แล้วของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ
http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000044714
แล้วของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ: ท่านนายกฯ ประยุทธ์กับการรับซื้อไฟฟ้า
โดย ประสาท มีแต้ม
19 เมษายน 2558 18:07 น. (แก้ไขล่าสุด 19 เมษายน 2558 19:41 น.)
ในวันแถลงผลงานรัฐบาลครบ 6 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากบ้านเรือน ซึ่งผมเข้าใจเอาเองว่าท่านคงหมายถึงไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์ตามโครงการ ปฏิรูปเร็ว โซลาร์รูฟเสรี ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้เสนอรัฐบาลไปแล้วเมื่อต้นเดือนมกราคม 58 แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากหน่วยงานของรัฐ
แต่ก่อนจะไปลงรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว ผมขออนุญาตอธิบายในสิ่งที่ท่านนายกฯ ได้ตั้งขอสังเกตไว้ 2 ประเด็นที่เกี่ยวกับนิสัย (ที่ไม่ค่อยดี-ท่านบอกว่าที่ดีๆ ก็มีเยอะ) ของคนไทย เพราะถ้าไม่อธิบายแล้ว ผมเองก็จะตกเป็นหนึ่งในคนไทยที่ท่านพูดถึง
ประเด็นแรก คนไทยไม่ชอบศึกษาในรายละเอียดแต่ชอบด่วนสรุป โดยเฉพาะในส่วนที่ตนเองเสียผลประโยชน์แล้วก็โวยวายคัดค้าน พร้อมกับยกตัวอย่างเรื่องการเก็บภาษีบ้านเรือนก็คงจะเหมือนกับนิทานอีสปเรื่องกระต่ายตื่นตูมกระมัง!
ประเด็นที่สอง สื่อหลายสำนักชอบพาดหัวข่าวหวือหวา ให้คนรู้สึกไม่ดีต่อรัฐบาล แต่เมื่ออ่านเนื้อข่าวข้างในแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรดังที่ได้พาดหัว
ในการเขียนบทความชิ้นนี้ ผมเองก็ตกอยู่ในสภาวะที่จะต้องระมัดระวังตามที่ท่านนายกฯ เตือนครับ มันต้องคิดหนักในการตั้งชื่อบทความให้สอดคล้องกับเนื้อหา (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ) และการนำสาระเข้าไปสู่ประเด็นของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นธรรมไม่ตัดตอนเพียงบางประโยคให้ผู้พูดเสียหาย
ก่อนที่ท่านนายกฯ จะกล่าวถึงในประเด็นที่ผมหยิบยกขึ้นมาวิจารณ์ ท่านได้พูดถึงการจัดระเบียบชุมชนให้สอดคล้องกับระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพ แล้วท่านก็พูดต่อมาว่า
เรื่องพลังงานทดแทนเหมือนกัน พลังงานทางเลือก ทำแล้วอยากจะขายรัฐ จะขายได้อย่างไรทั้งหมดเล่า มีสัดส่วนอยู่ว่าอะไรต้องผลิตจากนี่ๆ แล้วของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ ใครลงทุนมาผมลงทุนหรือ โรงไฟฟ้าทั้งหมดก็ต้องเปลี่ยนจากไฟฟ้าใช้แก๊ส ใช้น้ำมันมาเป็นพลังงานทางเลือกบ้าง ส่วนหนึ่งก็ให้ประชาชนผลิต เอกชนมาลงทุนผลิตไป แต่ต้องมีสายส่งไฟฟ้า ไม่ใช่ทุกบ้านขายแล้วผมจะขายกับใคร ก็ต้องเข้าสายส่ง ปริมาณไฟฟ้าเขามี Regulator คุมอยู่ว่าควรจะตรงนี้เท่าไร ซื้อจากประชาชนได้เท่าไร รัฐผลิตเท่าไร ทำให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน ซื้อจากต่างประเทศเท่าไร วันนี้เรามาแก้ระบบพวกนี้หมดเลย ตั้ง Regulator ใหม่ขึ้นมาตั้ง Adder ปรับเรื่องราคาใหม่ทั้งหมด เดี๋ยวถามท่านเอาเอง (คัดลอกจาก ฐานเศรษฐกิจ)
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเห็นด้วยกับผมนะครับว่า ท่านนายกฯ คงหมายถึงไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เพราะไฟฟ้าชนิดอื่นคงไม่สามารถผลิตได้ภายในบ้านหรอกนะครับ
และเพื่อให้ท่านผู้อ่านไม่รู้สึกติดขัดกับคำศัพท์เฉพาะทาง ผมขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้ คำว่า Regulator ก็คือ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่ง คสช.ได้ออกคำสั่งปลดชุดก่อนแล้วตั้งชุดใหม่ขึ้นมาแทนตั้งแต่ยังไม่มีรัฐบาลชุดนี้เสียด้วยซ้ำเพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการกำกับกิจการไฟฟ้าและท่อก๊าซ (ไม่ใช่เรื่องราคาน้ำมันและการสัมปทานปิโตรเลียม ซึ่งเป็นพลังงานที่คนไทยใช้ประมาณ 70% ของพลังงานทั้งหมด) เป็นผู้กำหนดว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าชนิดใด จำนวนเท่าใด ในปีใดรวมทั้งการกำหนดค่าเอฟทีด้วยเป็นต้น สำหรับคำว่า Adder ก็หมายถึงเงินที่ทางการไฟฟ้าฯ จ่ายเพิ่มให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพื่อให้เกิดแรงจูงใจ
ต่อไปนี้เป็นคำวิจารณ์ของผมเป็นข้อๆ รวม 5 ข้อ ดังนี้ครับ
ข้อที่ 1 ประเทศเยอรมนีรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด โดยไม่จำกัดจำนวน
หลักการที่ประเทศเยอรมนีนำมาใช้ในเรื่องนี้ เป็นหลักการเดียวกันกับที่คนไทยเราใช้สอนลูกหลานไทยมาตลอด และว่าไปแล้วก็คือหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่นักการเมืองและข้าราชการไทยท่องจำได้แต่ปาก แต่เวลาทำไม่วิเคราะห์ให้ถึงแก่น ชอบแต่เพียงผิวเผินเหมือนกับที่ท่านนายกฯ เตือนคนไทยนั่นแหละครับ
หลักการสำคัญที่พ่อแม่ใช้สอนลูกหลานไทย (และคงจะทุกชาติ) คือหลักคุณค่าสำคัญ 2 ประการของมนุษย์ (Two main values of the people) คือ (1) เสรีภาพส่วนบุคคล ต้องรู้จักการพึ่งตนเอง เป็นอิสระ ไม่เป็นทาสใคร รวมถึงการพนันหรือยาเสพติด (2) ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
ถ้าเราจะนำหลักคำสอนของพ่อแม่ดังกล่าวมาใช้กับกิจการไฟฟ้า ถามหน่อยซิครับว่า เราควรจะใช้โรงไฟฟ้าประเภทไหนที่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ทั้งสองข้อนี้ มีทางเดียวเท่านั้นคือการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ที่ทางราชการใช้คำว่า พลังงานทดแทนซึ่งความหมายมั่วและบิดเบือนตามเจตนาของผู้ใช้ แต่พลังงานหมุนเวียนแปลว่า พลังงานที่ใช้แล้วสามารถเกิดใหม่แทนที่ตนเองได้ (Replace itself) เช่น ลม แสงแดด พลังงน้ำจากเขื่อนขนาดเล็ก และต้นไม้ เป็นต้น
จริงอยู่ครับ ในอดีต มนุษย์เราต้องใช้ถ่านหิน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้สรุปแล้วว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้คนทั้งโลกเดือดร้อนจากภัยพิบัติ (ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม พายุและแผ่นดินไหว) ทำให้ชุมชนใกล้เคียงต้องสูญเสียอาชีพและสุขภาพ แต่นั่นมันคืออดีตที่เราไม่มีทางเลือกอื่น แต่มาบัดนี้ (ซึ่งก็นานกว่า 10-20ปีแล้วละ) ที่โลกเรามีเทคโนโลยีใหม่ที่ก้าวหน้าและต้นทุนถูกลงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ ไม่สร้างความเดือดร้อน ให้กับผู้อื่น ตามหลักคำสอนของพ่อแม่
ประเทศไทยเราเองก็ได้นำแนวคิดของประเทศเยอรมนีมาใช้กับกิจการไฟฟ้า แต่ก็นั่นแหละครับ อย่างที่ท่านนายกฯ ว่า คือนำมาใช้อย่างผิวเผินและบิดเบือนจนเพี้ยน (ย้ำครับ ผิวเผินและบิดเบือน)
แนวคิดของเยอรมนีได้ถูกตราเป็นกฎหมาย ซึ่งเรียกว่า Act on Granting Priority to Renewable Energy Sources (Renewable Energy Sources Act EEG) หรือให้ความสำคัญกับแหล่งพลังงานหมุนเวียนก่อน โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการคือ
(1) ใครก็ตามที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ ให้สามารถป้อนเข้าสู่ระบบสายส่งได้ก่อนโดยไม่จำกัดจำนวน (หมายความว่าผู้ผลิตจากถ่านหินซึ่งทำให้คนอื่นเดือดร้อนต้องหลีกทางให้)
(2) สัญญาการซื้อขายต้องเป็นสัญญาระยะยาวประมาณ 25 ปี (เพื่อประกันความมั่นใจของผู้ลงทุน ประเทศไทยเคยรับซื้อจากกังหันลม โดยมีอายุสัญญาเพียง 7 ปี ปัจจุบันนี้ได้ขยายเป็น 25 ปีแล้ว)
(3) ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น (ไม่ว่าจะเป็นภาระจากค่าสายส่ง หรือเชื้อเพลิง) ให้เป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ
ข้อที่ 2 แล้วของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ ใครลงทุนมา ผมลงทุนหรือ
ประเด็นในเรื่องที่ว่านายกฯ อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับโรงไฟฟ้าเก่าที่ได้ลงทุนไปแล้ว ผมว่าสังคมไทยคงไม่สงสัยหรอกครับ แต่ประเด็นที่สังคมไทยน่าจะสงสัยอยู่ที่ ของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ ว่าทำไมเรื่องแค่นี้ท่านนายกฯ จึงคิดเองไม่ได้
ก็มันเป็นกระบวนการที่เรียกว่า ปฏิรูป ไม่ใช่ ปฏิวัติ ดังนั้น จึงมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมาย เยอรมนีได้ริเริ่มเมื่อปี 1990 โดยมีสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนเพียง 3.4% ของไฟฟ้าทั้งหมด เมื่อ 24 ปีผ่านไป สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนได้เพิ่มมาเป็น 27.3%
ของเก่าที่ได้ลงทุนไปตั้งเยอะเขาไม่ได้เอาไปทิ้งที่ไหนหรอกครับ แต่มันค่อยๆหมดไปตามอายุขัยของโรงไฟฟ้า การเปลี่ยนผ่านของเยอรมนีต้องใช้เวลาร่วม 20 ปี ผมได้นำกราฟมาลงให้ดูด้วยเพราะมีบางรายละเอียดที่น่าสนใจครับ
แล้วของเก่าเอาไปทิ้งไหน ลงทุนไปตั้งเยอะ: ท่านนายกฯ ประยุทธ์กับการรับซื้อไฟฟ้า
เชื่อไหมครับ ทั้งๆ ที่แดดในประเทศเยอรมนีมีประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ถ้านำเฉพาะไฟฟ้าที่ชาวเยอรมันผลิตได้จากแสงแดดเพียงอย่างเดียวมาใช้ในประเทศไทย พบว่าสามารถใช้ได้มากกว่าที่คนไทยทั้ง 37 จังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสานใช้รวมกันเสียอีก
อัตราการจ่ายค่า Adder เขาก็มีการปรับกันบ่อยๆ เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ลดลง เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตได้ผลประโยชน์มากเกินไป ผมไม่ทราบว่าท่านนายกฯ ทราบหรือไม่ว่า ในประเทศไทยมีการขายใบอนุญาตในการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มกันในราคาเมกะวัตต์ละ 10 ล้านบาทเพราะได้ค่า Adder สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ความไม่ชอบมาพากลในวงการโซลาร์เซลล์จะเป็นรองก็เฉพาะแต่โครงการรับจำนำข้าวกระมัง
ประเด็นที่สังคมไทยสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวจังหวัดกระบี่ที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวในระดับโลก แต่ทำไมทางหน่วยราชการกำลังจะเอาโรงไฟฟ้าถ่านหินไปตั้งทั้งๆ ที่มลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทำลายระบบธรรมชาติและสุขภาพของชุมชนไม่เฉพาะแต่จังหวัดกระบี่เท่านั้น สงขลา และนครศรีธรรมราช ก็กำลังโดนหน่วยงานของรัฐให้ข้อมูลด้านเดียวและอย่างบิดเบือน
นี่มันไม่ใช่ปัญหา จะเอาของเก่าไปทิ้งไหน ตามที่ท่านนายกฯ พยายามทำให้คนไทยหลงประเด็น แต่มันเป็นของใหม่ที่ล้าหลังและขัดแย้งต่อคำสอนหลักของมนุษยชาติ ครับท่านนายกฯ
ข้อที่ 3 ความเป็นไปได้ของพลังงานหมุนเวียนขึ้นอยู่กับความกล้าหาญของรัฐบาล ไม่ใช่ต้นทุน
ว่าไปแล้ว ผมรู้สึกเห็นใจท่านนายกฯ ประยุทธ์ ครับ ผมเชื่อว่าท่านมีความตั้งใจดี ท่านไม่ได้เตรียมตัวมาเป็นนักการเมือง ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจในเรื่องพลังงานของท่านจึงมีจำกัด แต่ท่านจะยอมจำนนและถือเป็นข้ออ้างให้ตัวเองคงไม่ได้กระมัง ท่านจะต้องลงรายละเอียดเหมือนกับที่ท่านได้เตือนคนไทยในคราวนี้
เอาอย่างนี้ครับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่ท่านเพิ่งแต่งตั้งไปกับมือนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากบุคคลที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีเก่าที่ล้าหลังทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงของการไฟฟ้าฯ หรืออดีตผู้บริหารกิจการก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักของกิจการไฟฟ้าไทยในปัจจุบัน
หากท่านมีแนวคิดจะปฏิรูปกิจการพลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจัง ท่านต้องมอบหลักการที่เป็นแนวปรัชญาที่เหนือกว่าประเด็นเชิงเทคนิค เช่น ประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ การกระจายอำนาจ รวมทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อให้เทคโนแครตเหล่านี้นำไปปฏิบัติ ไม่ใช่แค่บอกว่า ให้ไปถามท่านเอาเอง
สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่าคือ หลักคุณค่าสำคัญ 2 ประการของมนุษย์ที่ได้กล่าวมาคือหลักการพื้นฐานเบื้องต้นที่ต้องมี ท่านหนีหลักการนี้ไปไหนไม่ได้หรอกครับ หากท่านไม่คิดจะทำแบบปากว่าตาขยิบ
นักคิด นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมืองที่ชื่อ ดร.เฮอร์มานน์ เชียร์ ประธานองค์กร EUROSOLAR ได้เคยสรุปไว้ในคำปราศรัย ในเวที WTO เมื่อปี 2005 ว่าประเทศเยอรมนีประสบผลสำเร็จได้เพราะเหตุผล 4 ประการ คือ