งเงินทุกก้อนใหญ่อาจมาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีเงินเหลืออยู่รวมกันร่วมแสนล้านบาทแต่ไม่รู้จะเอาไปลงทุนทำอะไรจึงจะดี ไม่มีความเสี่ยง

ข้อที่ 4 สหรัฐอเมริการับซื้อไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จำนวน 43 รัฐจาก 50 รัฐ

ไม่เพียงแต่เยอรมนีเท่านั้นที่ประสบผลสำเร็จ ประเทศสหรัฐอเมริกาก็กำลังส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เชื่อไหมครับ โรงเรียนมัธยมปลายจำนวน 3.7 พันโรงเรียนทั่วประเทศสามารถลดค่าไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าใช้เองได้เพียงพอสำหรับการจ้างครูได้ 2,200 คน ตลอด 25-30 ปีเท่ากับอายุของโซลาร์เซลล์

ระบบที่สหรัฐอเมริกาใช้เรียกว่า “Net Metering” (คิดจากมิเตอร์ที่วัดได้สุทธิ) กล่าวคือเป็นระบบที่เมื่อเจ้าของบ้านผลิตไฟฟ้าได้ในเวลากลางวัน ไฟฟ้าที่เหลือใช้ก็จะไหลเข้าสู่ระบบสายส่ง (หรือจะเรียกว่ามิเตอร์หมุนถอยหลัง) แต่ในเวลากลางคืนเจ้าของบ้านผลิตไฟฟ้าไม่ได้ ไฟฟ้าจากระบบสายส่งก็จะไหลเข้าสู่บ้าน เมื่อถึงเวลาสิ้นเดือน มิเตอร์อ่านได้เท่าใด ก็จ่ายเงินกันไปตามนั้น

ถ้ามิเตอร์ติดลบ การไฟฟ้าฯ ก็จ่ายให้เจ้าของบ้าน เพราะไฟฟ้าส่วนนี้ได้ไหลไปเข้าบ้านข้างเคียง ถ้าเจ้าของบ้านผลิตไฟฟ้าได้น้อยกว่าที่ตนใช้ ก็จ่ายเฉพาะส่วนที่เกินอัตราการซื้อกับอัตราการขายต่อหน่วยเท่ากันครับ ผมเองก็ยังไม่เข้าใจครับว่าทางการไฟฟ้าฯ จะมีกำไรจากส่วนไหน ปัจจุบันมีจำนวน 43 รัฐที่ใช้ระบบนี้และมีกฎหมายรองรับเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม ในรัฐมินนิโซตา (ซึ่งอยู่ทางเหนือสุดของสหรัฐฯ) เขาใช้ระบบที่เหลือเชื่อ คือระบบที่เรียกว่า “คุณค่าของพลังงานแสงอาทิตย์ (Value of Solar)” คือ ส่วนที่เจ้าของบ้านขายออกไปจะมีราคาสูงกว่าที่เจ้าของบ้านรับซื้อ โดยมีเหตุผลที่เข้าใจได้ว่า (1) ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากหลังคาช่วยลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุดซึ่งเกิดขึ้นในช่วงกลางวัน (Peak) ทำให้ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อมาให้บริการในช่วงเวลาสั้นๆ (2) ไฟฟ้าที่ผลิตได้ไม่มีมลพิษ และ (3) ไม่มีการสูญเสียในระบบสายส่ง

เหตุผล 3ข้อนี้ก็สอดคล้องหลักคุณค่าสำคัญ 2 ประการของมนุษย์ครับ

ข้อที่ 5 ตอบข้อสงสัยจากบทความเรื่อง“เรามาผลิตไฟฟ้าใช้เองกันเถอะ ไม่ต้องรอรัฐบาล ไม่ต้องใช้คนกลาง”

จากบทความที่แล้วของผม พบว่ามีผู้อ่านมากเป็นประวัติการณ์ของผม จากปกติมีผู้อ่านประมาณ 4 พันคน คราวนี้มากกว่าเดิมมากครับ คือผู้อ่าน 5.3 หมื่นคน มีผู้แชร์ 9.9 พันคน ผมเองก็ไม่ทราบเหตุผลแน่ชัดนักว่าเพราะอะไร แต่พอจะเชื่อได้ว่ามันสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกที่รอมานาน เมื่อไหร่จะเป็นจริงเสียที และจะทำได้อย่างไร ซึ่งผมได้ตอบไปบ้างแล้ว

มาคราวนี้ผมขอตอบข้อสงสัยของบางคน ดังนี้

บางคนไม่เชื่อว่า ค่าไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกามีราคาถูกกว่าของประเทศไทย ทั้งๆ ที่เขามีค่าแรงสูงกว่าประเทศไทยนับ 10 เท่า และถ้าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์มีราคาถูกจริง ทำไมภาคธุรกิจไทยจึงไม่ติดตั้ง คราวนี้ผมเสนอหลักฐานอ้างอิงครับ

“แล้วของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ”: ท่านนายกฯ ประยุทธ์กับการรับซื้อไฟฟ้า
ความจริงที่เจ็บปวดของประชาชนที่มากกว่าที่ได้กล่าวไปแล้วก็คือ ค่าไฟฟ้าในภาคที่อยู่อาศัยแพงกว่าภาคธุรกิจอื่นทั้งหมดในประเทศไทยเราก็เป็นเช่นนี้ครับ ผมได้ลองทดสอบจากการลองคำนวณจากเว็บไซต์ของการไฟฟ้านครหลวงแล้ว พบว่าประเทศเราก็ใช้หลักคิดเดียวกับสหรัฐอเมริกา มีประเทศเดียวที่คิดตรงกันข้ามคือคิวบาครับ ค่าไฟฟ้าในบ้านจะถูกกว่าในภาคอุตสาหกรรม

เมื่อเทียบค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนมกราคม 2015 กับช่วงเดียวกันของปีก่อนในสหรัฐอเมริกา พบว่าในขณะที่ค่าไฟฟ้าในภาคพาณิชย์ อุตสาหกรรมและการขนส่งลดลง แต่ในภาคครัวเรือนกลับเพิ่มสูงขึ้นผมไม่ทราบว่าประเทศไทยเป็นอย่างนี้ด้วยไหม ประเด็นต้นทุนการติดตั้งสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยๆ ผมกำลังนึกถึงบ้านเรือนในชนบทครับ คิดถึงตอนตากปลาแห้ง เราใช้วิธีเลื่อนกระจาดตากปลาไปรับแดดในตอนเช้า-บ่าย ถ้าเรามีพื้นที่ที่โดนแดดเราก็ทำแบบเดียวกันสำหรับการติดโซลาร์เซลล์ เงินลงทุนประมาณ 12,000 บาท (ดังรูป) ผลิตไฟฟ้าได้เดือนละ 33 หน่วย คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ปีละประมาณ 1,750 บาท นั่นคือได้ผลตอบแทนประมาณ 14% ต่อปี คุ้มนะครับโดยไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากภาครัฐ

“แล้วของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ”: ท่านนายกฯ ประยุทธ์กับการรับซื้อไฟฟ้า
ว่ากันแบบง่ายๆ แบบชาวบ้านตามแผนผังนี้แหละครับ ในเมื่อรัฐไม่ตอบสนองความต้องการของคนจนๆ แต่กลับสนองต่อบริษัทขนาดใหญ่ ประชาชนก็มีสิทธิที่จะพึ่งตนเอง แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วยนะครับ

การที่ค่าไฟฟ้าในที่พักอาศัยมีราคาแพงกว่าในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม มันได้สะท้อนความจริงที่เป็นข้อบกพร่องสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง คือ รัฐบาลแม้ว่าได้มาจากการเลือกตั้งก็จริง แต่ก็ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของผู้หย่อนบัตรเลือกตั้งซึ่งมีจำนวนมากเลย แต่กลับไปตอบสนองกลุ่มทุนซึ่งมีจำนวนน้อยกระแสความคิดที่ผมนำมาเป็นข้อสังเกตนี้กำลังเกิดขึ้นทั้งในสหรัฐอเมริกา และทวีปยุโรป ผู้ที่กำลังคร่ำเคร่งกับการปฏิรูปการเมืองไทยโปรดรับทราบข้อสังเกตนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
 
เจอมาแถวสุขุมวิท อาทิตย์ที่แล้วครับ
เสียดายขับรถอยู่ไม่งั้นจะลงไปกระโดดกอด

WP_20150430_001%20%282%29.jpg
 
:n12: ผมเอาด้วยคนครับ เดี๋ยวโยกย้ายถ่ายเทเงินจากโปรเจคอื่นมาอันนี้ก่อน
10355011_706688616076940_4322561470486944329_n.jpg
 
ดีใจครับที่มีเพื่อนสมาชิกBON สนใจเรื่องนี้ผมทำเนื่องนี้และพัฒนาโครงการให้กับรายใหญ่ๆในบ้านเราตั้งแต่ 53 Adder 8 บาท ถ้าท่นใดสนใจให้ช่วยเหลือไร ติดต่อมาได้เลยครับขอบคุณครับ
 
Solar roof top at Coit tower SF

Solar roof top at Coit tower SF








เค้าว่ากันว่าในแคลิฟอร์เนีย ส่งเสริมให้ติดแผงโซล่าร์เซลกันมากมาย
แต่ในตัวซานฟรานซิสโกไม่ค่อยเห็นเท่าไร อาจจะเป็นเพราะในซานฟรานซิสโกอากาศแจ่มใส
กะไม่แจ่มใส น่าจะพอ ๆ กัน วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 ไปเที่ยวคอยต์ ทาวเออร์ เห็นว่าบ้าน
หลังหนึ่งข้างทางขึ้น ติดแผงโซล่าร์เซลล์ 12 แผงบนหลังคา จึงถ่ายรูปนี้มาอวดเพื่อน ๆ ครับ
โปรดสังเกตุเงาในภาพบนแผงโซล่าร์เซลล์ ภาพนี้ถ่ายเวลา 15.14 น.เงายังไม่ทอดยาวเท่าไร
 
สปช.เห็นชอบโครงการส่งเสริมตั้งโซลาร์รูฟเสรี

สปช.เห็นชอบโครงการส่งเสริมตั้งโซลาร์รูฟเสรี
ที่มา : INN วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2558
สภาปฏิรูปแห่งชาติ เห็นชอบ 166 ต่อ 4 รายงานโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟอย่างเสรี เตรียมเสนอ คณะรัฐมนตรี
บรรยายกาศประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ล่าสุด อยู่ในระหว่างการพิจารณารายงาน เรื่อง โครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟอย่างเสรี (ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์สำหรับบ้านและอาคาร) โดยมี นายองกรณ์ พลบุตร ประธานคณะกรรมาธิการเป็นผู้ชี้แจง ซึ่งในเรื่องนี้ ไม่มีสมาชิกประสงค์อภิปราย ประธานการประชุม จึงขอมติจากที่ประชุม โดยที่ประชุมได้มีมติ เห็นด้วย 166 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง โดยหลังจากนี้ คณะกรรมาธิการส่งรายงานดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และส่งให้ กระทรวงพลังงาน ดำเนินการต่อไป
 
นายกฯ ประยุทธ์กับความเข้าใจเรื่องพลังงานไฟฟ้า

นายกฯ ประยุทธ์กับความเข้าใจเรื่องพลังงานไฟฟ้า


โดย ประสาท มีแต้ม
31 พฤษภาคม 2558 14:50 น.




http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000061712




ในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (29 พฤษภาคม) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงเรื่องพลังงานไฟฟ้า มีหลายประเด็นที่ชวนให้คิด ผมไม่แน่ใจว่าท่านพูดจากความคิด ความเข้าใจของท่านเองแท้ๆ หรือว่ามีใครเขียนเค้าโครงให้ แล้วให้ท่านบรรเลงโวหารเอาเอง แต่คนระดับนายกรัฐมนตรีที่มีภารกิจมากมายขนาดนี้ คงต้องมีคนเขียนให้ท่านอยู่แล้ว อย่างน้อยก็เป็นหัวข้อย่อๆ คร่าวๆ

ผมจะยกมาเป็นข้อๆ แล้วผมจะเสนอข้อเท็จจริงเพื่อวิจารณ์ท่าน 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

ข้อที่หนึ่ง เรื่องต้นทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินถูกที่สุดในการลงทุน

เพื่อให้ได้อรรถรส ผมจะพยายามไม่ตัดคำพูดของท่านออกไป ท่านพูดว่า

“เรื่องของพลังงานไฟฟ้า อันนี้เป็นประเด็นสำคัญเป็นประเด็นของพลังงานที่เรากำลังมีปัญหาอยู่ขณะนี้ สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยตอนนี้ก็ยังสร้างไม่ได้ มีความขัดแย้งมาก แต่ผมอยากจะเรียนว่า โรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานถ่านหินนั้น เป็นโรงไฟฟ้าที่ถูกที่สุดในการลงทุนในเรื่องของวัสดุที่จะใช้คือถ่านหิน เพียงแต่ว่าเราต้องหาเทคโนโลยีโรงงานที่ทันสมัย ที่ขจัดสิ่งที่เป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม แล้วดูแลเยียวยาประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ไม่ทำให้ดิน ให้น้ำเสียหาย การปลูกพืช การอุปโภคบริโภค”




ท่านนายกฯ พูดถูกต้องครับแต่ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว (แต่การพูดถูกทีละครึ่งก็เท่ากับพูดผิดหรือโกหกนั่นแหละ) เพราะต้นทุนที่ท่านว่านั้น เป็นต้นทุนของบริษัทผู้ลงทุนเท่านั้นในวงวิชาการเรียกว่า ต้นทุนภายใน (Internal Cost) แต่ผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ว่าจะต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอากาศ น้ำเสีย การประมง การเกษตร และการท่องเที่ยว รวมถึงต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศหรือที่เรียกกันว่าปัญหาโลกร้อน ความเสียหายดังกล่าว ในวงวิชาการเขาก็ถือว่าเป็นต้นทุนเหมือนกัน เขาเรียกว่า ต้นทุนภายนอก (External Cost)

จากรายงานเรื่อง Full Cost Accounting for the Life Cycle of Coal. (Epstein et al. 2011) ใน Annals of the New York Academy of Sciences สรุปว่า ต้นทุนภายนอกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ในช่วง 9 ถึง 27 เซนต์ต่อหน่วยไฟฟ้า (kwh) หรือ 2.80 ถึง 8.64 บาทต่อหน่วยโดยมีค่ากลางที่ 5.76 บาทต่อหน่วย (มีกราฟประกอบ) ในขณะที่ค่าไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟฟ้าเดือนละ 300 หน่วย เฉลี่ยแล้วจ่ายในอัตรา 4.25 บาทต่อหน่วยเท่านั้น





นายกฯ ประยุทธ์กับความเข้าใจเรื่องพลังงานไฟฟ้า

ด้วยต้นทุนภายนอกในระดับปานกลางคือ 5.76 บาทต่อหน่วยนี้ สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกะวัตต์ เราสามารถคำนวณได้ว่าในเวลา 1 ปีต้นทุนภายนอกคิดเป็นเงินถึง 28,000 ล้านบาท (โดยสมมติว่าโรงไฟฟ้าทำงาน 70% ของเวลาทั้งหมด) ในขณะที่ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์อยู่ระหว่าง 60,000 ถึง 80,000 ล้านบาท (ข้อมูลในสหรัฐอเมริกา)

นอกจากเรื่องต้นทุนที่ท่านนายกฯ อ้างว่าถูกที่สุดแล้ว ท่านยังได้พูดถึงอีก 2 ประเด็น คือ (1) มีเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถลดผลกระทบได้ และ (2) ให้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ใกล้เคียง

ในเรื่องเทคโนโลยีที่เรียกว่า Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งเป็นการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปใต้ดินนั้น จะทำให้เสียพลังงานเพิ่มขึ้น 25-40% และส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 21-91% (http://en.wikipedia.org/wiki/Carbon_capture_and_storage ซึ่งอ้างถึงรายงานของ IPCC(2015) และ Cambridge University Press)

ในเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ขอให้ท่านนายกฯ ดูตัวอย่างจากกรณีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ แม้ศาลตัดได้สินแล้วให้จ่ายมานานนับ 10 ปีแล้ว แต่การจ่ายจริงก็ยังไม่เกิดขึ้น และถ้าจะจ่ายกันจริงๆ จะไหวเหรอครับ ในเมื่อคิดเป็นเงินปีละ 2.8 หมื่นล้านบาทต่อโรง

นอกจากนี้ ผลการศึกษาผลกระทบเฉพาะด้านสุขภาพอย่างเดียวจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศโปแลนด์คิดเป็นเงินสูงถึง 8,200 ล้านยูโรต่อปี

ผมไม่อยากยกตัวเลขและงานวิจัยมาอ้างให้ปวดหัวเล่น แต่ถามจริงๆ แนวคิดในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมันสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ท่านชอบอ้างอยู่เสมอตรงไหนครับ

ถ้าท่านต้องการได้ไฟฟ้าจริงๆ อดีตรัฐมนตรีพลังงาน (นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล) ก็เคยพูดว่าในจังหวัดกระบี่ (ซึ่งเป็นจังหวัดที่ทาง กฟผ.ตั้งเป้าไว้) มีศักยภาพที่ผลิตจากชีวมวลในท้องถิ่นได้เกิน 100%

ท่านนายกฯ พูดว่า “โรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยตอนนี้ก็ยังสร้างไม่ได้ มีความขัดแย้งมาก” ก็เพราะท่านปล่อยให้ทาง กฟผ.โฆษณาหลอกลวงประชาชนผ่านทางโทรทัศน์หลายช่อง เช่น “เอาถ่านหินมาอาบน้ำก็สะอาดแล้ว” ผมนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าท่านนายกฯ จะหลงเชื่อตามคำโฆษณาที่บิดเบือนทางปัญญาดังกล่าวไปด้วย

ข้อสอง ท่านเป็นห่วงเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์จากโซลาร์เซลล์ในอนาคต

“พลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทนก็ยังไม่ทันการต้องตามต่อไปด้วย การลงทุนสายส่งเป็นหมื่นๆ ล้าน เป็นแสนล้านในการที่จะเดินสายส่งในแต่ละเส้น แต่ละช่วง ไม่ใช่ง่ายๆ วันนี้ที่มีสายส่ง วันนี้กี่ 10 ปีมาแล้วละก็ได้แค่นี้ ยังไปไม่ทั่วถึง ถ้าทุกคนหวังว่าจะขายเข้าระบบสายส่งยังเป็นไปไม่ได้ทั้งหมด แล้วก็การผลิตแบตเตอรี่อะไรต่างๆ ในเรื่องของการเก็บพลังงานไฟฟ้าจากทดแทนเรา ก็ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอต้องซื้อทั้งหมดต้นทุนการผลิตก็แพงก็สูง การขจัดวัสดุที่ใช้แล้วจากแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุแล้วอะไรเหล่านี้เป็นขยะทางอิเล็กทรอนิกส์มีอันตราย”

คำพูดดังกล่าวมี 3 ประเด็นที่ผมต้องให้ความเห็นครับ

(1) เหตุผลของท่านนายกฯ ที่เป็นห่วงเรื่องการขจัดวัสดุที่ใช้แล้วจากแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อหมดอายุการใช้งาน 25 ปีข้างหน้า แต่ท่านไม่ได้เป็นห่วงเรื่องมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็นต้นเหตุสำคัญที่ของการเกิดสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันเลยเกือบทุกประเทศในโลกนี้กำลังลดการใช้ถ่านหินลง เพราะมีสิ่งอื่นที่ดีกว่า ก้าวหน้ากว่า จังหวัดออนตาริโอซึ่งมีประชากร 38% ของประเทศแคนาดา ได้เลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างถาวรเมื่อสิ้นปี 2014 หลังจากการวางแผนนานถึง10 ปี

ตรรกะของท่านนายกฯ ในเรื่องนี้ช่างเหมือนกับเรื่องขำขัน (joke) ที่เขาเล่าถึงชนชาติที่ขึ้นชื่อว่ามีความเห็นแก่ตัวมากที่สุดในโลก เรื่องมีอยู่ว่าหญิงชราคนหนึ่งไปเยี่ยมลูกสาวและลูกชายที่แยกครอบครัวไปแล้ว เมื่อนอนค้างคืนบ้านลูกสาวตนเอง ได้เห็นลูกเขยช่วยภรรยาทำงานบ้าน หญิงชราก็กล่าวชมเชย แต่ในวันถัดไปเธอนอนค้างบ้านลูกชาย เห็นลูกชายตนเองช่วยภรรยาทำงานบ้านเช่นเดียวกันกับบ้านแรก หญิงชราก็กล่าวตำหนิลูกสะใภ้ว่าเรื่องแบบนี้เป็นงานของผู้หญิง เรียกว่าสองมาตรฐานชัดเจนครับ

ในเรื่องขยะจากโซลาร์เซลล์ เท่าที่ผมติดตามไม่ได้อันตรายอะไรมาก เพราะส่วนใหญ่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ เขามีวิธีการกำจัดแต่อย่าเพิ่งเบนประเด็นไปเลยครับ เอาเรื่องมลพิษจากถ่านหินก่อนครับ เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้ขนานนามว่าเป็น v“ฆาตกรเงียบ (Silent Killer)” เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ทำไมท่านไม่คิด

(2) เรื่องแบตเตอรี่ราคาแพง การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในบ้านที่มีไฟฟ้าของการไฟฟ้าเข้าถึงแล้ว ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ครับ

(3) เรื่องขายไฟฟ้าเข้าสายส่ง จริงของท่านครับที่ว่า “ถ้าทุกคนหวังว่าจะขายเข้าระบบสายส่งยังเป็นไปไม่ได้ทั้งหมด” เรื่องนี้อยู่ที่นโยบายของรัฐว่าท่านจะให้ใครขายก่อน ขายทีหลังท่านต้องชัดเจน ปัญหามันอยู่ตรงนี้

ประเทศเยอรมนีที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ได้มากกว่าที่คนไทย 37 จังหวัดใช้รวมกัน เขามีกฎหมายเลยครับว่า ผู้ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน (ซึ่งไม่มีมลพิษ) สามารถขายได้ก่อนและไม่จำกัดจำนวน แถมรับซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาขายปลีกเล็กน้อย และ 43 รัฐในสหรัฐอเมริกาก็มีกฎหมายให้รับซื้อในราคาที่เท่ากับขายปลีก ที่เรียกว่า Net Metering เขาชัดเจนว่าขอให้ผู้ไม่ก่อมลพิษและประชาชนรายย่อยก่อน ผู้ก่อมลพิษมาทีหลัง

แต่ในประเทศไทยเราถึงไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าให้ใครขายก่อน แต่ในทางปฏิบัติก็รู้กันว่าผู้ผลิตรายใหญ่ไม่ว่าจะใช้เชื้อเพลิงที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน ให้ขายได้ก่อน และห้ามผู้ผลิตจากโซลาร์เซลล์จากหลังคาซึ่งเป็นคนธรรมดา รายย่อย ส่งไฟฟ้าเข้าสายส่งขอย้ำครับว่า ห้ามเลย ไม่ใช่ให้ขายทีหลัง

(4) เรื่องสายส่งไม่พอ ลงทุนสูง เป็นเพราะใช้ความคิดแบบเก่า ความคิดแบบรวมศูนย์ คือคิดแบบว่ามีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จำนวนน้อยโรง แต่ให้บริการกับคนหลายล้านคน จึงทำให้ค่าใช้จ่ายเรื่องสายส่งแพงการสูญเสียพลังงานในสายส่งมากความคิดแบบใหม่ก็คือการกระจายศูนย์การผลิต ใช้โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ให้บริการคนในท้องถิ่นจำนวนน้อย ค่าสายส่งจึงไม่แพง เป็นความคิดแบบ “ประชาธิปไตยพลังงาน (Energy Democracy)” ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองได้ ที่เหลือขาย ไม่ใช่รอจ่ายเงินเมื่อสิ้นเดือนอย่างเดียวเหมือนแบบเก่า ในแบบใหม่ก็เหมือนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักคิดในระบบคุณค่าสำคัญ 2 ประการของมนุษย์คือ พึ่งตนเองและรับผิดชอบต่อสังคม ครับ

ข้อสาม ขอให้ท่านนายกฯ ช่วยตรวจสอบ

ในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการพลังงานทดแทนฯ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (ชุดที่คุณอลงกรณ์ พลบุตร เป็นประธาน) ผู้แทนจากหน่วยราชการได้แจ้งในที่ประชุมเมื่อก่อนสิ้นปี 2557 ว่า “ได้อนุญาตให้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ไหลย้อนเข้าสู่ระบบสายส่งได้แล้ว โดยไม่ถือเป็นความผิดตามระเบียบเดิม แต่ทางการไฟฟ้าฯ ยังไม่จ่ายค่าไฟฟ้าให้ ได้เซ็นคำสั่งแล้วเมื่อวาน แต่ยังไม่ได้ประกาศ” แต่วันนี้ทางการไฟฟ้าฯ ส่วนภูมิภาคยังใช้ระเบียบเดิม และผมก็ยังไม่เห็นประกาศคำสั่งดังกล่าว ผู้ที่นั่งในที่ประชุมวันนั้นคงเป็นพยานได้ ขอความกรุณาจากท่านช่วยตรวจสอบด้วยครับ

เรื่องนี้กำลังเป็นปัญหาครับ กล่าวคือ โรงเรียนศรีแสงธรรม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนการกุศล สร้างด้วยเงินบริจาค นักเรียนทุกคน เรียนฟรี กินฟรี ทางโรงเรียนได้ผลิตโซลาร์เซลล์ขึ้นใช้เอง สามารถลดค่าไฟฟ้าได้เดือนละประมาณ 6 พันบาท แต่ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่ยอม อ้างว่าไม่ได้รับอนุญาต ให้ขออนุญาตแล้วบีบบังคับให้เปลี่ยนมิเตอร์เป็นแบบดิจิตอล คือไฟฟ้าสามารถไหลไปสู่สายส่งได้ แต่มิเตอร์ไม่หมุนกลับ ส่งผลให้การไฟฟ้าฯ ได้ไฟฟ้าไปฟรีๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันปิดเรียนซึ่งแทบไม่มีการใช้ไฟฟ้า

ส่งผลให้ทางโรงเรียนซึ่งเคยลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 6 พันบาท อาจจะลดได้เพียงแค่ 2 พันบาทเท่านั้น อีกประมาณ 4 พันบาท ทางการไฟฟ้าฯ รับไปฟรีๆ

ผมเคยเขียนถึงโรงเรียน 3,700 โรงในสหรัฐอเมริกาที่ติดโซลาร์เซลล์ พบว่าค่าไฟฟ้าที่ผลิตได้สามารถเป็นเงินเดือนครูได้ถึง 2,200 คนตลอดไปนาน 25 ปี
 
Last edited:
Back
Top