การโมเครื่องให้มีแรงม้าสูงขึ้นในรถที่ใช้งานบนถนนทั่วๆไปนั้น นิยมทำให้เครื่องมีแรงมากขึ้นโดยทำให้มีอากาศและเชื้อเพลิงเข้าไปเผาใหม้ในเครื่องยนต์มากขึ้น โดยที่รอบสูงสุดอาจไม่ได้เพิ่มมากนัก เพราะการทำให้ความเร็วรอบเครื่องสูงขึ้นด้วยนั้นจะมีผลกระทบตามมาอีกหลายอย่างเช่น ความเร็วของลูกสูบอาจมากเกินไปจนฟิลม์น้ำมันเครื่องขาดไม่สามารถหล่อลื่นได้ทัน และแรงเฉื่อยของแหวน และลูกสูบอาจมากจนวัสดุทนไม่ได้ แหวนอาจหัก ลูกสูบอาจบิ่น โบลท์ก้านสูบอาจขาด หรือตัวก้านสูบก็อาจขาด สปริงวาวล์ก็จะลอยตัวปิด-เปิดไม่ทัน เครื่องที่รอบจัดมากๆเช่นเครื่องยนต์ F1 ซึ่งหมุนเกือบสองหมื่นรอบ/นาที จะต้องเป็นเครื่องที่สร้างมาเป็นพิเศษ เช่นระยะชักจะสั้นมากให้เป็น Over square (ลูกสูบโตกว่าระยะชัก) เยอะๆ สปริงวาวล์สองชั้นแข็งโป๊ก แหวนบางเฉียบ ลูกสูบและก้านสูบทำด้วยวัสดุพิเศษเบาและแข็ง ฯลฯ
ความเร็วของลูกสูบเท่าที่ได้มีการโมและทดลองกันมาจะมีตัวเลขดังนี้
~14 m/s for automobile engines medium speed petrol
~16 m/s for automobile engines high speed petrol
~20-25 m/s for sport automobile engines or motorcycles competition
Some extreme examples are Nascar Sprint Cup Series and Formula 1 engines with ~25 m/s and Top Fuel engines ~30 m/s
~14 m/s for automobile engines medium speed petrol
~16 m/s for automobile engines high speed petrol
~20-25 m/s for sport automobile engines or motorcycles competition
Some extreme examples are Nascar Sprint Cup Series and Formula 1 engines with ~25 m/s and Top Fuel engines ~30 m/s
เครื่อง M103 จะมี Red line ที่ประมาณ 6550 rpm. ในเครื่องปี 1987 และลงมาเหลือ 6200 rpm. ในปี 1988 จะมีแถบแดงโร่ไปจนถึง 7000 rpm เลย ส่วน M104 จะเป็น 6200 rpm. ถึง 7000 rpm. เหมือนกัน ส่วนเครื่องรุ่นอื่นๆลองดูนี่
http://en.wikipedia.org/wiki/Redline การลากรอบให้ไปอยู่ในย่านแถบแดงนั้นหมายความว่าเครื่องยนต์อาจไม่ได้พังในทันที แต่มันจะเพิ่มโอกาสในการพังเร็วได้มากขึ้น และถ้าทำบ่อยๆมันคงจะมีสักวันที่ชิ้นส่วนทั้งหลายในเครื่องอาจไม่สามัคคีกัน กระจายไปคนละทิศละทางละก้อ...ตัวใครตัวมัน..อิ..อิ
ดังนั้นการโมรถที่ใช้งานทั่วไปให้รถวิ่งเร็วมากๆ ถ้าพูดถึงเฉพาะในแง่ของกำลังเครื่องยนต์อย่างเดียวนั้น จะเป็นการเพิ่มแรงม้าโดยที่รอบเครื่องไม่ได้เปลี่ยนมากนัก เช่นการติดเทอร์โบ เมื่อแรงเหลือจึงต้องมีการเปลี่ยนอัตราทดของเกียร์ หรือเฟืองท้ายให้ลดลงด้วย เพื่อให้ล้อหมุนเร็วขึ้นที่รอบเครื่องเท่าเดิม หรือเปลี่ยนขนาดล้อให้โตขึ้น ส่วนพวกเข็มวัดความเร็วคงต้องปรับใหม่หรือใช้ GPS วัดแทน อัตราเร่งอาจกลับมาเท่าเดิมแต่ความเร็วปลายจะสูงขึ้นอีกพอสมควร ซึ่งถ้าจะทำกันจริงๆคงต้องค่อยๆลดอัตราทดลงทีละหน่อยจากส่วนต่างๆแล้วไปลองวิ่งดูจนได้ความเร็วสูงสุด ถ้าลดฮวบฮาบกร๊าฟอาจเลยไปอยู่ด้านขวามากเกินไปทำให้อัตราเร่งต่ำลงมากและความเร็วปลายหดลงมาอีก ...

ความจริงถ้าจะมีใครคำนวณหรือทดลองหรือหากร๊าฟแรงต้านอากาศของ W124 มาลองเล่นกันดู ก็จะหาได้เลยว่าถ้าต้องการความเร็วแค่ใหนจะต้องใช้แรงม้าเท่าใด และอัตราทดเกียร์รวมสุดท้ายควรเป็นเท่าใด
