124 วิ่งสองร้อยสี่สิบ สองร้อยห้าสิบ .. จริงเหรอ ..

คับใช่คับ ระดับยูสเซอร์อย่างเราๆ คงไม่ได้ยกกราฟแรงม้าจนเห็นผลได้ชัดครับ:)
 
ประเด็นที่สาม..ความเร็วสูงสุดของรถ ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วันผลิตแล้วว่ามันจาวิ่งได้เร็วสุดเท่าไร ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีสี่ตัวคือ
-รอบเคื่องสูงสุดที่เคื่องไต่ไปถึง ที่เกียร์สุดท้าย
-เส้นรอบวงของยางที่ขับเคลื่อน
-อัตราทดของเกียร์สุดท้าย
-อัตราทดเฟืองท้าย

มันก็จบที่ทฤษฎีนี้แหละคับ
 
อ่า..นี่เป็น..หลักการ..เลยคับ บ่ไจ้... ทฤษฎี :p
Principle not Theory อ่ะ

Principle = เป็นจริงและพิสูจน์แล้ว
Theory = ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าจิงอ้ะป่าว

..ดูน่าเชื่อถือแมะ..อิ..อิ.. :n35:
 
เมื่อวานไปลองแล้วได้ 200 ที่ 5800 รอบ เสียไฟเลี๊ยวไป 1 ข้าง จ่ายไป 1800 เปลี่ยน 1คู่
ไฟเลี๊ยวเป็นสเปคเมกาของ depoตัวล๊อคไม่มีตัวดัน ต้องง้างเข้าล๊อคเอง แต่ไม่ได้ง้างแค่ดันเข้าไปเฉยๆนึกว่าอยู๋แล้ว พอวิ่งเร็วๆแล้วกระแทกคอสะพานมันหลุดเกือบทั้งยวง ดีที่เบ้าไฟยังอยู่ไม่งั้น 1800
ม่ายอยู่แน่ๆ :n38::n38::n38:
 
ขออนุญาตอธิบายหน่อยครับ ความจริงถูกทั้งสองคนเลยครับ :)
อันว่ารถยนต์ที่วิ่งกันขวักไข่วอยู่บนถนนนั้น การที่จะวิ่งไปได้เร็วเท่าใดนั้น มีปัจจัยอยู่สองเรื่องก็คือ แรงต้านที่เกิดจากตัวรถ และแรงขับเคลื่อนเพื่อเอาชนะแรงต้านนั้น

แรงต้านของรถส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งที่มองไม่เห็น...คือแรงต้านจากอากาศ มีค่าเกือบ 80% ของแรงต้านทั้งหมดที่เห็นเป็นกร้าฟพาราโบล่านั่นแหละครับ ยิ่งความเร็วมากขึ้นยิ่งชันเด่ ดังนั้นการที่จะเพิ่มความเร็วต่อยอดที่ความเร็วสูงๆจะยิ่งต้องใช้กำลังมากขึ้นมาก เช่นการเพิ่มความเร็วย่านกลางๆให้เป็นสองเท่า จะต้องใช้กำลังมากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 3 เท่า และถ้ายิ่งเป็นช่วงความเร็วสูงๆจะยิ่งใช้กำลังมากขึ้นไปอีก ส่วนแรงต้านจากความฝืดของล้อและยางนั้นมีค่าไม่มากนัก ดังนั้นวิธีหนึ่งที่ทำกันก็คือลดแรงต้านด้วย Aero part ต่างๆเพื่อทำให้รถลู่ลมขึ้นจะทำให้กร๊าฟแรงต้านแบนลงได้ ความต้องการแรงม้าที่ความเร็วเดิมจะลดลง เมื่อแรงเหลือความเร็วจะเพิ่มขึ้นเอง เพราะเครื่องยนต์สามารถหมุนเร็วขึ้นได้อีก(เพราะโหลดน้อยลง) สงสัยใหมครับว่าทำไมเครื่องยนต์จึงหมุนเร็วขึ้นได้ ก็เพราะว่าในการทดสอบเครื่องยนต์ที่วัดได้ เช่นมี 200 แรงม้า ที่ความเร็วรอบ 6,000 รอบ/นาที นั้นคือการเร่งให้ลิ้นเร่งเปิดสุด แล้วใส่โหลดเข้าไปเพื่อวัดแรงบิดจากเพลาเครื่องยนต์ งานที่ใส่เข้าไปแล้วเครื่องยนต์สู้ได้เต็มที่แค่ใหนก็คือกำลังของเครื่องยนต์นั้น แต่ถ้าเราลดโหลดลง เครื่องยนต์จะหมุนเร็วขึ้นไปอีกจนเกิน 6,000 รอบ/นาที แล้วถ้าเอาโหลอออกเลย เครื่องยนต์จะหมุนจนพังกระจายลูกสูบออกมานอกเสื้อสูบแน่ๆ เขาจึงต้องทำตัวตัดรอบไม่ให้เกินเอาไว้ ใครไม่เชื่อลองเร่งเครื่องตัวเปล่าดู ถ้าตัวตัดรอบไม่ทำงานละก็...รอบพุ่งไปถึงใหนก็ไม่รู้ ลูกสูบอาจออกมาวิ่งเพ่นพ่นอยู่ข้างนอกเสื้อสูบก็ได้นา...:icon_e_surprised:

ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราโมเครื่องจนมีแรงม้าสูงขึ้นกร๊าฟจะถูกยกขึ้นไปทั้งเส้น พื้นที่ใต้กร้าฟจะมากขึ้น ทำให้อัตราเร่งสูงขึ้น ที่ความเร็วรอบเครื่องยนต์เดิมก็จะได้ความเร็วเดิมแต่ขึ้นเร็วกว่า แต่กร๊าฟที่ถูกยกขึ้นไปนั้นทำให้ผลต่างระหว่างแรงต้านที่มีอยู่กับแรงม้าที่เครื่องให้ได้นั้นมากขึ้น นั่นคือเมื่อเปรียบเทียบกันก็เปรียบเสมือนว่าม้าแต่ละตัวรับโหลดน้อยลง(เพราะม้าตัวหารเพิ่มขึ้น) เมื่อโหลดน้อยลงมันก็วิ่งฉิว หมุนเพิ่มความเร็วรอบได้อีก อาจทะลุ 6,000 รตน.ไปอีกไกล และปลายกร๊าฟแรงม้าก็ยังอยูเหนือกร๊าฟแรงต้าน ความเร็วจึงเพิ่มขึ้นได้ฉะนี้แล....

ยัง..ยังไม่หมดแค่นั้น ถ้าโมเครื่องจนมีแรงมหาศาลเป็นพันแรงม้าอย่างเจ้า เวย์รอน กร๊าฟแรงม้าจะถูยกขึ้นไปสูงมาก ทำให้อัตราเร่งสูงมากจนขับยาก แต่คันเร่งเบาๆก็ล้อหมุนฟรี... และความเร็วก็เพิ่มมาแค่หน่อยเดียวไม่พอยาใส้ เขาจึงต้องมีการลดอัตราทดของเกียร์ลงไปอีกเพื่อเอากำลังส่วนเกินออกมาใช้แปลงเป็นความเร็วให้ทะลุ 400 กม/ชม ไปโน่น โดยการทดให้กร๊าฟเลื่อนไปทางขวาอีกจนตำแหน่งที่แรงม้าสูงสุดตัดกับแรงต้านพอดี ...อุ..อุ :) ก็นั่นแหละ ที่ 400 กว่าๆก็หมดทุนพอดีเหมือนกัน คือม้ากับแรงต้านเจ๊ากันพอดี..หึ..หึ :)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าจะให้รถวิ่งแถวๆ 400 ได้ต้องมีม้าเป็นพันตัว..อิ..อิ :) แล้วถ้าจะหยุดจะต้องใช้เบรคเทพชนิดดึงม้า 4,000 ตัวให้หยุดได้...มันจะราคาซักเท่าไหร่..อุ..อุ ...:icon_e_surprised:
 
Last edited:
ความเร็วสูงสุดทำได้เท่าไหร่ก็ไม่สำคัญคับ สำคัญที่คนขับต้องรู้ว่า รถคันนั้นๆ วิ่งได้เร็วที่สุดเท่าไหร่ เครื่องถึงจะไม่พังต่างหากคับ ต้องฟังเสียงเครื่องเป็นว่า ถ้าเสียงเปลี่ยนแล้วไม่ถอน ...สวย ถ้าเข่นไม่มีผ่อน ...เดี๋ยวก็กอง :bonk:
 
ง่า.. :p .. พี่มานิตย์คับ
แล้วมันมีวิธีคิดหรือคำนวน ทางฟิสิกส์..หรือโหราศาสตร์ใดๆ.. :n43: ที่จะบอกได้ว่า ข้อเหวี่ยงหรือรอบเคื่องกี่รอบ ที่เคื่องมันจาทนไหวอ่ะคับ
เอาตัวอย่างเป็นเคื่องหกสูบของเรานี่แหละ 103 หรือ 104 ก็ได้ ..

จาได้กดให้รอบมันน้อยกว่านั้นหน่อยนึงอ่ะคับ :bonk:
 
ขอบคุณอาจารย์มานิตย์มากๆครับ

สมมุติว่า แรงต้านรวมจากล้อ เบรคที่เลียอยู่ ความฝืดจากแบริ่งต่างๆ มันประมาณ 300 N
ถ้าตัดแรงต้านแอโร่ไป ที่ 400 kph รถจะใช้กำลังแค่ประมาณ 44 HP เท่านั้นในการดำรงความเร็วนั้น

อาจารย์บอกว่า ต้องมีพันแรงม้า...พี่ๆลองคิดดูสิครับว่า แรงต้านจากอากาศมันมากขนาดไหน:)
 
เชื่อเลยคับว่าแรงต้านอากาศมากจริงๆ เช่น สังเกตได้จากผมเคยขี่จักรยานที่ความเร็วประมาณ36-38km/h สบายๆ แต่ถ้าเร่งความเร็วเกิน40ขึ้นไป ลมจะต้านมากจนเร่งไม่ไหวแล้ว ถ้าใส่เสื้อยืดธรรมดาขี่ แต่ถ้าใส่เสื้อที่รัดกุมมันจะเร่งความเร็วได้ดีขึ้นเห็นๆเลยคับ
 
การโมเครื่องให้มีแรงม้าสูงขึ้นในรถที่ใช้งานบนถนนทั่วๆไปนั้น นิยมทำให้เครื่องมีแรงมากขึ้นโดยทำให้มีอากาศและเชื้อเพลิงเข้าไปเผาใหม้ในเครื่องยนต์มากขึ้น โดยที่รอบสูงสุดอาจไม่ได้เพิ่มมากนัก เพราะการทำให้ความเร็วรอบเครื่องสูงขึ้นด้วยนั้นจะมีผลกระทบตามมาอีกหลายอย่างเช่น ความเร็วของลูกสูบอาจมากเกินไปจนฟิลม์น้ำมันเครื่องขาดไม่สามารถหล่อลื่นได้ทัน และแรงเฉื่อยของแหวน และลูกสูบอาจมากจนวัสดุทนไม่ได้ แหวนอาจหัก ลูกสูบอาจบิ่น โบลท์ก้านสูบอาจขาด หรือตัวก้านสูบก็อาจขาด สปริงวาวล์ก็จะลอยตัวปิด-เปิดไม่ทัน เครื่องที่รอบจัดมากๆเช่นเครื่องยนต์ F1 ซึ่งหมุนเกือบสองหมื่นรอบ/นาที จะต้องเป็นเครื่องที่สร้างมาเป็นพิเศษ เช่นระยะชักจะสั้นมากให้เป็น Over square (ลูกสูบโตกว่าระยะชัก) เยอะๆ สปริงวาวล์สองชั้นแข็งโป๊ก แหวนบางเฉียบ ลูกสูบและก้านสูบทำด้วยวัสดุพิเศษเบาและแข็ง ฯลฯ

ความเร็วของลูกสูบเท่าที่ได้มีการโมและทดลองกันมาจะมีตัวเลขดังนี้

~14 m/s for automobile engines medium speed petrol
~16 m/s for automobile engines high speed petrol
~20-25 m/s for sport automobile engines or motorcycles competition
Some extreme examples are Nascar Sprint Cup Series and Formula 1 engines with ~25 m/s and Top Fuel engines ~30 m/s

~14 m/s for automobile engines medium speed petrol
~16 m/s for automobile engines high speed petrol
~20-25 m/s for sport automobile engines or motorcycles competition
Some extreme examples are Nascar Sprint Cup Series and Formula 1 engines with ~25 m/s and Top Fuel engines ~30 m/s


เครื่อง M103 จะมี Red line ที่ประมาณ 6550 rpm. ในเครื่องปี 1987 และลงมาเหลือ 6200 rpm. ในปี 1988 จะมีแถบแดงโร่ไปจนถึง 7000 rpm เลย ส่วน M104 จะเป็น 6200 rpm. ถึง 7000 rpm. เหมือนกัน ส่วนเครื่องรุ่นอื่นๆลองดูนี่ http://en.wikipedia.org/wiki/Redline การลากรอบให้ไปอยู่ในย่านแถบแดงนั้นหมายความว่าเครื่องยนต์อาจไม่ได้พังในทันที แต่มันจะเพิ่มโอกาสในการพังเร็วได้มากขึ้น และถ้าทำบ่อยๆมันคงจะมีสักวันที่ชิ้นส่วนทั้งหลายในเครื่องอาจไม่สามัคคีกัน กระจายไปคนละทิศละทางละก้อ...ตัวใครตัวมัน..อิ..อิ :)


ดังนั้นการโมรถที่ใช้งานทั่วไปให้รถวิ่งเร็วมากๆ ถ้าพูดถึงเฉพาะในแง่ของกำลังเครื่องยนต์อย่างเดียวนั้น จะเป็นการเพิ่มแรงม้าโดยที่รอบเครื่องไม่ได้เปลี่ยนมากนัก เช่นการติดเทอร์โบ เมื่อแรงเหลือจึงต้องมีการเปลี่ยนอัตราทดของเกียร์ หรือเฟืองท้ายให้ลดลงด้วย เพื่อให้ล้อหมุนเร็วขึ้นที่รอบเครื่องเท่าเดิม หรือเปลี่ยนขนาดล้อให้โตขึ้น ส่วนพวกเข็มวัดความเร็วคงต้องปรับใหม่หรือใช้ GPS วัดแทน อัตราเร่งอาจกลับมาเท่าเดิมแต่ความเร็วปลายจะสูงขึ้นอีกพอสมควร ซึ่งถ้าจะทำกันจริงๆคงต้องค่อยๆลดอัตราทดลงทีละหน่อยจากส่วนต่างๆแล้วไปลองวิ่งดูจนได้ความเร็วสูงสุด ถ้าลดฮวบฮาบกร๊าฟอาจเลยไปอยู่ด้านขวามากเกินไปทำให้อัตราเร่งต่ำลงมากและความเร็วปลายหดลงมาอีก ...:)
ความจริงถ้าจะมีใครคำนวณหรือทดลองหรือหากร๊าฟแรงต้านอากาศของ W124 มาลองเล่นกันดู ก็จะหาได้เลยว่าถ้าต้องการความเร็วแค่ใหนจะต้องใช้แรงม้าเท่าใด และอัตราทดเกียร์รวมสุดท้ายควรเป็นเท่าใด :)
 
เคยอ่านผ่านๆตาว่า เครื่อง F1 ใช้ลม ในการปิด เปิดวาล์วอ่ะครับ เข้าใจว่าปิงมันเอาไม่อยู่ ปิดไม่ทัน เพราะกติกาอั้นรอบเครื่องที่หมื่นแปดพัน แต่หลายครั้งก็เห็นลากกันทะลุบ่อยๆ

ที่จริงก็น่าพอคำนวณได้ล่ะครับ ว่าเวลา 124 วิ่งที่ความเร็วนึงต้องใช้แรงม้าเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้ว่าแม่นแค่ไหน คงได้แค่ประมาณๆมังครับ
แต่ผู้ผลิตคงคำนวณได้ค่อนข้างแม่นหน่อย เพราะถือข้อมูลจำเพาะไว้
 
บันทึกไว้เป็นสถิติ เจ้าของความเร็วสูงสุด บนเวบนี้ 242 กม/ชม วัดด้วย GPS
ไม่ใช่ผม .. อยากรู้ว่าใคร ต้องไปขอดู GPS ของแต่ละคนดู..อิ..อิ.. :n43:

ลืมบอกไปว่า ผมเลิกขับเกินสองร้อยแล้ว..ตั้งแต่ไปหมุนมาน่ะ.. กัวอ่ะ
ความเร็วที่สองร้อยนี่ เบรคโคดเทพยังไงก็เอาไม่ทันคับ เกร็งคองอเข่าได้อย่างเดียว
ถ้าเร็วกว่านี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง :football4:

เวลากดคันเร่งไปด้วยความมันส์..อย่าลืมนึกถึงหน้าลูกหน้าเมียที่บ้านด้วยเด้ออออออ... :n18:

*** อ. sam 320 e เบรค...ที่ใช้อยู่เล็กไปคร๊าบ บ บ .....:bonk:
 
อยากทราบว่ารถคุณเสกทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไรครับ:)
 
อยากทราบว่ารถคุณเสกทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไรครับ:)


รู้แต่ว่าที สองร้อยยี่ มันยังตะบึงขึ้นไปต่อได้อีก แต่ดันมีรถขวางทางก่อน :n15:
 
รถวิ่งเร็วสุดได้เท่าไหร่ ไม่น่าจะเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประจำวัน มันขึ้นอยู่กับ factor หลายๆตัวประกอบกัน เช่นความสมบูรณ์ของรถ สถานที่ โอกาส กระแสลม ความบ้าระห่ำของเจ้าของรถฯลฯ
ทุกวันที่เราใช้รถ ต้องการรถที่ เบครดี ช่วงล่างดี แอร์เย็น เครื่องมีกำลัง ยางดี เพื่อช่วยให้เพิ่มพื้นที่/ช่องว่างบนถนนมากขึ้นกว่าปกติอีกนิดหน่อย น่าจะเป็นสิ่งสำคัญกว่า

เห็นด้วยกับ คุณเสก ว่า จะไม่เกิน 200 หลังจากหมุน ยันขึ้นไปสุด LIMIT ของเครื่องแล้วจะทำ( ใช้ ) เป็นประจำ???? ผมไม่เอาด้วยแน่นอน กลัวครับ
 
อยากทราบว่ารถคุณเสกทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไรครับ:)

V12 บรรทุก 4 คน

บนบูรพาวิถี

ไมล์ 260 หมดครับ(ไมล์อ่อน) ไม่ได้ลองกับ GPS (สายชาจจ์เจ๊ง)ครับ

ตั้งแต่ได้V12 มาประมาณ ครึ่งปี เคยทำแบบนั้นไปครั้งเดียว

ตอนนี้ GPs ปกติแระ ยางก้อใหม่

เคยรู้มาว่า...

252 มีคนคนนึงทำไว้ ตอนยังเป็นของพี่เสกอยู่ครับ :D
 
ผมเคยบนทางด่วน แจ้งวัฒนะ -บางปะอิน.
220 กม./ชม. e 280 ครับ สักปีผ่านมา
 
ขอ140แจมด้วยนะครับ ตอนได้s500มาใหม่ๆล้อเดิมๆ ลองเส้นบางนาตราด 200 นิดๆก็เบาแล้วครับไม่กล้ากดต่อ น่ากัว ทุกวันนี้ใส่18วิ่ง100ก็เก่งแล้ว สำคัญที่สุดนำ้มันแพงเหลือ
 
Back
Top